
เปิดเส้นทางธุรกิจค้าปลีก ‘เซ็นทรัล รีเทล’ 14 ปี 5 หมื่นล้านในเวียดนาม
เซ็นทรัล รีเทล ตอกย้ำความสำเร็จ 14 ปีในเวียดนาม กวาดรายได้กว่า 48,874 ล้านบาท ก้าวสู่ผู้นำค้าปลีกต่างชาติรายใหญ่ที่สุด ด้วยการขยายพอร์ตโฟลิโอครอบคลุมทั้งกลุ่มฟู้ด นอนฟู้ด และพร็อพเพอร์ตี้
KEY
POINTS
- เซ็นทรัล รีเทล ใช้เวลา 14 ปีในการขยายธุรกิจค้าปลีกในเวียดนาม จนสามารถสร้างรายได้เกือบ 5 หมื่นล้านบาท และกลายเป็นผู้นำค้าปลีกต่างชาติรายใหญ่ที่สุด
- เส้นทางการเติบโตเริ่มจากการเป็นผู้จัดจำหน่ายแบรนด์แฟชั่นในปี 2555 ก่อนจะขยายตัวอย่างรวดเร็วผ่านการควบรวมกิจการกับ 'เหงียนคิม' และ 'ลานชี มาร์ท'
- ปัจจุบันธุรกิจในเวียดนามครอบคลุม 3 กลุ่มหลัก ได้แก่ ฟู้ด (ไฮเปอร์มาร์เก็ต GO!), น็อนฟู้ด (เหงียนคิม) และพร็อพเพอร์ตี้ (ศูนย์การค้า GO!)
“เวียดนาม” ถือเป็นตลาดที่มีศักยภาพสูงจากการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างก้าวกระโดดตลอดช่วง 10 ปีที่ผ่านมา โดยมีอัตราการเติบโตของ GDP สูงและมีการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานอย่างต่อเนื่อง ทำให้บริษัท เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ CRC ตัดสินใจเข้าไปลงทุนตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน
โดยเริ่มจากการเป็นผู้จัดจำหน่ายแบรนด์แฟชั่นในปี 2555 และขยายตัวอย่างรวดเร็วผ่านการควบรวมกิจการและการเปิดสาขาใหม่ จนกลายเป็น Key Market สำคัญที่สร้างสัดส่วนยอดขายถึง 25% ของกลุ่มธุรกิจทั้งหมดในปัจจุบัน สะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมั่นในเสถียรภาพและโอกาสการเติบโตในระยะยาวของเศรษฐกิจเวียดนาม
14 ปี “เซ็นทรัล รีเทล เวียดนาม”
ก้าวย่างแรกของ “เซ็นทรัล รีเทล” ในประเทศเวียดนามเริ่มต้นขึ้นเมื่อปี 2555 จากการเล็งเห็นถึงศักยภาพและโอกาสในการขยายธุรกิจค้าปลีกในระดับภูมิภาค ในช่วงแรกนั้น เซ็นทรัล รีเทล เริ่มต้นจากการดำเนินธุรกิจเป็นผู้จัดจำหน่ายแบรนด์สินค้าแฟชั่น และสามารถสร้างรายได้ถึง 300 ล้านบาทภายในระยะเวลา 2 ปี ก่อนที่จะตัดสินใจเปิดห้างสรรพสินค้าโรบินสันแห่งแรกขึ้นในปีเดียวกัน
ก้าวสำคัญที่ทำให้ธุรกิจเติบโตอย่างก้าวกระโดดเกิดขึ้นในปี 2558 เมื่อ “เซ็นทรัล รีเทล” เข้าร่วมทุนกับ "เหงียนคิม" (Nguyen Kim) และ "ลานชี มาร์ท" (Lan Chi Mart) ส่งผลให้ในช่วงเวลาดังกล่าว บริษัทมีร้านค้าในเครือข่ายเพิ่มขึ้นเป็น 85 แห่ง กระจายอยู่ใน 15 จังหวัด และมีพื้นที่ขายสุทธิรวม 1.7 แสนตารางเมตร การขยายตัวอย่างต่อเนื่องส่งผลให้ในปี 2562 เซ็นทรัล รีเทล เวียดนาม สามารถสร้างรายได้แตะ 3.7 หมื่นล้านบาท และเพิ่มขึ้นเป็น 3.85 หมื่นล้านบาทในปี 2564
