
ปลัดคลังแจงยิบ ปมใช้งบพ.ร.ก.กู้เงิน 1.8 หมื่นล้าน เติมบัตรสวัสดิการ
ปลัดคลังโต้ข่าว ปมใช้งบพ.ร.ก.กู้เงิน 1.8 หมื่นล้าน เติมบัตรสวัสดิการ ยันไร้หมกเม็ด เหตุงบปกติไม่พอ-คิวขอใช้เงินทะลุ 1.4 แสนล้าน
นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง กล่าวชี้แจง กรณีที่ฝ่ายค้านตั้งคำถามถึงการจัดสรรงบประมาณเข้ากองทุนประชารัฐสวัสดิการเพื่อเศรษฐกิจฐานรากและสังคม 1.8 หมื่นล้านบาท ด้วยการนำเงินจากพ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ว่า การนำเงินจากพ.ร.ก.กู้เงิน มาใช้ในส่วนของเงินอุปโภคบริโภคเดิม 300 บาท ที่รัฐเติมเงินให้กับผู้ถือบัตรสวสัดิการแห่งรัฐทุกเดือนนั้น เป็นการบริหารจัดการงบประมาณตามข้อกฎหมาย ซึ่งภายใต้พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาทสามารถดำเนินการได้
เปิดสาเหตุทำไมต้องใช้เงิน พ.ร.ก. กู้เงิน
ทั้งนี้ สาเหตุที่รัฐบาลต้องใช้เงินจากพ.ร.ก.กู้เงิน เนื่องจากฐานะการเงินของรัฐบาลมีไม่เพียงพอต่อความต้องการใช้เงิน ซึ่งขณะนี้มีรายการคำขอเร่งด่วนจากส่วนราชการต่าง ๆ รอคิวขอใช้เงินสูงถึง 1.4 แสนล้านบาท รัฐบาลจึงจำเป็นต้องบริหารจัดการเงินที่มีอยู่อย่างจำกัดให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด
โดยรัฐบาลมีแหล่งเงินหลักที่สามารถดำเนินการใช้ได้ประมาณ 1.2 แสนล้านบาท ได้แก่
1. งบกลาง ปัจจุบันเหลืออยู่เพียงประมาณ 20,000 ล้านบาท
2. ทุนสำรองจ่าย มีวงเงินตามมาตรา 45 อยู่ 50,000 ล้านบาท ซึ่งต้องกู้มาสมทบ โดยในอดีตที่ผ่านมาช่วงวิกฤตโควิดรัฐบาลก็เคยใช้ช่องทางนี้
3. พ.ร.บ. โอนงบประมาณ คาดว่าจะโอนมาได้เพิ่มอีกประมาณไม่เกิน 50,000 ล้านบาท
แจงปม "โยกงบ" 300 บาทเดิมเข้า พ.ร.ก. กู้เงิน
ประเด็นที่ถูกจับตาคือการนำเงิน 300 บาทเดิม ซึ่งปกติใช้เงินงบประมาณประจำปี มาใช้เงินจาก พ.ร.ก. กู้เงินแทนนั้น ปลัดคลัง อธิบายว่า โครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐมีวัตถุประสงค์ที่ตรงกับเงื่อนไขของ พ.ร.ก. กู้เงิน ในด้านการบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายและผลกระทบของกลุ่มเปราะบาง ฉะนั้น เพื่อเป็นการบริหารจัดการงบประมาณจึงใช้แหล่งเงินกู้ตามพ.ร.ก.
ในขณะที่งบประมาณส่วนอื่น เช่น งบด้านความมั่นคงชายแดน หรือการแก้ปัญหาภัยพิบัติ ไม่สามารถใช้เงินจาก พ.ร.ก. นี้ได้ รัฐบาลจึงตัดสินใจเกลี่ยงบบัตรสวัสดิการในส่วน 4 เดือนสุดท้ายของปี (มิถุนายน-กันยายน) วงเงินประมาณ 18,800 ล้านบาท (เดือนละ 4,700 ล้านบาท) มาใช้เงิน พ.ร.ก. แทน เพื่อให้เหลือเงินงบประมาณปกติไปใช้กับรายการสำคัญอื่น ๆ ที่ พ.ร.ก. จ่ายไม่ได้
“เมื่อรวมวงเงินจากทุกแหล่งแล้วจะมีเงินอยู่ประมาณ 1.2 แสนล้านบาท แต่รัฐบาลมีความจำเป็นในการใช้เงินจากโครงการที่รอคิวอยู่ 1.4 แสนล้านบาท ฉะนั้น เมื่อออกพ.ร.ก.กู้เงินแล้ว และความจำเป็นใช้เงินจากเข้าเงื่อนไข เราจึงบริหารจัดการแหล่งเงินงบประมาณดังกล่าว และใช้งบประมาณจากพ.ร.ก.กู้เงิน”
สยบข่าว "หมกเม็ด-ลักไก่"
นายลวรณ ยืนยันว่า การดำเนินการครั้งนี้ไม่มีการ "หมกเม็ด" หรือ "ลักไก่" เนื่องจากทุกอย่างระบุไว้ชัดเจนในหนังสือเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) โดยมีการแยกรายละเอียดวงเงิน 3 ส่วนอย่างตรงไปตรงมา คือ
- เงิน 300 บาทเดิม (4 เดือน)
- เงินเติมใหม่ 700 บาท (4 เดือน รวมเป็น 1,000 บาท)
- เงินเบี้ยยังชีพกลุ่ม 60/40 อีก 1,000 บาท
ข้อสังเกต รองหัวหน้าพรรคประชาชน
ก่อนหน้านี้ น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรคประชาชน เปิดข้อมูล พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ของรัฐบาลว่า รัฐบาลได้นำเงินกู้สำหรับเยียวยามาใช้กับงบประจำ โดยแอบสอดไส้โปะเงินกองทุนประชารัฐ 18,800 ล้านบาท ที่ควรเป็นงบประมาณตามปกติ
พร้อมขยายความว่า โครงการนี้ เป็นสวัสดิการที่ผู้ถือบัตรสวัสดิการต้องได้รับตามปกติอยู่แล้ว (เงินช่วยเหลือ 300 บาท, ค่าสาธารณูปโภค, ค่าเดินทาง, ฯลฯ) ซึ่งต้องได้รับจากงบประมาณประจำปี ไม่เกี่ยวกับการเยียวยาในช่วงวิกฤตพลังงานแต่อย่างใด
ทั้งนี้เนื่องจากรัฐบาลตั้งงบเอาไว้ต่ำกว่าที่ต้องใช้จริง เลยไม่มีเงินพอมาจ่ายสวัสดิการ (ใช้ 50,000 ล้านบาท ตั้งงบไว้เพียง 30,000 ล้านบาท ในปีงบ 69) นับว่ารัฐบาลกล้ามาก ที่จะนำเงินกู้เพื่อเยียวยาผลกระทบจากวิฤตพลังงานในวงเงิน 200,000 ล้านบาทมาใช้เพื่อจ่ายรายจ่ายประจำ ที่ควรใช้เงินจากงบประมาณรายจ่ายประจำปีตามปกติ ถือว่าผิดจากวัตถุประสงค์ไปไกล
ขณะเดียวกันยังตั้งข้อสังเกตุว่าเงินกู้ก้อนนี้ นำมาแก้ปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน หรือมาแก้ปัญหาเรื่องงบประมาณของรัฐบาลกันแน่







