thansettakij
thansettakij
สภาพัฒน์ เห็นสัญญาณ ‘โรงงานขนาดเล็ก’ เริ่มปิดตัว แข่งไม่ได้-พิษสงคราม

สภาพัฒน์ เห็นสัญญาณ ‘โรงงานขนาดเล็ก’ เริ่มปิดตัว แข่งไม่ได้-พิษสงคราม

24 พ.ค. 69 | 10:51 น.

สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ พบสัญญาณการปิดตัวลงของโรงงานขนาดเล็ก หลังเจอวิกฤตซ้อน ขีดความสามารถในการแข่งขันลด แถมเจอสงครามตะวันออกกลางทุบซ้ำ

KEY

POINTS

  • สภาพัฒน์ฯ พบสัญญาณโรงงานขนาดเล็กเริ่มปิดตัวลง โดยในไตรมาสแรกของปี 2569 มีจำนวนโรงงานปิดกิจการมากกว่าเปิดใหม่เป็นครั้งแรกในรอบ 10 ไตรมาส
  • สาเหตุหลักมาจากการที่ผู้ประกอบการโดยเฉพาะ SMEs ไม่สามารถแข่งขันกับสินค้านำเข้าได้ และเผชิญกับต้นทุนวัตถุดิบที่สูงขึ้น
  • ผลกระทบซ้ำเติมจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ทำให้ต้นทุนวัตถุดิบเพิ่มขึ้นและกระทบการส่งออกไปยังตลาดดังกล่าว

สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เปิดเผยรายงานภาวะเศรษฐกิจไทย ไตรมาสที่ 1 ของปี 2569 และแนวโน้มปี 2569 เรื่อง สถานการณ์การแจ้งประกอบ ขยายกิจการ และเลิกกิจการโรงงานอุตสาหกรรม พบว่า ขณะนี้เริ่มเห็นสัญญาณการปิดตัวลงของโรงงานขนาดเล็ก เป็นผลมาจากขีดความสามารถในการแข่งขันลดลง และซ้ำเติมด้วยการปรับตัวเพิ่มขึ้นของต้นทุนวัตถุดิบจากสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางที่ยังมีแนวโน้มยืดเยื้อ

เห็นสัญญาณโรงงานขนาดเล็กปิดตัว

สศช. ระบุว่า เมื่อพิจารณาข้อมูลของกรมโรงงานอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม พบว่า ในไตรมาสแรกของปี 2569 เริ่มเห็นสัญญาณการปิดตัวลงของโรงงานขนาดเล็ก สะท้อนจากเงินลงทุนและจำนวนแรงงานของโรงงานปิดกิจการ ที่เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน ร้อยละ 9.8 และร้อยละ 15.8 ตามลำดับ อาทิ โรงงานในอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์โลหะ และอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์จากพืช เป็นสำคัญ

ทั้งนี้การปิดตัวลงของโรงงานดังกล่าวส่วนหนึ่งเป็นผลจากการลดลงของขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการไทยในอุตสาหกรรมดั้งเดิมโดยเฉพาะผู้ประกอบการ SMEs ที่ประสบปัญหาความต้องการสินค้าที่ลดลงประกอบกับการแข่งขันของสินค้านำเข้าจากต่างประเทศ 

รวมทั้งยังมีปัจจัยเสี่ยงซ้ำเติมจากการปรับตัวเพิ่มขึ้นของต้นทุนวัตถุดิบจากสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางที่ยังมีแนวโน้มยืดเยื้อ 

ขณะเดียวกันผู้ประกอบการส่งออกสินค้าไทยไปตลาดตะวันออกกลางยังได้รับผลกระทบทั้งจากการลดลงของความต้องการสินค้าและปัญหาการขนส่งสินค้าผ่านช่องแคบฮอร์มุซ อาทิ กลุ่มสินค้ายานยนต์และส่วนประกอบ เครื่องปรับอากาศและส่วนประกอบ ผลิตภัณฑ์ยาง อาหารแปรรูป และเครื่องคอมพิวเตอร์และส่วนประกอบ ซึ่งมีสัดส่วนการพึ่งพาตลาดตะวันออกต่อการส่งออกรวมอยู่ที่ร้อยละ 35.4 ร้อยละ 7.8 ร้อยละ 4.6 ร้อยละ 3.7 และร้อยละ 3.5 ตามลำดับ

ยอดโรงงานเปิดกิจการใหม่ลดลง

ส่วนยอดโรงงานเปิดกิจการใหม่ ในไตรมาสแรกของปี 2569 พบว่า มี 139 โรงงาน ลดลงเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนร้อยละ 63.9 ขณะที่โรงงานปิดกิจการมี 156 โรงงาน ปรับตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 11.4 สะท้อนว่า จำนวนโรงงานปิดกิจการมากกว่า โรงงานเปิดกิจการใหม่เป็นครั้งแรกในรอบ 10 ไตรมาส หรือนับตั้งแต่ไตรมาสที่สี่ของปี 2566 

ขณะที่จำนวนโรงงานขยายกิจการมี 106 โรงงาน เพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 82.8 สอดคล้องกับเงินลงทุนขยายกิจการที่มีมูลค่าอยู่ที่ 152.5 พันล้านบาท เพิ่มขึ้นจาก 8.5 พันล้านบาท ในช่วงเดียวกันของปีก่อน สะท้อนให้เห็นว่า แม้จำนวนโรงงานเปิดกิจการใหม่จะลดลง แต่จำนวนโรงงานที่ขยายกิจการปรับตัวเพิ่มขึ้นโดยเฉพาะโรงงานขนาดใหญ่ และขนาดกลาง ซึ่งมีการจ้างงานรวมกันสูงถึง 25,126 คน หรือคิดเป็นสัดส่วนการจ้างแรงงานมากถึงร้อยละ 99.3 ของจำนวนแรงงานในโรงงานที่ขยายกิจการทั้งหมด 

กลุ่มอุตสาหกรรมที่เปิดกิจการเพิ่ม

หากพิจารณาในรายอุตสาหกรรม พบว่า โรงงานอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์พลาสติก อาหาร การผลิตเครื่องจักรกล และเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ มีการเปิดกิจการเพิ่มขึ้นต่อเนื่องและยังมีโรงงานขยายกิจการเพิ่มขึ้นเช่นกัน โดยอุตสาหกรรมผลิตเครื่องจักรกลมีเงินลงทุนขยายกิจการสูงสุดในไตรมาสแรกของปี 2569 อยู่ที่ 52.0 พันล้านบาท เทียบกับ 0.04 พันล้านบาท ในช่วงเดียวกันของปีก่อน 

สอดคล้องกับการจ้างงาน 7,886 คน เพิ่มขึ้นจาก 50 คน ในช่วงเดียวกันของปีก่อน เช่นเดียวกับโรงงานในอุตสาหกรรมอาหาร อุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์พลาสติก และอุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ที่มีการจ้างงานเพิ่มขึ้น สอดคล้องกับข้อมูลจำนวนการจ้างงานนอกภาคเกษตร ที่สูงขึ้นโดยเฉพาะในภาคการผลิต และสอดคล้องกับการส่งออกที่ยังคงขยายตัวได้ดีต่อเนื่อง