
ขนส่งปักธง‘ศูนย์ขนส่งสินค้า’ นครปฐม-เชียงของ-นครพนม
กรมการขนส่งทางบก ดันศูนย์ขนส่งสินค้า ปั้น ‘นครปฐม’ เปลี่ยนถ่ายสินค้าเชื่อมราง จ่อรื้อผลศึกษาเชียงของ เพิ่มแรงจูงใจเอกชนใหม่ ส่วนนครพนม เตรียมเปิดให้บริการเชิงพาณิชย์ ก.ย.นี้
KEY
POINTS
- กรมการขนส่งทางบก (ขบ.) ผลักดันโครงการศูนย์ขนส่งสินค้า จ.นครปฐม เป็นลำดับแรกในรูปแบบ PPP มูลค่ากว่า 1,000 ล้านบาท คาดเริ่มก่อสร้างปี 2571 และเปิดให้บริการปี 2573
- ศูนย์การขนส่งชายแดนเชียงของ จ.เชียงราย ประสบปัญหาการหาเอกชนร่วมลงทุน ทำให้ ขบ. ต้องทบทวนรูปแบบโครงการใหม่เพื่อสร้างแรงจูงใจ คาดว่าจะแล้วเสร็จในเดือนกันยายน 2569
- ศูนย์การขนส่งสินค้าชายแดน จ.นครพนม ก่อสร้างแล้วเสร็จและได้เอกชนร่วมลงทุนแล้ว คาดว่าจะสามารถเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ได้ตั้งแต่เดือนกันยายน 2569 เป็นต้นไป
นายวันพุธ สุดใจ ผู้อำนวยการสำนักการขนส่งสินค้า และรองโฆษกกรมการขนส่งทางบก (ขบ.) เปิดเผยว่า ปัจจุบันกรมฯอยู่ระหว่างการเร่งรัดแผนพัฒนาสถานีขนส่งสินค้า (Truck Terminal) ทั่วประเทศใหม่ เพื่อให้สอดคล้องกับพฤติกรรมการขนส่งและแผนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ของประเทศในปัจจุบัน
ขณะนี้อยู่ระหว่างดำเนินการศึกษาข้อมูลที่เกี่ยวข้อง ซึ่งพื้นที่ที่มีศักยภาพในการพัฒนาสถานีขนส่งสินค้า มีจำนวน 7 จังหวัด ได้แก่ นครปฐม สุราษฎร์ธานี นครสวรรค์ นครราชสีมา ฉะเชิงเทรา อยุธยา และอุดรธานี โดยภายใต้ร่างแผนดังกล่าวจะกำหนดให้มีการทบทวนแผนเป็นระยะทุกๆ 5 ปี
ขณะเดียวกันจากการศึกษาล่าสุดพบว่าจังหวัดนครปฐมเป็นพื้นที่ที่มีความเหมาะสมเป็นลำดับแรกในการพัฒนาเป็นโครงการศูนย์ขนส่งสินค้า บนพื้นที่ประมาณ 200 ไร่ เนื่องจากมีปริมาณการจราจรของรถบรรทุกและ สินค้าทั้งขาขึ้นและขาล่องที่สูงมาก
นอกจากนี้ยังมีความต้องการใช้บริการจากผู้ประกอบการขนส่งรายย่อยในพื้นที่รอบพุทธมณฑลที่หนาแน่น อีกทั้งยังเป็นโครงการที่ช่วยให้เกิดการเปลี่ยนโหมดการขนส่งจากถนนสู่ราง (Shift Mode) อย่างไร้รอยต่อ
สำหรับรูปแบบการดำเนินงานโครงการศูนย์ขนส่งสินค้า จังหวัดนครปฐม โดยกรมฯมุ่งเน้นการให้เอกชนร่วมลงทุนในรูปแบบ PPP เพื่อลดภาระงบประมาณภาครัฐและเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการ เบื้องต้นคาดว่ามูลค่าการลงทุนโครงการจะสูงกว่า 1,000 ล้านบาท ซึ่งภาครัฐจะรับผิดชอบในการจัดกรรมสิทธิ์ที่ดินและการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานบางส่วน
ขณะที่เอกชนจะเข้ามาบริหารจัดการพื้นที่และรับความเสี่ยงด้านรายได้ ปัจจุบันโครงการฯอยู่ระหว่างการศึกษารูปแบบการร่วมลงทุนที่เหมาะสม คาดว่าจะแล้วเสร็จในเดือนกันยายนนี้ จากนั้นกรมฯจะดำเนินการตาม พ.ร.บ. การร่วมลงทุนฯ 62 ต่อไป ก่อนเสนอต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติ พร้อมเข้าสู่กระบวนการคัดเลือกเอกชนและเริ่มก่อสร้างได้ในช่วงปี 2571 โดยมีเป้าหมายเปิดให้บริการเต็มรูปแบบในปี 2573
