
อนุทิน สั่งด่วน 6 กระทรวง สู้ศึกภาษีสหรัฐฯ 12.5% ปลดล็อค 2 ปมใหญ่ก่อนสาย
นายกฯ อนุทิน สั่งการด่วน 6 กระทรวง และ ผบ.ตร. รับมือภาษีสหรัฐฯ หลังถูกเรียกเก็บภาษีสินค้านำเข้า 12.5% ล็อคเป้าเร่งแก้ 2 ปัญหาใหญ่ ทั้งแรงงานบังคับ และกำลังการผลิตส่วนเกิน
KEY
POINTS
- นายกรัฐมนตรีสั่งการด่วน 6 กระทรวงและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้หามาตรการรับมือกรณีสหรัฐฯ เรียกเก็บภาษีนำเข้าสินค้าไทยในอัตรา 12.5%
- มุ่งเน้นการแก้ไขปัญหาและปลดล็อก 2 เงื่อนไขสำคัญที่สหรัฐฯ ใช้เป็นเหตุผลในการพิจารณาอัตราภาษี คือ ประเด็นการใช้แรงงานบังคับ และกำลังการผลิตส่วนเกิน
- มอบหมายให้กระทรวงแรงงานเป็นหน่วยงานหลักแก้ปัญหาแรงงานบังคับ โดยให้บังคับใช้กฎหมายและพัฒนาระบบตรวจสอบย้อนกลับเพื่อพิสูจน์ว่าสินค้าไทยไม่เกี่ยวข้อง
- มอบหมายให้กระทรวงพาณิชย์เป็นหน่วยงานหลักแก้ปัญหากำลังการผลิตส่วนเกิน โดยให้ตรวจสอบสินค้ากลุ่มเสี่ยงและสนับสนุนผู้ประกอบการให้เพิ่มขีดความสามารถแทนการอุดหนุน
กรณีรัฐบาลสหรัฐอเมริกาประกาศใช้มาตรการเรียกเก็บภาษีนำเข้าเพิ่มเติมจาก 60 ประเทศคู่ค้า ภายใต้มาตรา 301 แห่งพระราชบัญญัติการค้า ค.ศ. 1974 โดยประเทศไทยถูกจัดอยู่ในกลุ่มประเทศที่ถูกเรียกเก็บภาษีสินค้านำเข้าในอัตรา 12.5% นั้น
รายงานข่าวจากทำเนียบรัฐบาล เปิดเผยว่า ในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ครั้งล่าสุดเมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม 2569 ที่ผ่านมา นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้สั่งการให้หน่วยงานต่าง ๆ หาทางรับมือและออกมาตรการรองรับกรณีรัฐบาลสหรัฐอเมริกาเรียกเก็บภาษีนำเข้าเพิ่มเติมตามมาตรา 301 แห่งพระราชบัญญัติการค้า ค.ศ.1974
ล่าสุด สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ได้ทำหนังสือด่วนที่สุดถึง 6 กระทรวง คือกระทรวงการคลัง กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงแรงงาน กระทรวงอุตสาหกรรม และผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) เพื่อรับทราบข้อสั่งการนายกรัฐมนตรี ให้ร่วมกันหามาตรการรองรับการเรียกเก็บภาษีของสหรัฐฯ
มีเนื้อหาระบุว่า ตามที่รัฐบาลสหรัฐอเมริกาได้ประกาศใช้มาตรการเรียกเก็บภาษีนำเข้าเพิ่มเติม โดยประเทศไทยถูกจัดอยู่ในกลุ่มประเทศที่ถูกเรียกเก็บภาษีสินค้านำเข้าในอัตรา 12.5% ซึ่งเป็นอัตราภาษีที่สูงกว่าประเทศที่เป็นคู่แข่งทางการค้าของไทยหลายประเทศ ส่งผลให้การส่งออกสินค้าของไทยต้องเผชิญกับต้นทุนที่เพิ่มสูงขึ้น และอาจกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันทางการค้าในตลาดสหรัฐอเมริกา
จึงสมควรที่ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะต้องเร่งดำเนินการแก้ไขปัญหาและปลดล็อกเงื่อนไขที่สหรัฐอเมริกาให้ความสำคัญและนำมาใช้ในการพิจารณา กำหนดอัตราภาษีดังกล่าว รวมทั้งอาจถูกนำมาใช้เป็นเหตุผลในการยกระดับมาตรการกีดกันทางการค้ากับประเทศไทยในอนาคตด้วย ได้แก่ ประเด็นการใช้แรงงานบังคับ (Forced Labor) และประเด็นกำลังการผลิตส่วนเกิน (Excess Capacity) จึงมอบหมายการดำเนินการ ดังนี้
