
‘ส.อ.ท.’ ชู Energy Transition แบบสมดุล หนุนเศรษฐกิจ-อุตสาหกรรมเติบโตยั่งยืน
ส.อ.ท.จับมือพลังงาน เร่งปฏิรูปโครงสร้างพลังงาน เสริมแกร่งอุตสาหกรรมไทย ชู Energy Transition แบบสมดุล หนุนเศรษฐกิจ-อุตสาหกรรมเติบโตยั่งยืน
KEY
POINTS
- ส.อ.ท. เสนอแนวทางการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน (Energy Transition) ที่เหมาะสมกับบริบทของประเทศ โดยเน้นการสร้างสมดุลระหว่างความมั่นคงด้านพลังงาน ความสามารถในการแข่งขัน ต้นทุนที่เหมาะสม และความยั่งยืน
- ส.อ.ท. และกระทรวงพลังงานเห็นพ้องที่จะร่วมมือกันปฏิรูปภาคพลังงาน เนื่องจากเป็นปัจจัยพื้นฐานสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรม
- มีการหารือในประเด็นสำคัญเพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นให้ระบบพลังงานของประเทศ เช่น การเปิดให้เอกชนเข้าถึงพลังงานสะอาดผ่าน Direct PPA การส่งเสริมพลังงานชีวภาพ และการพัฒนาระบบ Smart Grid
นางพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า ได้ดำเนินการหารือกับนายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองและข้อเสนอด้านพลังงานของประเทศ ท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลก ภูมิรัฐศาสตร์และการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน (Energy Transition)
ทั้งนี้ ได้ชี้แจงวิสัยทัศน์และนโยบายของ ส.อ.ท. โดยนโยบายการบริหารงาน วาระปี 2569–2571 อยู่ภายใต้กรอบยุทธศาสตร์ 5I เพื่อยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรมไทย และสร้างการเติบโตอย่างสมดุลในระยะยาว ประกอบด้วย Intelligent Industry, Innovation & Creative Industry, International Alliance & Network, Industrial Infrastructure Reform และ Inclusive & Sustainable Growth
พลังงานปัจจัยพื้นฐานการพัฒนา
สำหรับยุทธศาสตร์ทั้ง 5 ด้าน ทั้งกระทรวงพลังงานและส.อท.ไทยต่างเห็นตรงกันว่าพลังงานเป็นปัจจัยพื้นฐานที่เชื่อมโยงกับทุกมิติของการพัฒนา ไม่ว่าจะเป็นการลงทุน การผลิต การใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ การพัฒนาอุตสาหกรรมดิจิทัล ตลอดจนการขับเคลื่อนประเทศสู่เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) จึงจำเป็นต้องเร่งดำเนินการปฏิรูปภาคพลังงานควบคู่ไปกับการยกระดับภาคอุตสาหกรรมไทยในทุกมิติ
นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กล่าวว่ากระทรวงพลังงานและส.อ.ท.จะสามารถทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิด เพื่อขับเคลื่อนภาคพลังงานและภาคอุตสาหกรรมของประเทศให้เติบโตไปพร้อมกัน
แม้ปัจจุบันจะเข้ามารับผิดชอบงานด้านพลังงานโดยตรง แต่การดำเนินงานทุกด้านยังคงมีความเชื่อมโยงกับภาคอุตสาหกรรมอย่างแยกไม่ออก เนื่องจากพลังงานเป็นปัจจัยสำคัญในการดึงดูดการลงทุน สร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ และยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ซึ่งถือเป็นความหวังสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในระยะยาว
เร่งผลักดันความมั่นคงพลังงาน
