
สรรพสามิต จับบุหรี่หนีภาษีกลางอ่าวไทย 4.4 แสนซอง ค่าปรับพุ่ง 642 ล้าน
สรรพสามิตผนึกกำลังทัพเรือ สกัดบุหรี่เถื่อนอ่าวไทย ยึด 4.4 แสนซอง ปรับทะลุ 642 ล้าน พร้อมปราบปรามลักลอบนำเข้าสินค้าผิดกฎหมายต่อเนื่อง
กรมสรรพสามิตบูรณาการความร่วมมือกับทัพเรือภาคที่ 2 และศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเลภาค 2 (ศรชล.ภาค 2) เดินหน้าปราบปรามการลักลอบนำเข้าสินค้าผิดกฎหมาย โดยสามารถสกัดจับขบวนการลักลอบนำเข้าบุหรี่ต่างประเทศที่ไม่ได้เสียภาษีในพื้นที่อ่าวไทย จับกุมผู้ต้องหาได้ 4 ราย พร้อมของกลางบุหรี่จำนวน 442,490 ซอง และเรือ 1 ลำ คิดเป็นมูลค่าภาษีที่รัฐสูญเสียกว่า 10.7 ล้านบาท และมีประมาณการค่าปรับสูงถึง 642.24 ล้านบาท
นายพรชัย ฐีระเวช อธิบดีกรมสรรพสามิต เปิดเผยว่า ปฏิบัติการครั้งนี้เป็นผลจากการลงพื้นที่ตรวจราชการและมอบนโยบายให้หน่วยงานในสังกัด โดยเฉพาะสำนักงานสรรพสามิตภาคที่ 9 และพื้นที่ใน 7 จังหวัดภาคใต้ตอนล่าง ให้เร่งยกระดับการเฝ้าระวังและปราบปรามสินค้าผิดกฎหมายอย่างเข้มงวด ภายใต้การกำกับดูแลของคณะผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง
ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการของกรมสรรพสามิต ได้ร่วมบูรณาการกำลังกับทัพเรือภาคที่ 2 และ ศรชล.ภาค 2 จนสามารถจับกุมขบวนการดังกล่าวได้ โดยจากการตรวจสอบพบว่า บุหรี่ของกลางเป็นสินค้านำเข้าจากต่างประเทศที่ไม่ได้ผ่านการเสียภาษี ถูกลักลอบขนส่งผ่านเส้นทางน่านน้ำอ่าวไทยจากประเทศเพื่อนบ้าน ก่อนนำเข้ามากระจายจำหน่ายในประเทศ เหตุเกิดในช่วงวันที่ 29–30 เมษายน 2569 จากนั้นเจ้าหน้าที่ได้ควบคุมเรือและผู้ต้องหาทั้งหมดเข้าตรวจสอบเพิ่มเติมที่ท่าเทียบเรือฐานทัพเรือสงขลา อำเภอเมือง จังหวัดสงขลา
“การกระทำดังกล่าวเข้าข่ายความผิดตามมาตรา 204 แห่งพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ. 2560 ในข้อหามีไว้เพื่อขายซึ่งสินค้าที่มิได้เสียภาษี โดยคิดเป็นมูลค่าความเสียหายด้านรายได้ภาษีของรัฐจำนวน 10,703,997 บาท และมีโทษปรับตามกฎหมายรวมกว่า 642,239,820 บาท เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการตรวจยึดและอายัดของกลางทั้งหมด เพื่อส่งดำเนินคดีตามขั้นตอนกฎหมายต่อไป”
อธิบดีกรมสรรพสามิตกล่าวเพิ่มเติมว่า พื้นที่อ่าวไทยและแนวชายแดนภาคใต้ถือเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญ ทั้งในมิติด้านความมั่นคง การค้า และเส้นทางลำเลียงสินค้า ซึ่งมักถูกใช้เป็นช่องทางลักลอบนำเข้าสินค้าผิดกฎหมาย โดยเฉพาะสินค้ายาสูบ กรมสรรพสามิตจึงให้ความสำคัญกับมาตรการเฝ้าระวังเชิงรุกอย่างต่อเนื่อง ครอบคลุมทั้งด่านชายแดน ท่าเรือ และเส้นทางธรรมชาติ ควบคู่กับการเสริมความร่วมมือกับหน่วยงานด้านความมั่นคง เพื่อปิดกั้นช่องโหว่ในการลักลอบนำเข้าสินค้า
“การบูรณาการความร่วมมือระหว่างหน่วยงานครั้งนี้ ช่วยยกระดับประสิทธิภาพในการสกัดกั้นสินค้าผิดกฎหมายได้อย่างเป็นรูปธรรม ไม่เพียงปกป้องรายได้ของรัฐและสร้างความเป็นธรรมในระบบภาษี แต่ยังช่วยลดผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชน และเสริมสร้างความเชื่อมั่นต่อระบบเศรษฐกิจและความมั่นคงของประเทศ”
ทั้งนี้ กรมสรรพสามิตยืนยันจะเดินหน้าปราบปรามการลักลอบนำเข้าสินค้าผิดกฎหมายอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในพื้นที่เสี่ยง เพื่อคุ้มครองผลประโยชน์ของประเทศในระยะยาว และรักษาเสถียรภาพของระบบเศรษฐกิจโดยรวม