ปัจจุบันเซ็นทรัล รีเทล ได้รับการยอมรับในฐานะผู้นำค้าปลีกต่างชาติรายใหญ่ที่สุดในประเทศเวียดนาม โดยครองตำแหน่งอันดับ 1 ในด้านไฮเปอร์มาร์เก็ต และอันดับ 2 ในด้านศูนย์การค้าไลฟ์สไตล์ ข้อมูลล่าสุด ณ สิ้นปี 2568 ระบุว่าบริษัทมีร้านค้ารวม 127 ร้านค้า ครอบคลุม 26 จังหวัด จากทั้งหมด 34 จังหวัด
แต่หากพิจารณาในภาพรวมธุรกิจทั้งหมด ณ สิ้นปี 2568 “เซ็นทรัล รีเทล” ในเวียดนาม มีรายได้รวมกว่า 48,874 ล้านบาท หรือคิดเป็น 20% ของรายได้รวมของเซ็นทรัล รีเทล ปัจจุบันมี 44 ศูนย์การค้า 128 ร้านค้า ครอบคลุม 26 จังหวัดทั่วประเทศ มีพื้นที่เช่ารวม 788,631 ตารางเมตร และมีร้านค้าปลีกมีพื้นที่ขายรวม 3,790,729 แสนตารางเมตร
“เวียดนาม” ดาวเด่นอาเซียน
ในช่วง 5-10 ปีที่ผ่านมา ประเทศเวียดนามแสดงให้เห็นถึงศักยภาพการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ก้าวกระโดดอย่างโดดเด่นในภูมิภาคอาเซียน เวียดนามกำลังก้าวเข้าสู่บทใหม่ของการพัฒนาประเทศ โดยตั้งเป้าหมายที่จะเปลี่ยนผ่านไปสู่ประเทศอุตสาหกรรมสมัยใหม่ที่มีรายได้ปานกลางระดับสูงภายในปี 2573 และตั้งเป้ามุ่งสู่การเป็นประเทศพัฒนาแล้วที่มีรายได้สูงภายในปี 2588 ปัจจุบันเวียดนามถือเป็นหนึ่งใน 35 ประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดในโลก
ปัจจัยสนับสนุนความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจของเวียดนามประกอบด้วยหลายมิติ ไม่ว่าจะเป็น
- การเติบโตของ GDP: ในปี 2565 GDP ไตรมาสที่ 3 ของเวียดนามเติบโตสูงถึง 13.67% และในปี 2568 GDP เติบโตอยู่ที่ 8.02% ขณะที่ในปี 2566 มีการคาดการณ์ว่า GDP จะโตอยู่ที่ 6.7% ซึ่งถือว่าสูงที่สุดเป็นอันดับหนึ่งในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
- รายได้ประชากร: ตั้งแต่เริ่มนโยบาย "โด่ยเหมย" (Doi Moi) ในปี 2529 รายได้ต่อหัวของชาวเวียดนามเพิ่มขึ้นมากกว่า 60 เท่า พร้อมกับการขยายตัวอย่างรวดเร็วของจำนวนประชากรในเมือง ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อการขยายตัวของธุรกิจโมเดิร์นเทรด
- ห่วงโซ่อุปทานโลก: เวียดนามมีบทบาทเพิ่มขึ้นอย่างมากในห่วงโซ่อุปทานโลก (Global Supply Chain) และมีการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการเปิดรับเทคโนโลยีใหม่ๆ
- ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ: ในวาระครบรอบ 50 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-เวียดนาม ทั้งสองประเทศได้ยกระดับความสัมพันธ์สู่การเป็น "หุ้นส่วนยุทธศาสตร์รอบด้าน" (Comprehensive Strategic Partnership) ปัจจุบันประเทศไทยถือเป็นคู่ค้าสำคัญและเป็นหนึ่งในนักลงทุนต่างชาติชั้นนำในเวียดนาม
โดยมีโครงการลงทุนสะสมกว่า 789 โครงการ คิดเป็นมูลค่าจดทะเบียนรวมกว่า 1.52 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ มูลค่าการค้ารวมระหว่างสองประเทศในปี 2568 สูงถึง 2.36 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ และตั้งเป้าพุ่งสู่ 2.5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2569
โครงสร้างธุรกิจ “เซ็นทรัล รีเทล เวียดนาม”
ธุรกิจของเซ็นทรัล รีเทล ในเวียดนาม มีโครงสร้างที่แข็งแกร่งและหลากหลาย โดยแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มธุรกิจหลัก ได้แก่
กลุ่มธุรกิจฟู้ด (Food): ดำเนินธุรกิจใน 3 รูปแบบหลักเพื่อรองรับลูกค้าในเมืองหลักและเมืองรอง
- ไฮเปอร์มาร์เก็ต (GO!): มีจำนวน 32 แห่ง ครอบคลุมเมืองสำคัญทั่วประเทศ ซึ่งเป็นการรีแบรนด์มาจาก "บิ๊กซี" และได้รับการจัดให้อยู่ในตำแหน่งที่ตั้งที่เป็นทำเลการค้า (High Catchment Area) โดยมีพื้นที่แบ่งเป็นโซนอาหาร 70% และนอนฟู้ด 30%
- ซูเปอร์มาร์เก็ตในเมืองหลัก (Super GO! และ Tops Market): เน้นในเมืองหลวงอย่างฮานอยและนครโฮจิมินห์ โดย Tops Market จะเน้นทำเลเขตเมือง (Urban) ในเมืองระดับ Tier 1 และ Tier 2
- ซูเปอร์มาร์เก็ตในพื้นที่ต่างจังหวัด (Lan Chi Mart และ Mini go!): Lan Chi Mart เน้นพื้นที่ภาคเหนือ ส่วน Mini go! เน้นเมืองรองระดับ Tier 3 และ Tier 4 ในพื้นที่ภาคกลางและภาคใต้
กลุ่มธุรกิจน็อนฟู้ด (Non-Food): มีร้านค้าเฉพาะทางมากกว่า 170 แห่ง
- เหงียนคิม (Nguyen Kim): ผู้นำด้านร้านจำหน่ายสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้า
- ซูเปอร์สปอร์ต (Supersports): จำหน่ายสินค้าและอุปกรณ์กีฬาแบรนด์ชั้นนำ
- แบรนด์อื่นๆ: ได้แก่ คุโบ (Kubo) ศูนย์รวมความบันเทิงสำหรับเด็ก, ลุคคูล (LookKool) ร้านสินค้าเบ็ดเตล็ด, ฟู้ด ซิตี้ (Food City) และเฮลโหล บิวตี้ (Hello Beauty)
กลุ่มธุรกิจพร็อพเพอร์ตี้ (Property): บริหารศูนย์การค้าภายใต้ชื่อ GO! (รีแบรนด์จากบิ๊กซี) ทั้งหมด 35 แห่ง ทำหน้าที่บริหารจัดการพื้นที่เช่าสำหรับร้านค้าในเครือและพันธมิตรภายนอก
