thansettakij
thansettakij
'เอกนิติ' แจงไทม์ไลน์ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน มีอายุถึง 30 กันยายน 2570

'เอกนิติ' แจงไทม์ไลน์ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน มีอายุถึง 30 กันยายน 2570

05 พ.ค. 69 | 05:58 น.
อัปเดตล่าสุด :05 พ.ค. 69 | 07:00 น.

‘เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ" ชี้แจงไทม์ไลน์ พ.ร.ก. กู้เงิน 4 แสนล้าน มีอายุถึง 30 กันยายน 2570 ตั้งปลัดคลังกลั่นกรองใช้เงิน ตั้งเป้าพิจารณาโครงการแล้วเสร็จใน 30 ก.ย. 69

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้อนุมัติการออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อ แก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. ... วงเงิน 400,000 ล้านบาท เพื่อแก้ไขปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจที่ถาโถมเข้ามาหลายระลอก โดยมุ่งเน้นการช่วยเหลือประชาชนกลุ่มเปราะบางและการเปลี่ยนผ่านประเทศไปสู่โครงสร้างพลังงานใหม่เพื่อความยั่งยืน 

กางไทม์ไลน์คลอดพ.ร.ก.กู้เงิน ถกนัดแรก 14 พฤษภาคมนี้

นายเอกนิติ กล่าวว่า ขั้นตอนหลังจากนี้ รัฐบาลจะดำเนินการประกาศลงราชกิจจานุเบกษา และเตรียมนำเข้าสู่การพิจารณาของสภาในวันที่ 14 พฤษภาคม นี้โดยภายใต้กฎหมายฉบับนี้จะมีการแต่งตั้งคณะกรรมการกลั่นกรองการใช้จ่าย ซึ่งมีนายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลังเป็นประธาน เพื่อพิจารณาโครงการที่หน่วยงานต่างๆ เสนอเข้ามาให้ตรงตามวัตถุประสงค์ที่ระบุไว้อย่างชัดเจนในกฎหมาย 

ทั้งนี้ รัฐบาลตั้งเป้าหมายที่จะพิจารณาโครงการต่างๆ ให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 30 กันยายนนี้ เพื่อให้เม็ดเงินกระจายลงสู่ระบบและแก้ไขปัญหาได้อย่างทันท่วงที โดยพ.ร.ก.กู้เงินฉบับนี้ มีอายุถึง 30 กันยายน 2570

วิกฤตซ้อนวิกฤตและงบประมาณไม่เพียงพอ

นายเอกนิติ กล่าวว่า วิกฤตครั้งนี้มีความรุนแรงและรวดเร็ว โดยมาเป็นระลอก ตั้งแต่วิกฤตสงคราม ราคาพลังงานที่พุ่งสูง ต้นทุนการผลิตที่ขยับตัวตาม จนส่งผลกระทบต่อค่าครองชีพและกำลังซื้อของประชาชนในที่สุด หากปล่อยให้สถานการณ์ดำเนินไปจะยิ่งแก้ไขยาก จึงจำเป็นต้องมีเม็ดเงินเข้ามาแทรกแซงเพื่อไม่ให้เกิดภาวะ "วิกฤตซ้อนวิกฤต"

 

'เอกนิติ' แจงไทม์ไลน์ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน มีอายุถึง 30 กันยายน 2570

 

“วิกฤตครั้งนี้มีความแตกต่างจากในอดีตอย่างเช่นช่วงโควิดที่เกิดขึ้นเพียงครั้งเดียวแล้วจบไป แต่ปัจจุบันวิกฤตมาในลักษณะเป็นระลอก เริ่มจากสงครามตามมาด้วยวิกฤตพลังงานราคาน้ำมันสูง และกำลังก้าวสู่ระลอกที่สามคือวิกฤตต้นทุนการผลิตที่จะสูงขึ้น ต่อเนื่องไปยังวิกฤตค่าครองชีพที่จะกระทบคนส่วนใหญ่ และระลอกที่ห้าคือวิกฤตด้านกำลังซื้อ ซึ่งหากปล่อยให้สถานการณ์ดำเนินไปโดยไม่แก้ไขจะยิ่งทวีความรุนแรงและแก้ได้ยากขึ้น” นายเอกนิติ กล่าว

