
ค้าปลีกหนุนรัฐปรับโครงสร้างพลังงาน ลดต้นทุน พยุงซัพพลาย
นักวิชาการค้าปลีก หนุนงบ 4 แสนล้านบาทกระตุ้นเศรษฐกิจ เดินหน้าขับเคลื่อนดีมานด์-ซัพพลาย เปลี่ยนผ่านพลังงาน สนับสนุนโซลาร์เซลล์ ลดต้นทุน สร้างการจ้างงาน
KEY
POINTS
- ภาคค้าปลีกสนับสนุนนโยบายรัฐในการปรับโครงสร้างพลังงาน โดยเฉพาะการส่งเสริมการติดตั้งโซลาร์เซลล์ เพื่อช่วยลดต้นทุนค่าไฟฟ้าในระยะยาว
- มองว่าการลงทุนฝั่งอุปทาน (Supply Side) เพื่อลดต้นทุนถาวร เป็นแนวทางที่ยั่งยืนและตรงจุดกว่าการกระตุ้นฝั่งอุปสงค์ (Demand Side) เช่น การแจกเงิน
- การลดต้นทุนด้านพลังงานจะช่วยพยุงทั้งภาคธุรกิจและประชาชน ท่ามกลางปัญหาหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง
ดร.ฉัตรชัย ตวงรัตนพันธ์ นักวิชาการด้านค้าปลีก และเลขาธิการสมาพันธ์ผู้ค้าปลีกแห่งเอเชียแปซิฟิก (FARPA) เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า หลังจากที่ครม. อนุมัติ พ.ร.ก. เงินกู้ 4 แสนล้านบาทออกมาและมีแผนจัดสรรงบประมาณไปใช้ในเรื่องของการเปลี่ยนผ่านพลังงานนั้น ถือเป็นการปรับโครงสร้างฝั่งอุปทาน (Supply Side) ซึ่งถือเป็นแนวทางที่เหมาะสมและควรเร่งดำเนินการ
โดยเฉพาะโครงการสนับสนุนการติดตั้งโซลาร์เซลล์เพื่อปรับเปลี่ยนโครงสร้างพลังงานและลดต้นทุนค่าไฟฟ้าให้กับประชาชนและภาคธุรกิจในระยะยาว แม้ว่าผลจากการลงทุนในฝั่งอุปทานจะไม่ได้เห็นผลทันทีและอาจต้องใช้เวลาประมาณ 2.5 ปี แต่ก็เป็นแนวทางที่สร้างความยั่งยืนได้มากกว่าการกระตุ้นฝั่งอุปสงค์ (Demand Side)
ไทยเผชิญหนี้ครัวเรือนสูง
เพราะปัจจุบันประเทศไทยกำลังประสบปัญหาหนี้ครัวเรือนในระดับที่สูงมาก โดยเฉพาะหนี้ส่วนบุคคลและหนี้บัตรเครดิตที่คิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 50-60% ของหนี้ทั้งหมด ซึ่งแตกต่างจากประเทศอื่นที่เป็นหนี้เพื่อสินทรัพย์อย่างบ้านหรือรถยนต์
“การเติมเงินลงไปในฝั่งอุปสงค์ผ่านโครงการอย่าง "ไทยช่วยไทยพลัส" ที่แจกเงิน 1,000 บาท ให้กับประชาชน 30 ล้านคน รวมเป็นเงินประมาณ 3 หมื่นล้านบาทนั้น มีปริมาณเงินที่น้อยเกินไปและอาจจะจมหายไปกับการใช้หนี้หรือการใช้จ่ายที่ไม่ได้ก่อให้เกิดการหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน
โดยเงินจำนวนนี้อาจหมุนเวียนในร้านค้าขนาดเล็กได้เพียงประมาณ 2.3 รอบเท่านั้น ดังนั้นการหันไปเน้นการลงทุนในฝั่งอุปทานที่ช่วยลดต้นทุนถาวรอย่างค่าพลังงานจึงเป็นกลยุทธ์ที่ตรงจุดมากกว่า” ดร.ฉัตรชัย กล่าว
หนุนเดินหน้าอุตสาหกรรม
อย่างไรก็ดี ดร.ฉัตรชัย ระบุว่า ควรให้ความสำคัญกับการเลือกอุตสาหกรรมที่จะมาช่วยขับเคลื่อนฝั่งอุปทาน โดยมองว่าอุตสาหกรรมดั้งเดิมที่เป็นแกนหลักของไทยอย่างอุตสาหกรรมรถยนต์ และอุตสาหกรรมก่อสร้างหรืออสังหาริมทรัพย์ มีความสำคัญสูงกว่าอุตสาหกรรมใหม่อย่างรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ในแง่ของการสร้างงานและโซ่อุปทาน
เนื่องจากอุตสาหกรรมรถยนต์สันดาปมีชิ้นส่วนนับหมื่นชิ้นที่เชื่อมโยงกับ SME จำนวนมากในประเทศ ขณะที่อุตสาหกรรมก่อสร้างมีการใช้วัตถุดิบภายในประเทศสูงถึง 85% ส่วนอุตสาหกรรม EV ในปัจจุบันส่วนใหญ่เป็นทุนจากจีนซึ่งอาจจะยังไม่ได้สร้างผลประโยชน์ในด้านการจ้างงานให้คนไทยได้เท่าที่ควร
ดังนั้นการใช้งบประมาณเพื่อกระตุ้นให้เกิดการจ้างงานและการลงทุนในอุตสาหกรรมที่มีโซ่อุปทานยาวจึงเป็นสิ่งที่จำเป็น เพื่อป้องกันไม่ให้เศรษฐกิจไทยเข้าสู่สภาวะ E-Shape Economy ที่ชนชั้นกลางซึ่งเป็นแกนหลักของเศรษฐกิจเริ่มทรุดตัวลงไปรวมกับกลุ่มผู้มีรายได้น้อยจนเกิดช่องว่างความเหลื่อมล้ำที่รุนแรงยิ่งขึ้น
โดยเฉพาะกลุ่มชนชั้นกลางที่มีฐานเงินเดือนประจำซึ่งเป็นกลุ่มที่แบกรับภาระภาษีอย่างเต็มที่แต่กลับไม่ได้รับสวัสดิการหรือมาตรการเยียวยาจากรัฐ การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจผ่านการลงทุนและการปรับปรุงระบบภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ให้มีความหลากหลายตามประเภทสินค้า เช่นเดียวกับที่อินโดนีเซียหรือยุโรปทำ