1. ประเด็นการใช้แรงงานบังคับ มอบหมายให้กระทรวงแรงงานเป็นหน่วยงานหลักร่วมกับกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงอุตสาหกรรม และหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้อง เร่งรัดการบังคับใช้กฎหมาย กฎ ระเบียบ และประกาศต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องให้เกิดผลในทางปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรมโดยเร็ว
รวมทั้งให้จัดทำบัญชีรายชื่อสินค้าและอุตสาหกรรมกลุ่มเสี่ยง ตลอดจนพัฒนาระบบการรับรองแหล่งที่มาและระบบการตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) ให้ครอบคลุมตลอดห่วงโซ่การผลิตสินค้า เพื่อให้มีข้อมูลและหลักฐานเชิงประจักษ์เพื่อใช้ยืนยันกับสหรัฐอเมริกา และประเทศคู่ค้าได้ว่าสินค้าของไทยตลอดทั้งห่วงโซ่การผลิตไม่เกี่ยวข้องกับการใช้แรงงานบังคับ
2. ประเด็นกำลังการผลิตส่วนเกิน มอบหมายให้กระทรวงพาณิชย์เป็นหน่วยงานหลักร่วมกับกระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงการคลัง (กรมศุลกากร) และหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้อง ดำเนินการตามหน้าที่และอำนาจ ดังนี้
(1) จัดทำบัญชีกลุ่มสินค้าที่มีความเสี่ยงในระดับรายสินค้าและรายอุตสาหกรรม โดยให้ตรวจสอบและบูรณาการข้อมูลที่เกี่ยวข้องให้ครอบคลุมทุกมิติ เช่น กำลังการผลิต ปริมาณสินค้าคงคลัง มาตรการอุดหนุนจากภาครัฐ โครงสร้างราคา ปริมาณการส่งออก และแหล่งกำเนิดสินค้า เป็นต้น รวมทั้งให้ตรวจสอบความเสี่ยงจากการสวมสิทธิหรือการใช้ประเทศไทยเป็นทางผ่าน เพื่อหลีกเลี่ยงมาตรการทางการค้าของประเทศผู้นำเข้าด้วย (Transshipment)
(2) กำหนดแนวทางการให้ความช่วยเหลือผู้ประกอบการในระยะต่อไป โดยให้มุ่งเน้นการสนับสนุนเพื่อยกระดับผลิตภาพ (Productivity) การลดต้นทุน การพัฒนาเทคโนโลยี การสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่สินค้า และการใช้วัตถุดิบหรือชิ้นส่วนภายในประเทศ (Local Content) ให้มากยิ่งขึ้น
ทั้งนี้ ให้หลีกเลี่ยงการกำหนดมาตรการอุดหนุนที่มุ่งขยายกำลังการผลิตหรือเพิ่มปริมาณอุปทานสินค้าที่ไม่สอดคล้อง กับความต้องการของตลาด เพื่อป้องกันมิให้ถูกนำมาใช้เป็นเหตุกล่าวหาประเทศไทยในประเด็นกำลังการผลิตส่วนเกิน
พร้อมกันนี้ได้มอบหมายให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดเตรียมข้อมูลและมาตรการรองรับในส่วนที่เกี่ยวข้องอย่างเป็นระบบ พร้อมทั้งกำหนดหน่วยงานรับผิดชอบและกรอบระยะเวลาการดำเนินงานที่ชัดเจน เพื่อใช้เป็นข้อมูลประกอบการเจรจาทางการค้ากับสหรัฐอเมริกา ตลอดจนเพื่อเตรียมการป้องกันผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อผู้ประกอบการและการส่งออกของไทยต่อไป







