
e-WorkPermit ติดหล่มราชการ ดับฝันปฏิรูปใบอนุญาตแรงงานต่างด้าวให้ทันสมัย
เปิดปมวิกฤต e-WorkPermit ระบบออกใบอนุญาตแรงงานต่างด้าวดิจิทัลที่สะดุดหนัก เมื่อคำร้องทะลุ 90,000 รายการต่อวัน แต่กรมการจัดหางานไม่ตอบหนังสือ ไม่ตรวจรับงาน ค้างจ่าย 364 ล้านบาท บทเรียนราคาแพงของการปฏิรูปดิจิทัลภาครัฐไทย
KEY
POINTS
- โครงการ e-WorkPermit ที่มุ่งปฏิรูปการออกใบอนุญาตทำงานให้แรงงานต่างด้าวประสบปัญหาอย่างหนักจากระบบราชการ ไม่ใช่ความล้มเหลวทางเทคโนโลยี
- กรมการจัดหางานไม่ยอมปรับแก้สัญญาแม้ปริมาณงานสูงกว่าที่ประเมินไว้ถึง 15 เท่า และไม่ตรวจรับงาน ทำให้ค้างชำระเงินบริษัทเอกชนกว่า 364 ล้านบาท
- การสื่อสารที่ล้มเหลว การเพิกเฉยต่อปัญหา และความพยายามกลับไปใช้ระบบเก่าของหน่วยงานรัฐ กำลังทำลายเป้าหมายในการสร้างระบบที่ทันสมัยและมีประสิทธิภาพ
เปิดปมวิกฤต e-WorkPermit ระบบออกใบอนุญาตแรงงานต่างด้าวดิจิทัลที่สะดุดหนัก เมื่อคำร้องทะลุ 90,000 รายการต่อวัน แต่กรมการจัดหางานไม่ตอบหนังสือ ไม่ตรวจรับงาน ค้างจ่าย 364 ล้านบาท บทเรียนราคาแพงของการปฏิรูปดิจิทัลภาครัฐไทย
ความฝันของการพลิกโฉมระบบออกใบอนุญาตทำงานให้แรงงานต่างด้าวในประเทศไทยให้ก้าวพ้นจากกองเอกสารกระดาษและการต่อคิวยาวเหยียด ด้วยระบบดิจิทัลที่ทันสมัยอย่าง e-WorkPermit กำลังสะดุดอย่างหนัก ไม่ใช่เพราะเทคโนโลยีล้มเหลว แต่เพราะกำแพงของระบบราชการที่ยืนขวางกั้นความเปลี่ยนแปลงอยู่ทุกย่างก้าว
นายชัยรัตน์ แสงจันทร์ ซีอีโอ ของกิจการร่วมค้า ฟิวร์เจอร์ สกาย ในฐานะเอกชนผู้รับจ้างดำเนินโครงการ Outsourcing Service ของกรมการจัดหางาน กระทรวงแรงงาน ได้สะท้อนปัญหาและบทเรียนราคาแพงที่บริษัทกำลังจ่าย ภายใต้คำถามสำคัญว่า ตราบใดที่ระบบราชการไทยยังไม่เปลี่ยนวิธีคิดและวิธีทำงานจากภายใน การปฏิรูปดิจิทัลใดก็ตามที่รัฐริเริ่มขึ้น จะมีวันเดินหน้าได้จริงหรือจะจบลงด้วยการติดหล่มซ้ำแล้วซ้ำเล่า
จากแผนงานสู่ความจริงที่ต่างออกไปโดยสิ้นเชิง
กรมการจัดหางานเริ่มศึกษาโครงการนี้ตั้งแต่ปี 2565 โดยออกแบบระบบให้รองรับคำร้องวันละ 6,000 รายการ ด้วยเจ้าหน้าที่ตรวจสอบ 72 คน กำหนดเวลาตรวจสอบเฉลี่ยรายการละ 5 นาที ฟังดูเป็นระบบที่รัดกุมและมีเหตุมีผล แต่เมื่อระบบ e-WorkPermit เปิดตัวอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 13 ตุลาคม 2568 ความจริงที่ปรากฏขึ้นช่างห่างไกลจากตัวเลขบนกระดาษอย่างสิ้นเชิง
ในบางช่วงเวลา คำร้องไหลเข้าระบบมากกว่า 90,000 รายการต่อวัน สูงกว่าที่ประเมินไว้ถึง 15 เท่า ตัวเลขนี้ไม่ได้เกิดขึ้นชั่วคราวแล้วผ่านไป แต่กลายเป็นสภาพปกติที่กิจการร่วมค้าฯ ต้องเผชิญทุกวัน ขณะที่กรมการจัดหางานในฐานะผู้ว่าจ้างยังคงยืนกรานให้ดำเนินการตามกรอบสัญญาเดิมที่ล้าสมัยไปแล้วตั้งแต่วันแรกที่เปิดระบบ
คำถามที่หลีกเลี่ยงไม่ได้คือ ตัวเลขประมาณการดั้งเดิมมาจากไหน และใครรับผิดชอบเมื่อตัวเลขนั้นคลาดเคลื่อนจากความจริงขนาดนี้
ข้อมูลพัง ระบบสะดุด ราชการนิ่งเฉย
หากปัญหาเรื่องปริมาณงานยังพอแก้ได้ด้วยการเพิ่มกำลังคน ปัญหาที่หนักกว่าและแก้ยากกว่าคือคุณภาพของข้อมูลที่กรมการจัดหางานส่งมอบให้บริษัท
ข้อมูลพื้นฐานของแรงงานต่างด้าวในกลุ่มที่ต้องต่ออายุใบอนุญาตซึ่งถ่ายโอนมาจากกรมการจัดหางานนั้น ไม่ครบถ้วนและเต็มไปด้วยข้อผิดพลาด แม้กระทั่งข้อมูลที่กรมฯ รับรองอย่างเป็นทางการแล้วก็ยังมีความคลาดเคลื่อนเป็นจำนวนมาก ซึ่งทำให้การประมวลผลในระบบ e-WorkPermit ติดขัดตั้งแต่ต้น
ยิ่งไปกว่านั้น มาตรฐานของแต่ละหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับแรงงานต่างด้าวก็ไม่สอดคล้องกัน ไม่ว่าจะเป็นกรมการจัดหางาน สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง และกระทรวงการต่างประเทศ ต่างมีรูปแบบการบันทึกชื่อที่แตกต่างกัน บางหน่วยงานใช้ชื่อนำหน้า บางหน่วยใช้นามสกุลนำหน้า บางแห่งมีคำนำหน้านามที่ต่างกัน ความไม่เป็นเอกภาพเหล่านี้ที่ดูเหมือนเรื่องเล็กน้อยในทางปฏิบัติ กลับกลายเป็นอุปสรรคที่ทำให้ระบบประมวลผลไม่ผ่าน และบริษัทต้องแบกรับภาระแก้ปัญหาเพียงลำพัง ด้วยการเพิ่มบุคลากรและปรับปรุงโปรแกรมคอมพิวเตอร์อยู่ตลอดเวลา โดยไม่มีหน่วยงานรัฐแห่งใดยื่นมือเข้ามาช่วยเหลืออย่างจริงจัง
หนังสือส่งไป คำตอบไม่เคยมา
หัวใจของปัญหาทั้งหมดอยู่ที่การสื่อสารที่ล้มเหลวโดยสิ้นเชิงระหว่างเอกชนและราชการ นับตั้งแต่เปิดโครงการ กิจการร่วมค้าฯ ได้ทำหนังสือถึงกรมการจัดหางานอย่างสม่ำเสมอ ทั้งเพื่อรายงานปัญหา เสนอแนวทางแก้ไข ขอคำชี้แนะ และขออนุญาตดำเนินการในเรื่องต่างๆ แต่หนังสือทุกฉบับกลับหายเข้าไปในความเงียบ ไม่มีคำตอบใดกลับมาอย่างเป็นทางการ
