
แนะสูตรร้านค้าโกยยอดขาย 'ไทยช่วยไทยพลัส' เปลี่ยนลูกค้าขาจรเป็นขาประจำ
สถาบันธุรกิจแฟรนไชส์อาหาร เตือนผู้ประกอบการอย่าติดเกมลดราคา แนะจัดเซตสินค้า-สร้างสมาชิก-ดันรีวิวออนไลน์ หวังเปลี่ยนลูกค้าชั่วคราวเป็นลูกค้าประจำหลังจบโครงการ
KEY
POINTS
- กูรูแนะผู้ประกอบการที่เข้าร่วมโครงการ "ไทยช่วยไทยพลัส" ให้เปลี่ยนกลยุทธ์จากเน้น "ขายถูก" เป็น "ขายคุ้ม" เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มและดึงดูดลูกค้า
- กลยุทธ์ "ขายคุ้ม" คือการจัดเซตสินค้าเพื่อเพิ่มยอดใช้จ่ายต่อบิล แทนการลดราคาโดยตรง ซึ่งจะช่วยรักษาผลกำไรได้ดีกว่า
- ควรใช้โอกาส 4 เดือนของโครงการในการ "เก็บลูกค้า" ด้วยการสร้างระบบสมาชิกผ่านช่องทางออนไลน์ กระตุ้นให้เกิดการรีวิว และขยายช่องทางการขายผ่านเดลิเวอรี่
นายสุภัค หมื่นนิกร CEO Siam Steak International Franchise co, Ltd และผู้ก่อตั้งสถาบันธุรกิจแฟรนไชส์อาหาร (FFI) เปิดเผยข้อมูลกับ "ฐานเศรษฐกิจ" ว่า โครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” เป็นมาตรการที่ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้ทั้งระยะสั้นและระยะยาว โดยเฉพาะการอัดเม็ดเงินลงสู่ระบบฐานรากซึ่งจะส่งผลต่อการหมุนเวียนของเศรษฐกิจตั้งแต่ระดับผู้บริโภค ร้านค้ารายย่อย ไปจนถึงภาคเกษตรกรรม
จุดสำคัญของโครงการคือการสร้างความคึกคักให้กับเศรษฐกิจในช่วง 4 เดือนข้างหน้า ขณะเดียวกันยังช่วยสร้างความเชื่อมั่นต่อรัฐบาลและเศรษฐกิจไทยในสายตานักลงทุนต่างชาติ เนื่องจากเม็ดเงินที่ลงสู่ระบบจะเกิดการหมุนเวียนหลายรอบ ก่อนสะท้อนกลับมาในภาพรวมเศรษฐกิจและตัวเลข GDP ของประเทศ
“เมื่อเงินลงไปถึงระดับรากหญ้า เงินจะหมุนหลายทอด พอเงินกระทบกันหลายรอบ ก็จะช่วยให้ GDP ฟื้นตัวได้เร็วขึ้น นักลงทุนต่างชาติก็จะเริ่มเห็นว่ารัฐบาลมีการบริหารงานที่เป็นมืออาชีพมากขึ้น”
เปลี่ยนพฤติกรรมคนไทย จาก “รอแจก” สู่ “ร่วมจ่าย”
อีกจุดที่น่าสนใจคือโครงการนี้ต่างจากมาตรการแจกเงินในอดีต เพราะเป็นลักษณะร่วมจ่าย 40:60 ทำให้ประชาชนต้องควักเงินของตัวเองบางส่วน ส่งผลให้เกิดการคิดก่อนใช้ และเลือกใช้จ่ายอย่างมีเหตุผลมากขึ้น
“มันเป็นการฝึกนิสัยผู้บริโภค ไม่ใช่รอรับแจกอย่างเดียว แต่เป็นลักษณะ ‘เธอช่วยฉัน ฉันช่วยเธอ’ ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องที่ดี” นอกจากนี้การใช้แอปพลิเคชันเป๋าตังซึ่งมีฐานผู้ใช้งานเดิมอยู่แล้ว ยังช่วยลดต้นทุนภาครัฐ ไม่ต้องพัฒนาแพลตฟอร์มใหม่ และทำให้การกระจายสิทธิ์เข้าถึงประชาชนได้รวดเร็วขึ้น
