
ไทยเปิดเกมรุก ดึงทุนเวียดนามลงทุน Medical Hub-โรงแรม
'สนั่น' เผยไทยเดินหน้าดึงเวียดนามร่วมลงทุนในธุรกิจบริการ พลังงาน -เศรษฐกิจดิจิทัล ผ่านแนวคิด 3 ด้าน หวังสร้างการเติบโตระยะยาวร่วมกันในภูมิภาค
KEY
POINTS
- ไทยและเวียดนามตั้งเป้าหมายการค้าใหม่ที่ 50,000 ล้านดอลลาร์ใน 5 ปี พร้อมส่งเสริมให้เวียดนามเข้ามาลงทุนในไทยมากขึ้นเพื่อสร้างความสมดุล
- ภาคเอกชนเสนอพิมพ์เขียวความร่วมมือ 3 ด้านเพื่อเปลี่ยนจากการแข่งขันเป็นการร่วมมือ ได้แก่ การเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทาน (เกษตร-อาหาร), ดิจิทัลและสังคม (Soft Power), และความยั่งยืน (พลังงานสะอาด)
- ชูโอกาสทางเศรษฐกิจใหม่ โดยผลักดันให้ไทยเป็นศูนย์กลางการแพทย์ (Medical Hub) เพื่อดึงดูดผู้ป่วยชาวเวียดนาม และส่งเสริมความร่วมมือในธุรกิจบริการและโรงแรม
นายสนั่น อังอุบลกุล ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ในฐานะนายกสมาคมมิตรภาพไทย-เวียดนาม เปิดเผย"ฐานเศรษฐกิจ" ว่า เดิมทั้งสองประเทศตั้งเป้ามูลค่าการค้าทวิภาคีไว้ที่ 25,000 ล้านดอลลาร์ภายในปีหน้า ซึ่งปัจจุบันถือว่าใกล้บรรลุเป้าหมายแล้ว
อย่างไรก็ตาม นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีไทย และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ประกาศระหว่างการหารือร่วมกันว่า ไทยและเวียดนามต้องการยกระดับมูลค่าการค้าระหว่างกันสู่ 50,000 ล้านดอลลาร์ภายใน 5 ปีข้างหน้า
แก้โจทย์ดึงทุนเวียดนามบุกไทย
ทั้งนี้ จุดท้าทายสำคัญคือความไม่สมดุลด้านการลงทุนที่ผ่านมา เพราะแม้กลุ่มทุนไทยจะขยายการลงทุนเข้าไปในเวียดนามอย่างต่อเนื่อง ทั้งภาคอุตสาหกรรม พลังงาน และนิคมอุตสาหกรรม แต่เม็ดเงินลงทุนจากเวียดนามที่ไหลเข้าสู่ไทยกลับยังมีสัดส่วนค่อนข้างต่ำ
“เป้าหมาย 5 หมื่นล้านดอลลาร์จะเกิดขึ้นไม่ได้ หากความร่วมมือยังเดินเพียงทางเดียว เวียดนามต้องเข้ามาลงทุนในไทยมากขึ้น เพื่อสร้างผลผลิตและห่วงโซ่การส่งออกร่วมกัน” สนั่น กล่าว
ทั้งนี้ หนึ่งในอุตสาหกรรมที่เวียดนามสนใจเข้ามาเรียนรู้คือธุรกิจบริการและโรงแรม หรือ Hospitality ซึ่งไทยมีความเชี่ยวชาญระดับโลก และอาจกลายเป็นพื้นที่ความร่วมมือใหม่ระหว่างสองประเทศ
ชูยุทธศาสตร์ 3 ด้าน พิมพ์เขียวเชื่อมสองเศรษฐกิจ
นอกจากนี้ ภาคเอกชนไทยยังเสนอ “พิมพ์เขียว” ความร่วมมือทางเศรษฐกิจ 3 ด้าน เพื่อเปลี่ยนความสัมพันธ์จากการแข่งขัน มาเป็นการผนึกจุดแข็งร่วมกันสู้ตลาดโลก