นอกจากร้านค้าในรูปแบบออฟไลน์แล้ว เซ็นทรัล รีเทล ยังมีฐานลูกค้าที่แข็งแกร่งผ่านระบบสมาชิก The 1 ในเวียดนาม ซึ่งมีจำนวนสมาชิกสะสมกว่า 4.3 ล้านราย และรองรับการให้บริการผ่านช่องทางออมนิแชแนล (Omnichannel) ที่เชื่อมต่อประสบการณ์ออนไลน์และออฟไลน์เข้าด้วยกัน
ยุทธศาสตร์ขับเคลื่อน “เซ็นทรัล รีเทล เวียดนาม”
เซ็นทรัล รีเทล ได้กำหนดยุทธศาสตร์การดำเนินธุรกิจในเวียดนามอย่างชัดเจนภายใต้กรอบ "CRC Retailligence" และกลยุทธ์ล่าสุดสำหรับปี 2569 คือ "Innovation in Action" ประกอบด้วย 3 แกนหลัก:
1.Uplift Customer Experience: ยกระดับประสบการณ์การช้อปปิ้งแบบไร้รอยต่อผ่านออมนิแชแนล โดยนำเทคโนโลยี AI มาช่วยในการค้นหาสินค้า โปรโมชัน และคูปอง พร้อมบริการ Personal Shopper, Click & Collect และเพิ่มพื้นที่ไลฟ์สไตล์ภายในร้าน
2.Reinvent Concepts and Merchandise: ปรับโฉมสินค้าให้ทันสมัย โดยเฉพาะในไฮเปอร์มาร์เก็ต GO! ที่จะเน้นกลุ่มเบเกอรี่ อาหารพร้อมรับประทาน สินค้าเกี่ยวกับบ้าน และสินค้า Private Label ให้ตอบโจทย์ผู้บริโภคมากขึ้น
3.Drive Operational Excellence: ใช้เทคโนโลยี AI ในการบริหารจัดการลูกค้า การตลาด การสั่งสินค้า และการบริหารสต๊อก พร้อมพัฒนา "One Data Platform" เพื่อเชื่อมโยงข้อมูลลูกค้าให้เป็นหนึ่งเดียว (Single View of Customer Data)
แผนการลงทุนและเป้าหมายระยะยาว
โรดแมปปี 2569: เซ็นทรัล รีเทล เตรียมงบลงทุนเฉพาะในไทยและเวียดนามรวม 1.6 – 1.8 หมื่นล้านบาท เพื่อเปิดสาขาใหม่และรีโนเวทสาขาเดิม เฉพาะในเวียดนามมีแผนเปิดศูนย์การค้า GO! ใหม่ 2 สาขา, ไฮเปอร์มาร์เก็ต GO! 1 สาขา และซูเปอร์มาร์เก็ต Mini go! อีก 6 สาขา
CRC จะปรับโฉมสินค้าและแบรนด์ให้ทันสมัยมากขึ้น โดยในเวียดนามจะพัฒนาสินค้าที่จำหน่ายในไฮเปอร์มาร์เก็ต GO! โดยเน้นกลุ่มเบเกอรี่ อาหารพร้อมรับประทาน สินค้าเกี่ยวกับบ้าน และสินค้า Private Label ให้ตอบโจทย์ผู้บริโภคมากขึ้น
การพัฒนาแบรนด์เฉพาะทาง: ตั้งเป้าขยายสาขา Mini go! ให้ได้รวมกว่า 100 สาขา, ยกระดับลานชี มาร์ท, ขยายร้านเหงียนคิมให้มีมากกว่า 100 สาขา รวมถึงเพิ่มสาขาคุโบ (Kubo) เป็น 100 แห่ง และซูเปอร์สปอร์ต 170 แห่งทั่วประเทศ
การเดินหน้าลงทุนสร้างอาณาจักรตลอดระยะเวลา 14 ปีที่ผ่านมา พร้อมความสำเร็จในวันนี้ เป็นการตอกย้ำถึงคำกล่าวของ “ทศ จิราธิวัฒน์” ประธานกรรมการบริหาร กลุ่มเซ็นทรัล (Central Group) ที่บอกว่า “ประเทศเวียดนามเป็นบ้านหลังที่ 2 ของเซ็นทรัล"