ร้านค้ารายเล็ก-เกษตรกร รับอานิสงส์เต็ม
กลุ่มที่จะได้ประโยชน์ชัดเจนที่สุด คือร้านค้าระดับรากหญ้าและผู้ประกอบการรายเล็ก เพราะเป็นกลุ่มที่ไม่ได้มีศักยภาพแข่งขันสูงเหมือนแบรนด์ใหญ่เมื่อร้านค้าเหล่านี้มียอดขายเพิ่มขึ้น ก็จะเกิดการสั่งซื้อวัตถุดิบจากตลาดสดและเกษตรกรมากขึ้นตามไปด้วย ส่งผลให้เม็ดเงินไหลต่อไปยังภาคการเกษตร
อีกประเด็นที่มองว่าเป็นเรื่องสำคัญคือ การเก็บข้อมูลผ่านระบบของธนาคารกรุงไทย ซึ่งจะทำให้ภาครัฐมีฐานข้อมูลขนาดใหญ่เพื่อนำไปต่อยอดนโยบายในอนาคต เชื่อว่า “ไทยช่วยไทยพลัส” อาจเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของมาตรการระยะต่อไป ไม่ว่าจะเป็นการอบรมอาชีพ การสนับสนุนเงินกู้ หรือการสร้างอาชีพใหม่ ๆ ผ่านฐานข้อมูลที่รัฐมีอยู่
แนะผู้ประกอบการใช้ 4 เดือน “เก็บลูกค้า” ไม่ใช่แค่ลดราคา
ในมุมของผู้ประกอบการ นายสุภัคมองว่าสิ่งแรกที่ได้จากโครงการคือ “สภาพคล่อง” เพราะยอดขายที่เพิ่มขึ้นจะช่วยต่ออายุธุรกิจ และทำให้มีเงินหมุนต่อได้อีกหลายเดือน
อย่างไรก็ตามผู้ประกอบการไม่ควรใช้วิธี “ลดราคาอย่างเดียว” เพราะจะทำให้ต้นทุนสูงขึ้นและสร้างพฤติกรรมให้ลูกค้าติดโปรโมชั่น “อย่าเน้นขายถูก แต่ต้องเน้นขายคุ้ม” แนะนำว่า ร้านค้าควรใช้ช่วง 4 เดือนนี้ทำ 4 เรื่องสำคัญ ได้แก่
- จัดเซตสินค้าให้คุ้มค่า เพื่อเพิ่มยอดใช้จ่ายต่อบิล
- สร้างระบบสมาชิกผ่าน LINE Official หรือช่องทางออนไลน์
- กระตุ้นให้ลูกค้ารีวิวผ่าน Google และโซเชียลมีเดีย
- ขยายช่องทางขายผ่านแพลตฟอร์มเดลิเวอรี่
ตัวอย่าง จากเดิมขายก๋วยเตี๋ยวชามละ 50 บาท อาจเปลี่ยนเป็นเซตก๋วยเตี๋ยวพร้อมเครื่องดื่มและของทานเล่นในราคา 99 บาท เพื่อให้ลูกค้ารู้สึก “คุ้มกว่าเดิม” แทนการลดราคาโดยตรง
นาย สุภัคยังเตือนผู้ประกอบการว่า สิ่งที่ต้องระวังคือการลดคุณภาพสินค้า ลดปริมาณอาหารหรือใช้วัตถุดิบต่ำกว่ามาตรฐานเพื่อหวังทำกำไรระยะสั้น เพราะจะกระทบความเชื่อมั่นของลูกค้าในระยะยาว รวมถึงไม่ควรหวังพึ่งมาตรการรัฐเพียงอย่างเดียว เพราะสุดท้ายธุรกิจต้องยืนได้ด้วยตัวเอง “รัฐบาลช่วยให้เราลุกขึ้นจากการล้ม แต่หลังจากลุกขึ้นแล้ว เราต้องเดินเอง วิ่งเองให้ได้”