มีหลายประเด็นที่กระทรวงพลังงานต้องการเร่งผลักดันร่วมกับภาคอุตสาหกรรม โดยเฉพาะเรื่องความมั่นคงทางพลังงาน (Energy Security) ซึ่งเป็นปัจจัยพื้นฐานสำคัญต่อการพัฒนาเศรษฐกิจ การสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักลงทุน และการเพิ่มมูลค่าให้กับระบบเศรษฐกิจไทยในอนาคต
“การดำเนินมาตรการต่าง ๆ จะพิจารณาอย่างรอบคอบในทุกมิติ เพื่อไม่ให้กระทบต่อเสถียรภาพด้านพลังงานของประเทศ การบริหารจัดการพลังงานในปัจจุบันไม่ใช่เพียงการป้องกันภาวะขาดแคลนเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ประชาชน ภาคธุรกิจ และนักลงทุนว่า ประเทศไทยมีระบบบริหารจัดการพลังงานที่มั่นคง มีประสิทธิภาพ และสามารถรองรับความผันผวนที่อาจเกิดขึ้นได้อย่างทันท่วงที”
นายมงคล เฮงโรจนโสภณ ประธานสถาบันพลังงานเพื่ออุตสาหกรรม ส.อ.ท. สะท้อนมุมมองว่าพลังงานในปัจจุบันไม่ใช่เพียงต้นทุนของภาคอุตสาหกรรม แต่เป็นปัจจัยเชิงยุทธศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ความมั่นคงทางพลังงาน และการพัฒนาเศรษฐกิจในระยะยาว
ภาคอุตสาหกรรมเห็นว่า ประเทศไทยควรมีแนวทาง Pragmatic Energy Transition ที่เหมาะสมกับบริบทของประเทศ โดยรักษาสมดุลระหว่างความมั่นคงทางพลังงาน (Energy Security) ความสามารถในการแข่งขัน (Competitiveness) การเข้าถึงพลังงานในต้นทุนที่เหมาะสม (Affordability) และความยั่งยืน (Sustainability) ไปพร้อมกัน
นอกจากนี้ ยังได้มีการหารือในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการเปิดให้เอกชนเข้าถึงพลังงานสะอาดผ่าน Direct PPA การส่งเสริมพลังงานชีวภาพและพลังงานสะอาด การพัฒนา Smart Grid และระบบกักเก็บพลังงาน รวมถึงแนวทางเพิ่ม Flexibility ในการบริหารระบบพลังงานของประเทศ โดยภาคอุตสาหกรรมยืนยันความพร้อมในการทำงานร่วมกับกระทรวงพลังงานอย่างใกล้ชิด เพื่อร่วมกันพัฒนาระบบพลังงานที่มั่นคง แข่งขันได้ และรองรับอนาคตของประเทศไทย
น้ำมันเพียงพอความต้องการใช้
นางรุ่งนภา จันทร์ชูเกียรติ ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมโรงกลั่นน้ำมันปิโตรเลียม ส.อ.ท. ได้สะท้อนสถานการณ์การดำเนินงานของภาคโรงกลั่น (Operational situation) ที่เกี่ยวข้องกับการบริหารสมดุลห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ด้านพลังงาน ภายใต้ภาวะความผันผวนของอุปสงค์ (Demand) และตลาดด้านพลังงาน (Energy market) โดยยืนยันว่าประเทศไทยมีปริมาณน้ำมันเพียงพอต่อความต้องการใช้ และมีการวางแผนบริหารจัดการสำรองน้ำมันอย่างรอบด้าน
เนื่องจากปัจจุบัน กลุ่มฯ โรงกลั่นฯ ได้วางแผนจัดหาน้ำมันดิบเพื่อรองรับการผลิตล่วงหน้าอย่างเต็มที่ พร้อมทั้งปรับกลยุทธ์กระจายแหล่งจัดหาวัตถุดิบ โดยลดการพึ่งพาน้ำมันดิบจากตะวันออกกลางและเพิ่มความหลากหลายของแหล่งนำเข้า เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงด้านพลังงานและลดความเสี่ยงจากสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์โลก
กลุ่มฯ โรงกลั่นฯ จะให้ความร่วมมือกับภาครัฐในการรักษาเสถียรภาพของระบบพลังงาน การบริหารจัดการปริมาณสำรองน้ำมัน และการดูแลความมั่นคงด้านพลังงานและเคมีภัณฑ์ของประเทศอย่างต่อเนื่อง โดยกลุ่มฯ โรงกลั่นฯ มุ่งจัดหาน้ำมันดิบรองรับกำลังการผลิตอย่างเต็มที่







