
หนี้เกษตรพุ่ง ลูกหนี้กว่า50% เสี่ยงติดกับดักหนี้ระยะยาว
ผ่า “หนี้เกษตรกรไทย” วิกฤตลึกกว่าที่คิด ลูกหนี้กว่าครึ่ง ติดวังวน “จ่ายแต่ดอก” ส่งผลหนี้พอกพูนต่อเนื่อง ขณะที่กว่า 42% มีรายได้ไม่พอใช้หนี้ นักวิจัยแนะรัฐเร่งปรับนโยบายจาก “พักหนี้” สู่การแก้หนี้ระยะยาวแบบตรงจุด
วิกฤตหนี้เกษตรกรไทยกำลังทวีความรุนแรงขึ้น แม้ตัวเลขหนี้เสียหรือ NPL อาจยังไม่สะท้อนภาพทั้งหมด แต่ข้อมูลเชิงลึกจากงานวิจัยของสถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์ (PIER) ที่ศึกษาลูกหนี้เกษตรกรเกือบ 4 ล้านราย ย้อนหลังนานกว่าสิบปี กลับเผยให้เห็นความเปราะบางที่ซ่อนอยู่ในระบบ หนี้สินไม่ได้เพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อย แต่ขยายตัวในแทบทุกกลุ่มลูกหนี้
โดยหนี้เฉลี่ยขยับเพิ่มขึ้นจากประมาณ 200,000 บาทเป็น 250,000 บาท และมีลูกหนี้กว่า 30% ที่ภาระหนี้เพิ่มขึ้นมากกว่าสองเท่าในช่วงเวลาไม่กี่ปี
สิ่งที่น่ากังวลยิ่งกว่าระดับหนี้ คือพฤติกรรมการชำระหนี้ที่เรียกว่า “จ่ายแต่ดอก” ซึ่งกำลังกลายเป็นเรื่องปกติของเกษตรกรจำนวนมาก ในช่วง 8 ปีที่ผ่านมา สัดส่วนลูกหนี้ที่จ่ายเฉพาะดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นจากราว 20% เป็นมากกว่าครึ่งหนึ่งของลูกหนี้ทั้งหมด ขณะที่มีเพียงส่วนน้อยเท่านั้นที่สามารถลดเงินต้นได้อย่างต่อเนื่อง สถานการณ์นี้ทำให้หนี้ไม่ลดลง แม้จะมีการชำระหนี้อยู่ตลอด และนำไปสู่ “กับดักหนี้” ที่ยากจะหลุดพ้นในระยะยาว
ปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกษตรกรจำนวนมากติดอยู่ในวงจรหนี้คือ ข้อจำกัดด้านรายได้และความไม่แน่นอนของรายรับ เกษตรกรกว่า 42% มีรายได้ไม่เพียงพอสำหรับการชำระหนี้ และต้องเผชิญความเสี่ยงจากรายได้ที่ผันผวนเป็นระยะ เมื่อรายได้ลดลง ภาระหนี้จึงกลายเป็นภาระเรื้อรังที่ยากจะจัดการได้
นอกจากนี้ โครงสร้างการชำระหนี้ที่ไม่สอดคล้องกับรอบรายได้จริง เช่น การกำหนดงวดชำระรายปี รวมถึงต้นทุนในการเดินทางไปชำระหนี้ที่สูง ทำให้การชำระหนี้ก้อนเล็กในแต่ละช่วงเวลาไม่คุ้มค่าในทางปฏิบัติ
อีกด้านหนึ่ง มาตรการช่วยเหลือจากภาครัฐในอดีต แม้จะมีเป้าหมายเพื่อบรรเทาความเดือดร้อน แต่การเน้น “พักหนี้” หรือเลื่อนการชำระหนี้เป็นหลัก กลับกลายเป็นการแก้ปัญหาเพียงระยะสั้น และอาจสร้างแรงจูงใจที่บิดเบือน โดยไม่ช่วยให้หนี้ลดลงจริง ส่งผลให้ปัญหาหนี้ถูก “แช่แข็ง” และสะสมมากขึ้นในระยะยาว
งานวิจัยดังกล่าวจึงเสนอว่า การแก้ปัญหาหนี้เกษตรกรต้องเริ่มจากการทำความเข้าใจความแตกต่างของลูกหนี้ โดยสามารถแบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มที่สามารถปิดหนี้ได้เอง กลุ่มที่มีศักยภาพจะปิดหนี้ได้หากปรับพฤติกรรม และกลุ่มที่มีหนี้เกินศักยภาพ การออกแบบนโยบายจึงต้อง “ถูกฝาถูกตัว” ไม่ใช่ใช้มาตรการเดียวกับทุกกลุ่ม
แนวทางสำคัญคือ การปรับโครงสร้างหนี้ให้สอดคล้องกับศักยภาพของลูกหนี้ และสร้างแรงจูงใจให้สามารถลดเงินต้นได้จริง เช่น การช่วยลดภาระดอกเบี้ย เพื่อให้การชำระเงินไปตัดเงินต้นได้มากขึ้น การออกแบบเงื่อนไขการชำระหนี้ให้ยืดหยุ่นและสอดคล้องกับรายได้ รวมถึงการใช้มาตรการเชิงพฤติกรรมเพื่อกระตุ้นวินัยทางการเงิน
นอกจากนี้ การลดอุปสรรคในการชำระหนี้ เช่น การเพิ่มช่องทางชำระผ่านระบบดิจิทัล หรือการให้บริการใกล้ชุมชน จะช่วยให้เกษตรกรสามารถทยอยชำระหนี้ได้สะดวกขึ้น ขณะเดียวกัน การสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับสถานะหนี้ของตนเอง ก็เป็นอีกปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้ลูกหนี้ตัดสินใจทางการเงินได้ดีขึ้น
การแก้ปัญหาหนี้เกษตรกรอย่างยั่งยืนจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐที่ต้องปรับบทบาทจากผู้ช่วยเหลือระยะสั้น มาเป็นผู้ลงทุนเพื่อฟื้นฟูศักยภาพของเกษตรกร สถาบันการเงินที่ต้องมีบทบาทเชิงรุกในการออกแบบผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่เหมาะสม และตัวเกษตรกรเองที่ต้องปรับพฤติกรรมและสร้างวินัยทางการเงิน
“วิกฤตหนี้เกษตรกรจึงไม่ใช่เพียงปัญหาการเงินเฉพาะหน้า แต่เป็นโจทย์เชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจไทย หากไม่เร่งแก้ไขอย่างตรงจุด ก็อาจกลายเป็น “กับดักการพัฒนา” ที่ฉุดรั้งศักยภาพของภาคเกษตรและประเทศในระยะยาว”
หน้า 16 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 4,198 วันที่ 7 - 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2569







