
คลังเปิดลงทะเบียน ‘บัตรคนจน’ มิ.ย.นี้ ตัดสิทธิ์มีพอร์ตหุ้น-ประกันหลักล้าน
คลังเปิดลงทะเบียน ’บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ‘ รอบใหม่ภายในมิ.ย.นี้ เข้มคัดคนจนไม่จริง เชื่อมข้อมูล 18 หน่วยงาน ตัดสิทธิ์มีพอร์ตหุ้น-ประกันหลักล้าน
นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ภายในเดือนมิถุนายนนี้ กระทรวงการคลังจะเปิดลงทะเบียนโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรอบใหม่ เพื่อทบทวนผู้รับรับสิทธิ์ ให้สอดคล้องกับสถานะจริง โดยตั้งเป้าจะดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในช่วง 2 เดือน หรือภายในก.ค.นี้ ซึ่งกระทรวงการคลังจะเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติต่อไป ในเร็วๆ นี้
“เราวางกรอบคัดกรองบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรอบใหม่ให้เสร็จภายใน 2 เดือน โดยในมาตรการบรรเทาภาระค่าครองชีพผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ที่เติมเงินให้ 1,000 บาท นาน 4 เดือน เมื่อทบทวนสิทธิ์ใหม่เรียบร้อยแล้ว หากผู้ที่ถูกตัดสิทธิ์จากบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ก็จะไม่ได้รับการดูแลดังกล่าว แต่จะไปเข้าเงื่อนไข ที่รัฐช่วยจ่าย 60% และประชาชนออกเอง 40%”
ยกระดับการตรวจสอบ เชื่อมข้อมูล 18 หน่วยงาน
สำหรับการลงทะเบียนรอบนี้ ยืนยันว่า มีความแม่นยำและเข้มงวดในการตรวจสอบ โดยจะมีการเชื่อมโยงข้อมูลจากหน่วยงานต่าง ๆ อย่างน้อย 18 หน่วยงาน และนำระบบดิจิทัลมาใช้เพื่อให้ข้อมูลมีความเป็นปัจจุบัน (Real-time) มากที่สุด
เกณฑ์ใหม่ มีพอร์ตหุ้น-ซื้อประกันหลักล้านบาท โดนตัดสิทธิ์
สำหรับเกณฑ์ที่จะถูกนำมาใช้ในการคัดกรองรอบนี้ ได้เพิ่มเงื่อนไขการพิจารณาให้ครอบคลุม และชัดเจนขึ้น เช่น
- ตัดสิทธิ์ ผู้ที่ตรวจสอบพบว่าเป็นผู้ประกอบการที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT)
- มีพอร์ตหุ้น หรือมีการจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์เพื่อเล่นหุ้น
- กรมธรรม์ประกันชีวิต จะมีการตรวจสอบมูลค่ากรมธรรม์ หากพบว่ามีมูลค่าสูง เช่น หลักล้านบาท จะถูกคัดออกจากการได้รับสิทธิ์
- ข้อมูลภาษีหัก ณ ที่จ่ายออนไลน์ เพื่อตรวจสอบผู้ที่มีรายได้ถึงเกณฑ์ต้องถูกหักภาษีแต่ไม่ได้ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้
- การถือครองทรัพย์สิน ตรวจสอบการครอบครองรถยนต์ มอเตอร์ไซค์ และที่ดินอย่างละเอียด
- ส่วนเกณฑ์รายได้ ยังคงไว้ไม่เกินรายละ 100,000 บาท/ปี
“การเปิดลงทะเบียนบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรอบนี้ จะใช้เครื่องมือดิจิทัลและฐานข้อมูลที่ใหญ่ขึ้นมาเป็นตัวจับเพื่อให้เกิดความรอบคอบและยุติธรรม ลดข้อครหาเรื่องคนไม่จนจริงแต่ยังได้รับสิทธิ์ เชื่อว่าจะส่งผลให้จำนวนผู้ถือบัตรลดลง ซึ่งปัจจุบันมีอยู่ 13.2 ล้านคน และทำให้การตั้งงบประมาณในปีต่อ ๆ ไปลดลงตามไปด้วย”