แทนที่จะสื่อสารผ่านเอกสารที่ตรวจสอบได้และอ้างอิงได้ กรมการจัดหางานเลือกสื่อสารผ่านบุคคล ซึ่งเมื่อเปลี่ยนตัวผู้ประสานงาน ทิศทางและความต้องการก็เปลี่ยนตามไปด้วย แต่กำหนดเวลาที่ตั้งไว้ยังคงเดิม ทำให้บริษัทต้องวิ่งตามความต้องการที่ขยับอยู่ตลอดเวลา โดยไม่มีสิ่งใดยึดเหนี่ยวเป็นหลักฐานได้
เมื่อกิจการร่วมค้าฯ เสนอขอเปิดศูนย์บริการพิเศษเพิ่มเติมเป็นการชั่วคราว โดยยินดีออกค่าใช้จ่ายเอง ทั้งบุคลากร สถานที่ และอุปกรณ์ เพื่อรับมือกับปริมาณผู้ใช้บริการที่ล้นเกิน ข้อเสนอนั้นก็ถูกเพิกเฉยโดยไม่มีคำชี้แจงใดๆ ปรากฎให้ชัดเจน
ราชการพยายามย้อนกลับสู่ระบบเก่า
ท่ามกลางปัญหาที่สะสม กรมการจัดหางานเลือกหนทางที่น่าตกใจยิ่งกว่า นั่นคือการพยายามเปิดช่องให้มีการลงทะเบียนและต่ออายุแรงงานต่างด้าวโดยไม่ผ่านระบบ e-WorkPermit โดยอ้างว่าระบบมีปัญหาและเอกชนทำงานไม่ทัน
การตัดสินใจดังกล่าวไม่เพียงบ่อนทำลายโครงการที่กำลังเดินหน้าอยู่ แต่ยังส่งสัญญาณที่ผิดพลาดอย่างชัดเจนว่า แทนที่จะเผชิญหน้ากับปัญหาและแก้ไขอย่างตรงจุด ระบบราชการไทยเลือกที่จะถอยหนีกลับสู่วิธีที่คุ้นเคย ทั้งที่วิธีเหล่านั้นคือสิ่งที่โครงการนี้ถูกออกแบบมาเพื่อทดแทน ความย้อนแย้งนี้ตั้งคำถามต่อเจตนาที่แท้จริงของการปฏิรูปว่ามีอยู่จริงหรือเพียงแค่วาทกรรม
กรรมการตรวจรับงานหายไปไหน
ประเด็นที่เป็นรูปธรรมและตรวจสอบได้ชัดเจนที่สุดคือ นับตั้งแต่ระบบ e-WorkPermit เปิดดำเนินการเมื่อวันที่ 13 ตุลาคม 2568 จนถึงปัจจุบัน คณะกรรมการตรวจรับงานของกรมการจัดหางานไม่เคยนัดประชุมเพื่อตรวจรับงานแม้แต่ครั้งเดียว
ในช่วงเวลาเดียวกันนั้น กิจการร่วมค้าฯ ได้ออกใบอนุญาตทำงานให้กับแรงงานต่างด้าวไปแล้วเกือบ 700,000 ใบ คิดเป็นมูลค่าตามอัตราในสัญญาประมาณ 364 ล้านบาท ทว่าเนื่องจากคณะกรรมการไม่เคยตรวจรับงาน เงินจำนวนทั้งหมดนั้นยังไม่ได้รับการชำระ ขณะที่บริษัทต้องแบกรับต้นทุนการดำเนินงานทั้งหมดไปก่อนด้วยทุนของตนเอง
สภาพการณ์เช่นนี้ไม่ต่างอะไรกับการจ้างให้ทำงานแล้วหายตัวไปเมื่อถึงเวลาจ่ายเงิน และในขณะเดียวกันยังออกคำสั่งให้บริษัทเดินทางไปให้บริการถึงพื้นที่ห่างไกลอย่างอำเภอเมืองแม่ฮ่องสอน โดยใช้รถบัสไฟฟ้าพร้อมรถบรรทุก Generator สำหรับชาร์จไฟ ด้วยค่าใช้จ่ายของบริษัทเองในแต่ละครั้งหลายแสนบาท
เสียงจากผู้สังเกตการณ์อิสระ