ส่วนความคืบหน้าโครงการศูนย์การขนส่งชายแดนเชียงของ จังหวัดเชียงราย พื้นที่ 335 ไร่ วงเงิน 2,864 ล้านบาท ปัจจุบันประสบปัญหาด้านการสรรหาเอกชนเข้ามาร่วมลงทุน (PPP) เนื่องจากเอกชนรายเดิมได้ถอนตัวออกไปจากการประมูลจนมีการเปิดประมูลอีกครั้งกลับพบว่าที่ผ่านมามีเอกชนสนใจซื้อซองข้อเสนอ แต่ไม่มีรายใดมายื่นประมูลตามกำหนด
ทั้งนี้กรมฯจึงสั่งเร่งทบทวนผลการศึกษาใหม่โครงการศูนย์การขนส่งชายแดนเชียงของ จังหวัดเชียงราย เพื่อปรับรูปแบบการร่วมลงทุนให้มีความเหมาะสมและจูงใจภาคเอกชนมากขึ้น ภายในระยะเวลา 6 เดือน ซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จภายในเดือนกันยายนนี้ ก่อนจะเสนอต่อ ครม. ภายในปี 2569 เพื่อเดินหน้าโครงการต่อไป
ที่ผ่านมากรมฯได้ดำเนินการก่อสร้างโครงการศูนย์การขนส่งชายแดนเชียงของ ระยะที่ 1 แล้วเสร็จ ปัจจุบันกรมฯอยู่ระหว่างการก่อสร้างระยะที่ 2 คาดว่าจะแล้วเสร็จในช่วงปลายปี 2569 ในระหว่างนี้กรมฯอยู่ระหว่างทบทวนผลการศึกษาและวิเคราะห์โครงการร่วมลงทุน ซึ่งจะแล้วเสร็จในเดือนกันยายน 2569 ก่อนเร่งรัดเสนอกระทรวงคมนาคมและ ครม. พิจารณาตามขั้นตอนของ พ.ร.บ. การร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน พ.ศ. 2562 และกฎหมายที่เกี่ยวข้องต่อไป
ขณะที่ความคืบหน้าโครงการศูนย์การขนส่งสินค้าชายแดน จ.นครพนม วงเงิน 1,361 ล้านบาท ที่ผ่านมาเมื่อปี 2566 กรมการขนส่งทางบกได้ลงนามสัญญาร่วมลงทุนกับบริษัท เอสเอซีแอล จำกัด (ผู้ร่วมลงทุน) โดยผู้ร่วมลงทุนได้ดำเนินการก่อสร้างและลงทุนในเครื่องมือและระบบแล้วเสร็จ
อย่างไรก็ดีปัจจุบันอยู่ระหว่างการประเมินและปรับปรุงกระบวนการทำงานให้มีประสิทธิภาพสูงสุด ตามกระบวนการในสัญญาร่วมลงทุนเพื่อให้สามารถเปิดดำเนินกิจการทางพาณิชย์ได้ คาดว่าจะแล้วเสร็จในช่วงเดือนสิงหาคมนี้ ก่อนเปิดดำเนินกิจการทางพาณิชย์ได้ตั้งแต่เดือนกันยายน 2569 เป็นต้นไป
นอกจากนี้กรมการขนส่งทางบกยังบูรณาการทำงานร่วมกับการรถไฟแห่งประเทศไทยอย่างใกล้ชิด เพื่อรองรับการเปลี่ยนรูปแบบการขนส่ง (Modal Shift) ได้อย่างไร้รอยต่อ ซึ่งรถไฟทางคู่สายบ้านไผ่-นครพนม มีแผนเปิดให้บริการ 2571ตลอดจนการบูรณาการการทำงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแบบ One Stop Service ทั้งกรมศุลกากร ตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) และหน่วยงานกักกันพืชและสัตว์ เพื่อให้อาคาร Common Control Area (CCA) สามารถให้บริการตรวจปล่อยสินค้าได้อย่างรวดเร็ว
หน้า 12 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 46 ฉบับที่ 4,199 วันที่ 10 - 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2569






