
รัฐบาลเตรียมแจกคูปอง 100 บาท 4 มิ.ย. นี้ ไทยช่วยไทย ลดค่าครองชีพ-ช่วย SME
รองนายกฯ ศุภจี เผยรัฐบาลเตรียมแจกคูปอง 100 บาท ไทยช่วยไทย ผ่านร้านค้าออนไลน์ร่วมโครงการ 4 มิถุนายน หนุนสินค้า SME สินค้าชุมชน และกระตุ้นเศรษฐกิจ พร้อมคุมเข้มบัญชีม้าและนอมินี
KEY
POINTS
- กระทรวงพาณิชย์เตรียมแจกคูปองส่วนลด 100 บาท ในวันที่ 4 มิถุนายน ภายใต้โครงการ "ไทยช่วยไทย"
- มีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยลดภาระค่าครองชีพให้กับประชาชน และส่งเสริมผู้ประกอบการ SME และสินค้าชุมชน
- คูปองดังกล่าวสามารถใช้เป็นส่วนลดเมื่อซื้อสินค้าผ่านร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการในระบบออนไลน์
วันนี้ (20 พฤษภาคม 2569) ที่ทำเนียบนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวถึงกระแสตอบรับโครงการไทยช่วยไทยพลัส ว่า กระทรวงพาณิชย์ มีการสำรวจความพึงพอใจอยู่ตลอดถือว่ากระแสตอบรับดี โดยในวันที่ 4 มิถุนายน 2569 จะมีการแจกคูปองส่วนลด 100 บาท สำหรับผู้ที่ซื้อของผ่านร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการในระบบออนไลน์ เพื่อช่วยลดภาระทั้งผู้บริโภคและผู้ประกอบการ พร้อมทั้งส่งเสริมสินค้าเอสเอ็มอี และสินค้าชุมชนให้สามารถเติบโตและเข้าถึงตลาดได้มากขึ้น
ทั้งนี้ โครงการไทยช่วยไทย ถือว่าเป็นการทำงานร่วมกันทุกกรมฯ ในกระทรวงพาณิชย์เพื่อช่วยเหลือผลกระทบค่าครองชีพของประชาชน จึงหาสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็น ราคาถูก เข้าถึงได้ เป็นทางเลือกให้กับประชาชน
ไม่หวั่นศาลรับคำร้องวินิจฉัย พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน
ขณะที่กรณีศาลรัฐธรรมนูญรับคำร้องของฝ่ายค้านที่ให้วินิจฉัย พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท จะทำให้งานรัฐบาลสะดุดหรือไม่ นางศุภจี กล่าวว่า ไม่มีความกังวล เราตั้งใจทำอะไร เรารู้อยู่แล้ว เพราะรู้ว่าพายุเกิดขึ้นแล้ว ตอนนี้อาจจะเห็นว่า GDP ของประเทศดูดี แต่ไตรมาสที่ 4 ของปีที่แล้ว GDP ถูกประมาณการไว้อยู่ที่ 0.3% รัฐบาลพยายามทำกิจกรรมทุกอย่าง
ยกตัวอย่างเช่น Quick big win ซึ่งกระทรวงพาณิชย์แม้จะเป็นฟันเฟืองเล็กๆ แต่ก็ช่วยผลักดันเต็มที่ ทำให้ GDP ขยับตัวขึ้นมา 2.5 % ในไตรมาสที่ 4 เป็นเหมือนลมใต้ปีก พอมาที่เดือนมกราคมและเดือนกุมภาพันธ์ จะเห็นว่าการส่งออกดีมาก เป็นประวัติการณ์
ดังนั้น ไตรมาสที่ 1 ที่เกิดผลกระทบจากวิกฤตพลังงาน มาที่เดือนมีนาคม ซึ่งยังไม่เต็มรูปแบบ ทุกอย่าง ยังเหมือนลมส่งมา GDP ยังขึ้นอยู่ แต่ถ้าหยุดหรือไม่ได้ทำอะไรต่อ จะหมุนกลับมา ไม่สามารถพยุงกลับขึ้นมาได้เหมือนเดิม
นางศุภจี กล่าวต่อว่า วิธีการที่กระทรวงพาณิชย์ทำงานคือ ทำก่อนที่จะเกิด เพราะหากเกิดขึ้นแล้ว ต้องใช้งบประมาณจำนวนมาก เพราะมีความเสียหายเกิดขึ้นแล้วของประชาชน รวมถึงผู้ประกอบการ จึงพยายามต้องป้องกันตัดตอนไม่ให้ปัญหาเกิดขึ้น
ลุยเชิงรุกสกัดบัญชีม้า-นอมินี
รองนายกรัฐมนตรีและรมว.พาณิชย์ กล่าวเพิ่มเติมว่า กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมพัฒนาธุรกิจการค้ามุ่งในการขับเคลื่อนรัฐบาลดิจิทัล เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ประชาชนและภาคธุรกิจ เพื่อลดภาระการใช้เอกสารกระดาษและประหยัดค่าใช้จ่ายได้ 7,100 ล้านบาท ตั้งแต่วันที่ 1 ก.ค. 69 ทุกหน่วยรัฐมาขอข้อมูลกับเกี่ยวกับนิติบุคคล จะไม่ส่งมอบข้อมูลโดยกระดาษอย่างเด็ดขาด
นอกจากนี้ยังครอบคลุมถึงมาตรการเชิงรุกในการสกัดกั้นบัญชีม้า และการใช้ข้อมูลเพื่อตรวจสอบนิติบุคคลที่อาจเข้าข่ายนอมินี โดยได้มีการร่วมตรวจสอบบัตรสวัสดิการแห่งรัฐโดยเชื่อมโยงข้อมูลตรวจสอบว่าผู้ที่ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ มีประมาณ 13.4 ล้านคน เพื่อตรวจสอบรายชื่อผู้ที่มีประวัติเกี่ยวข้องกับบัญชีม้า
โดยกระทรวงพาณิย์ได้นำรายชื่อบัญชีม้าดำประมาณ 98,000 รายชื่อ มาตรวจสอบย้อนหลังในฐานข้อมูลนิติบุคคล 980,000 ราย ผลจากการใช้มาตรการตรวจสอบตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. – วันที่ 31 มี.ค.2568 พบว่าการจดทะเบียนบริษัทเพื่อนำไปทำบัญชีม้าลดลงจากปีที่แล้วที่มี 578 ราย เหลือเพียง 10 รายเท่านั้น
นางศุภจี กล่าวอีกว่า ประเภทข้อมูลที่เชื่อมโยง ข้อมูลพื้นฐาน 8 รายการ เช่น รายชื่อผู้ถือหุ้น, หนังสือรับรองบริษัท, หนังสือบริคณห์สนธิ และงบการเงิน ซึ่งปกติประชาชนต้องสั่งพิมพ์และเซ็นรับรองเพื่อนำไปยื่นตามหน่วยงานต่าง ๆ เช่น ศาล, สถานีตำรวจ, กรมที่ดิน หรือกรมสรรพากร ประโยชน์ที่ได้รับ คือ ความรวดเร็วและแม่นยำ ข้อมูลจะเป็นรูปแบบเรียลไทม์ ทำให้ได้ข้อมูลที่ทันสมัยที่สุด ลดปัญหาความไม่โปร่งใส