แม้แต่ในเวทีที่มีผู้สังเกตการณ์อิสระจากองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) หรือ ACT เข้าร่วมตรวจสอบในการประชุมเมื่อวันที่ 1 เมษายน 2569 ผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งถูกคัดเลือกมาเพื่อกำกับดูแลกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐก็ให้ความเห็นในทิศทางเดียวกับที่เอกชนเรียกร้องมาตลอด นั่นคือควรมีการปรับปรุงข้อตกลงให้สอดคล้องกับสภาพความเป็นจริง
แต่แม้กระทั่งเสียงจากภายนอกที่มีน้ำหนักเช่นนี้ ก็ยังไม่สามารถผลักดันให้กรมการจัดหางานออกนโยบายหรือคำสั่งที่เป็นรูปธรรมได้ ความตกลงที่เกิดขึ้นในห้องประชุมยังคงหายไปในอากาศ ไม่มีประกาศ ไม่มีคำสั่ง และไม่มีการเปลี่ยนแปลงใดๆ ตามมา
เสียงสะท้อนที่ควรดังถึงผู้กำหนดนโยบาย
เสียงสะท้อนของนายชัยรัตน์ แสงจันทร์ ซีอีโอของกิจการร่วมค้าฯ ชี้ให้เห็นว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นทั้งหมดนี้ไม่ใช่ความล้มเหลวของเทคโนโลยีหรือความบกพร่องของเอกชน หากแต่เป็นภาพสะท้อนของระบบราชการที่ไม่พร้อมจะรับผิดชอบต่อโครงการที่ตัวเองเป็นผู้ริเริ่ม ในโลกของการจ้างเหมาเอกชนนั้น ผู้รับจ้างต้องแบกรับความเสี่ยงทางการเงินและการบริหารเพียงลำพัง ขณะที่ผู้ว่าจ้างซึ่งมีหน้าที่กำกับดูแลและตอบสนองกลับเลือกที่จะเงียบ ทั้งที่ปัญหาอยู่ตรงหน้าและมองเห็นได้ชัดเจน
สิ่งที่นายชัยรัตน์สะท้อนออกมาจึงไม่ใช่แค่ความคับข้องใจของนักธุรกิจที่ถูกทอดทิ้งกลางทาง แต่คือคำเตือนที่ควรดังก้องไปถึงผู้กำหนดนโยบายว่า การปฏิรูปดิจิทัลที่แท้จริงไม่อาจเกิดขึ้นได้ หากผู้นำการเปลี่ยนแปลงในฝั่งราชการยังคงยึดติดกับวัฒนธรรมการทำงานแบบเดิมที่หลีกเลี่ยงความรับผิดชอบ ไม่สื่อสารอย่างเป็นระบบ และไม่มีความกล้าที่จะยอมรับว่าสิ่งที่ออกแบบไว้บนกระดาษนั้นไม่ตรงกับความเป็นจริง
บทเรียนที่ไทยต้องเรียนรู้
กรณี e-WorkPermit ไม่ใช่แค่เรื่องของสัญญาจ้างระหว่างรัฐกับเอกชน แต่คือภาพสะท้อนของปัญหาเชิงระบบที่ฉุดรั้งการปฏิรูปดิจิทัลของภาครัฐไทยมาโดยตลอด เมื่อใดก็ตามที่หน่วยงานรัฐไม่พร้อมจะเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมการทำงานจากภายใน ไม่ว่าจะนำเทคโนโลยีใหม่เข้ามามากแค่ไหน ผลลัพธ์ก็จะไม่ต่างจากเดิม เพราะระบบใหม่ถูกบังคับให้วิ่งอยู่บนรางเก่าที่ไม่เคยได้รับการซ่อมแซม
การขาดมาตรฐานกลางหรือ Service Level Agreement ที่ชัดเจนในการกำกับดูแลโครงการ ทำให้สำนักจัดหางานในแต่ละพื้นที่ทั่วประเทศปฏิบัติงานด้วยหลักเกณฑ์ที่แตกต่างกันและขัดแย้งกัน สร้างความสับสนที่ตกมาอยู่บนบ่าของเอกชนผู้รับจ้างซึ่งต้องรับมือกับความไม่แน่นอนนั้นทุกวัน
กิจการร่วมค้า ฟิวร์เจอร์ สกาย ยืนยันว่าจะเดินหน้าให้บริการต่อไปผ่านศูนย์บริการ 40 แห่งทั่วประเทศ ศูนย์แรกรับเข้าทำงานและสิ้นสุดการจ้าง 5 แห่ง และหน่วยบริการเคลื่อนที่อีก 8 หน่วย แต่ความมุ่งมั่นของเอกชนเพียงอย่างเดียวไม่อาจพยุงโครงการที่ขาดหลักยึดจากภาครัฐได้ตลอดไป
ตราบใดที่กรมการจัดหางานยังไม่ตอบหนังสือ ยังไม่ประชุมตรวจรับงาน ยังไม่ออกคำสั่งเป็นลายลักษณ์อักษร และยังไม่ยอมปรับกฎเกณฑ์ให้สอดคล้องกับความเป็นจริง ความฝันที่จะให้แรงงานต่างด้าวเกือบหนึ่งล้านคนในประเทศไทยได้รับบริการที่ทันสมัย รวดเร็ว และโปร่งใส ก็จะยังคงเป็นเพียงความฝันที่ถูกดับโดยระบบที่ควรจะเป็นผู้ทำให้มันเป็นจริง
ถึงเวลาที่ จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ ต้องลงมือ
ในห้วงเวลาที่โครงการ e-WorkPermit กำลังยืนอยู่บนขอบเหว คำถามไม่ได้อยู่ที่ว่าปัญหามีอยู่จริงหรือไม่ เพราะหลักฐานทุกชิ้นพูดแทนตัวเองแล้ว คำถามที่แท้จริงคือ นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน จะยืนดูให้โครงการปฏิรูปดิจิทัลที่ควรเป็นมรดกของรัฐบาลนี้ล่มสลายไปต่อหน้าต่อตา หรือจะใช้อำนาจที่มีอยู่เข้ามาตัดปมให้ขาด
สิ่งที่จำเป็นไม่ใช่การศึกษาหรือตั้งคณะทำงานเพิ่มอีกชุด แต่คือคำสั่งที่ชัดเจนใน 3 เรื่องเร่งด่วน ได้แก่ หนึ่ง — สั่งให้คณะกรรมการตรวจรับงานนัดประชุมโดยทันที เพื่อปลดล็อกการชำระเงินที่ค้างมานานเกือบ 700 ล้านบาท สอง - สั่งให้กรมการจัดหางานทบทวนกรอบสัญญาให้สอดคล้องกับปริมาณงานจริงที่สูงกว่าประมาณการถึง 15 เท่า และสาม — สั่งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองและกระทรวงการต่างประเทศ บูรณาการมาตรฐานข้อมูลให้เป็นหนึ่งเดียวเสียที
แรงงานต่างด้าวเกือบหนึ่งล้านคนที่รอคิวอยู่ในระบบ นายจ้างหลายแสนรายที่ต้องการความแน่นอนทางกฎหมาย และเอกชนผู้รับจ้างที่แบกต้นทุนไว้บนบ่าโดยไม่มีวันรับเงิน ล้วนรอคำตอบจากท่านรัฐมนตรีในฐานะผู้นำสูงสุดของกระทรวง
การปฏิรูปจะสำเร็จหรือล้มเหลวไม่ได้ขึ้นอยู่กับเทคโนโลยี แต่ขึ้นอยู่กับเจตจำนงทางการเมืองที่จะลงมือแก้ปัญหาอย่างจริงจัง บัดนี้ลูกบอลอยู่ในมือของท่านแล้ว.