ทั้งนี้ จากการตรวจสอบสถานะงบประมาณปัจจุบัน พบว่างบประมาณปี 2569 ที่จะดำเนินการเกลี่ยงบประมาณมีเงินเหลือไม่ถึง 1 แสนล้านบาท โดยเบื้องต้นรวบรวมได้ไม่เกิน 50,000 ล้านบาท ขณะที่งบกลางก็เหลือเพียง 2 หมื่นล้านบาท ซึ่งต้องสำรองไว้ใช้ในกรณีฉุกเฉินอื่นๆ ส่วนงบประมาณปี 2570 ยังต้องรออีกกว่า 5 เดือน จึงไม่ทันต่อสถานการณ์ที่เร่งด่วน

 

'เอกนิติ' แจงไทม์ไลน์ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน มีอายุถึง 30 กันยายน 2570

 

ผ่าเงินกู้ 4 แสนล้าน เยียวยา-ปรับโครงสร้างประเทศ

สำหรับวงเงินกู้ 400,000 ล้านบาทนี้ รัฐบาลได้แบ่งวัตถุประสงค์ออกเป็น 2 ส่วนหลัก ได้แก่

1.  วงเงิน 200,000 ล้านบาทแรก ใช้เพื่อการเยียวยาและบรรเทาผลกระทบลดภาระค่าใช้จ่ายให้แก่ประชาชนและผู้ประกอบการ โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบางที่ไม่มีกำลังเพียงพอในการรองรับแรงกระแทกจากค่าครองชีพ 

2.  วงเงิน 200,000 ล้านบาทส่วนที่เหลือ จะใช้เพื่อการเปลี่ยนผ่าน (Transition) โดยมุ่งเน้นการส่งเสริมพลังงานสะอาดและพลังงานทดแทน เพื่อลดการพึ่งพาน้ำมันและก๊าซธรรมชาติจากต่างประเทศ 

“ปัจจุบันไทยมีการนำเข้าสูงถึง 7-8% ของ GDP เราเชื่อว่านี่คือการเปลี่ยนวิกฤตเป็นโอกาส เพื่อลดความเปราะบางของเศรษฐกิจไทยในระยะยาว”นายเอกนิติ กล่าว

ยึดหลักวินัยการคลัง – กู้ในประเทศไร้ความเสี่ยง

ในการกำหนดวงเงิน รัฐบาลได้ปรับลดจากกระแสข่าวก่อนหน้าที่ 500,000 ล้านบาท เหลือเพียง 400,000 ล้านบาท เพื่อให้สอดคล้องกับหลักวินัยการคลัง โดยจากการประเมินของกระทรวงการคลัง ยืนยันว่า การกู้ครั้งนี้จะไม่ทำให้หนี้สาธารณะเกินเพดาน 70% ของ GDP

นอกจากนี้ การกู้เงินทั้งหมดจะเป็นการกู้ภายในประเทศ เพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน โดยอาศัยสภาพคล่องส่วนเกินในระบบธนาคารที่มีสูงกว่า 1.4 ล้านล้านบาท และในสภาวะที่อัตราดอกเบี้ยในประเทศยังอยู่ในระดับต่ำ ทำให้ต้นทุนการกู้เงินไม่สูงจนเกินไป

“วงเงินกู้จำนวนนี้จะไม่ส่งผลกระทบต่อเพดานหนี้สาธารณะ ซึ่งจากการประเมินของกระทรวงการคลังพบว่าสัดส่วนหนี้ยังคงอยู่ที่ 70% ของ GDP ซึ่งอยู่ในระดับที่บริหารจัดการได้และเป็นการเน้นย้ำถึงวินัยทางการคลัง หัวใจสำคัญคือการป้องกันไม่ให้ปัญหาลุกลามจนกลายเป็นวิกฤตซ้อนวิกฤตหรือที่เรียกว่าภาวะ Stagflation ซึ่งประกอบด้วยปัญหาเงินเฟ้อควบคู่ไปกับวิกฤตกำลังซื้อที่หากปล่อยไว้จะยิ่งแก้ไขได้ลำบาก” นายเอกนิติ ระบุ