ด้านแรกคือ Connect Supply Chain หรือการเชื่อมห่วงโซ่อุปทาน โดยเฉพาะภาคเกษตรกรรม ซึ่งเวียดนามมีจุดแข็งด้านต้นทุนและผลผลิตต่อไร่ ขณะที่ไทยเชี่ยวชาญเทคโนโลยีการแปรรูปอาหารและการสร้างมูลค่าเพิ่ม หากผสานกันได้ จะยกระดับศักยภาพการส่งออกอาหารของภูมิภาคทันที
ด้านที่สองคือ Connect Digital & Social การเชื่อมโยงเทคโนโลยีและสังคม โดยไทยยอมรับว่าเวียดนามกำลังก้าวหน้าอย่างรวดเร็วด้านดิจิทัลและบุคลากรรุ่นใหม่ จึงมีการเสนอความร่วมมือด้าน Soft Power เช่น การผลิตภาพยนตร์ ที่ใช้เทคโนโลยีและกราฟิกจากเวียดนาม ผสานกับประสบการณ์การผลิตและโลเคชันของไทย เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันระดับสากล
ส่วนด้านสุดท้ายคือ Connect Sustainability หรือความร่วมมือด้านความยั่งยืน ผ่านการพัฒนา Green Energy และเป้าหมาย Net Zero เพื่อรองรับอุตสาหกรรมยุคใหม่อย่าง Data Center โดยเสนอให้ทั้งสองประเทศแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านพลังงานสะอาดและพลังงานชีวภาพ เพื่อดึงดูดการลงทุนจากบริษัทเทคโนโลยีระดับโลก
Medical Hub ตลาดแสนล้านที่ไทยต้องรีบคว้า
นอกจากนี้ สนั่นยังมองเห็น “โอกาสทอง” ของไทยในฐานะ Medical Hub ของภูมิภาค โดยชี้ว่า เวียดนามมีประชากรกว่า 100 ล้านคน แต่ระบบสาธารณสุขและมาตรฐานโรงพยาบาลยังตามหลังไทย ขณะที่ข้อจำกัดทางกฎหมายของเวียดนามยังทำให้โรงพยาบาลต่างชาติเข้าไปดำเนินธุรกิจได้ยาก
“ไทยมีแพทย์ที่มีศักยภาพ โรงพยาบาลได้มาตรฐานสากล หากดึงผู้ป่วยเวียดนามที่มีกำลังซื้อเข้ามารักษาในไทยได้ จะกลายเป็นรายได้มหาศาลของประเทศ” เขากล่าว
อย่างไรก็ตาม สนั่นเตือนว่า ไทยกำลังเผชิญแรงกดดันทางเศรษฐกิจจากเวียดนามมากขึ้น แม้ปัจจุบัน GDP ไทยจะยังอยู่ที่ประมาณ 5.6 แสนล้านดอลลาร์ สูงกว่าเวียดนามที่ราว 5.14 แสนล้านดอลลาร์ แต่ช่องว่างดังกล่าวกำลังลดลงอย่างรวดเร็ว
สัญญาณเตือนภัย GDP เวียดนามแซงไทย
โดยเฉพาะภาคส่งออกที่เวียดนามมียอดส่งออกสูงถึง 4.6 แสนล้านดอลลาร์ ขณะที่ไทยยังอยู่ราว 3 แสนล้านดอลลาร์เท่านั้น อีกทั้งไทยยังเผชิญปัญหาหนี้ครัวเรือนระดับสูง ต่างจากเวียดนามที่มีภาระหนี้ต่ำกว่าและยังมีกำลังซื้อภายในประเทศสูง
“หากไทยไม่เร่งปรับโครงสร้างเศรษฐกิจและกฎหมายให้เอื้อต่อการลงทุนเหมือนเวียดนาม ในอนาคตอันใกล้ GDP ของเวียดนามอาจแซงไทยได้” สนั่นกล่าวทิ้งท้าย






