thansettakij
thansettakij
แรงช็อคพลังงานกดเศรษฐกิจไทย ‘ธปท.’ ชี้รายได้น้อย-เอสเอ็มอีเจ็บสุด

แรงช็อคพลังงานกดเศรษฐกิจไทย ‘ธปท.’ ชี้รายได้น้อย-เอสเอ็มอีเจ็บสุด

04 พ.ค. 69 | 10:20 น.
อัปเดตล่าสุด :04 พ.ค. 69 | 10:26 น.

ธปท.ชี้วิกฤตพลังงานกดเศรษฐกิจไทย ระบุกลุ่มรายได้น้อย-เอสเอ็มอีเจ็บสุด คาดเงินเฟ้อแตะ 3-4% แนะรัฐใช้คลังอุ้มตรงจุด

นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ประเมินภาพรวมเศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญแรงกดดันจากปัจจัยภายนอก โดยเฉพาะสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่ส่งผลให้ราคาพลังงานปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งกลายเป็น “ช็อกด้านอุปทาน” (supply shock) ที่กระทบต่อระบบเศรษฐกิจในวงกว้าง แต่มีลักษณะ “กระแทกไม่เท่ากัน” ในแต่ละกลุ่ม

ทั้งนี้ ผลกระทบดังกล่าวส่งผ่านมายังเศรษฐกิจไทยผ่านต้นทุนพลังงานที่เพิ่มขึ้น ดันราคาสินค้าและบริการสูงขึ้นต่อเนื่อง ส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อเร่งตัว ขณะที่กำลังซื้อของภาคครัวเรือนเริ่มอ่อนแรงลง และแนวโน้มการขยายตัวทางเศรษฐกิจชะลอลงในระยะถัดไป

“รายได้น้อย” รับแรงกระแทกเต็ม

นายวิทัย ชี้ว่า กลุ่มที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดคือ “ผู้มีรายได้น้อย” เนื่องจากมีสัดส่วนค่าใช้จ่ายด้านพลังงานและสินค้าอุปโภคบริโภคพื้นฐานสูงเมื่อเทียบกับรายได้ ทำให้ความสามารถในการรองรับต้นทุนที่เพิ่มขึ้นมีจำกัด

ขณะที่กลุ่มรายได้ปานกลางเริ่มเผชิญภาวะตึงตัวมากขึ้น ส่วนกลุ่มรายได้สูงยังสามารถปรับตัวได้ดีกว่า

ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ ราคาน้ำมันดีเซลที่ปรับเพิ่มขึ้นจากระดับประมาณ 30 บาทต่อลิตร ไปอยู่ใกล้ระดับ 40 บาทต่อลิตร ส่งผลให้ต้นทุนการขนส่งและราคาสินค้าในระบบเศรษฐกิจปรับสูงขึ้นเป็นลูกโซ่

SME เปราะบางกว่าธุรกิจใหญ่

ในภาคธุรกิจนั้น ผู้ว่า ธปท.ระบุว่า ผู้ประกอบการขนาดใหญ่ยังมีศักยภาพในการปรับตัว ทั้งด้านสภาพคล่อง เงินทุน และการบริหารต้นทุน แต่ในทางกลับกัน กลุ่มวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) มีข้อจำกัดมากกว่า ทั้งในด้านเงินทุน เทคโนโลยี และอำนาจต่อรอง ส่งผลให้มีความเสี่ยงได้รับผลกระทบรุนแรงกว่าโดยเฉพาะธุรกิจที่พึ่งพาพลังงานสูง เช่น ภาคขนส่ง และการท่องเที่ยว จะเผชิญแรงกดดันด้านต้นทุนอย่างมีนัยสำคัญ

นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)

เงินเฟ้อแตะ 3–4% แม้สงครามจบราคายังสูง

ทั้งนี้ ประเมินว่า อัตราเงินเฟ้อในระยะต่อไปมีแนวโน้มอยู่ในระดับ 3–4% และแม้สถานการณ์ความขัดแย้งจะคลี่คลายลง ราคาพลังงานก็อาจไม่กลับไปสู่ระดับเดิมก่อนเกิดวิกฤติ ส่งผลให้แรงกดดันเงินเฟ้อมีแนวโน้มยืดเยื้อ

อย่างไรก็ตาม คาดว่าเงินเฟ้อจะทยอยชะลอลงในช่วงปลายปีต่อเนื่องไปถึงปีถัดไป

แนะใช้นโยบายการคลัง “ตรงจุด”

ผู้ว่า ธปท.ระบุว่า ลักษณะของปัญหาครั้งนี้เป็น supply shock ทำให้นโยบายการเงินมีข้อจำกัดในการแก้ไข จึงควรให้น้ำหนักกับนโยบายการคลัง โดยเฉพาะมาตรการช่วยเหลือแบบ “เฉพาะเจาะจง” (targeted measures)

กลุ่มเป้าหมายสำคัญ ได้แก่

  • ผู้มีรายได้น้อย
  • ผู้ประกอบการ SME
  • ธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจากต้นทุนพลังงานสูง

ส่งสัญญาณ “กู้เงินต้องเน้นลงทุน”

สำหรับแนวคิดการกู้เงินเพิ่มเติมในวงเงินราว 4 แสนล้านบาท มองว่า ควรให้ความสำคัญกับการใช้จ่ายเพื่อ “การลงทุน” มากกว่ามาตรการแจกเงินเพื่อกระตุ้นระยะสั้น

เนื่องจากการแจกเงินแม้ช่วยพยุงเศรษฐกิจในระยะสั้น แต่ไม่ก่อให้เกิดศักยภาพการเติบโตในระยะยาว ขณะที่การลงทุนจะช่วยเพิ่มผลิตภาพ และเสริมความสามารถในการแข่งขันของประเทศในอนาคต

หนี้ยังไม่วิกฤติ แต่ต้องจับตา

ในประเด็นเสถียรภาพระบบการเงินนั้น ประเมินว่าสถานการณ์หนี้ยังไม่อยู่ในระดับวิกฤตเทียบเท่าช่วงโควิด-19 แต่มีความจำเป็นต้องติดตามอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบางที่มีภาระหนี้สูง

ทั้งนี้ แนะนำให้สถาบันการเงินดำเนินมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้อย่างต่อเนื่อง อาทิ การปรับโครงสร้างหนี้ และการพิจารณาลดภาระดอกเบี้ย เพื่อป้องกันการเพิ่มขึ้นของหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL)