
ครม.วันนี้ ถกพ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน ประคองศก. ลุยไทยช่วยไทยพลัส
วาระครม. 5 พ.ค.2569 กระทรวงการคลัง เสนอ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท รับวิกฤตเศรษฐกิจจากตะวันออกกลาง ‘เอกนิติ’ หวังวงเงินพอไม่เกินกรอบหนี้สาธารณะ พร้อมลุยไทยช่วยไทยพลัส คนละครึ่งรอครม.นัดหน้า
KEY
POINTS
- ครม. เตรียมพิจารณาอนุมัติ พ.ร.ก. กู้เงิน 4 แสนล้านบาท เพื่อรับมือผลกระทบจากวิกฤตเศรษฐกิจ
- วงเงินกู้จะถูกแบ่งเป็น 2 ส่วน คือ 2 แสนล้านบาทสำหรับเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ และอีก 2 แสนล้านบาทสำหรับปรับโครงสร้างเศรษฐกิจระยะยาว
- เงินส่วนเยียวยาจะใช้ในโครงการ "ไทยช่วยไทยพลัส" (คนละครึ่งพลัส) โดยรัฐช่วยจ่าย 60% และช่วยเหลือผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ
5 พฤษภาคม 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) โดยกระทรวงการคลังเตรียมเสนอร่างพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน กรอบวงเงิน 400,000 ล้านบาท เพื่อรองรับวิกฤตเศรษฐกิจจากผลกระทบความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง ให้ที่ประชุมพิจารณาเห็นชอบ
แหล่งข่าวจากทำเนียบรัฐบาล ระบุว่า การออก พ.ร.ก.กู้เงินครั้งนี้ กระทรวงการคลังได้ปรับลดวงเงินลงจากประมาณการเดิมเล็กน้อย จากเดิมคาดว่าจะออกพ.ร.ก.กู้เงิน 500,000 ล้านบาท ลดลงเหลือ 400,000 ล้านบาท โดยนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้รายงานเรื่องนี้ให้นายกรัฐมนตรี รับทราบแล้ว และนายกฯ ก็ไม่ขัดข้อง
สำหรับเหตุผลของการกำหนดวงเงินไว้ 400,000 ล้านบาท กระทรวงการคลัง มองว่า จะเพียงพอในการรองรับวิกฤตเศรษฐกิจได้ในระยะแรก อีกทั้งวงเงินดังกล่าว ยังไม่เกินกรอบวินัยการเงินการคลัง โดยการกู้เงินมาครั้งนี้มีเป้าหมายการใช้เงินที่ชัดเจน 2 ส่วน คือ ใช้เยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากวิกฤตครั้งนี้ทุกกลุ่ม อีกส่วนคือการใช้เงินเพื่อปรับโครงสร้างเศรษฐกิจในระยะยาว เพราะถ้าไม่เร่งดำเนินการก็อาจมีความเสี่ยงทำให้เกิด Stagflation กับเศรษฐกิจไทยได้
“เหตุผลที่ตั้งกรอบวงเงินเอาไว้ 400,000 ล้านบาท รัฐบาลแจ้งว่า ต้องการส่งสัญญาณบวกต่อนานาชาติให้เห็นว่ารัฐบาลไม่เลือกการกู้เงินจนชนเพดานหนี้สาธารณะต่อจีดีพีที่ 70% เพราะด้วยกรอบวงเงินนี้จะทำให้สัดส่วนหนี้จะอยู่ที่ 68% เท่านั้น แต่ถ้าอนาคตสถานการณ์ยืดเยื้อและมีความจำเป็นต้องใช้เงิน รัฐบาลก็พร้อมพิจารณาขยายเพดานหนี้ ซึ่งถือเป็นแนวทางที่เหมาะสมกว่าการกู้เงินมาตุนไว้เกินความจำเป็น”แหล่งข่าว ระบุ
สำหรับแนวทางการใช้เงินทั้ง 400,000 ล้านบาทนั้น แหล่งข่าวระบุว่า จะแบ่งเป็น 2 ส่วน ส่วนแรก วงเงินประมาณ 200,000 ล้านบาท รัฐบาลวางแผนใช้เงินดูแลกลุ่มเปราะบาง รวมทั้งผู้ได้รับผลกระทบกลุ่มต่าง ๆ เน้นการช่วยเหลือเรื่องค่าครองชีพ โดยปรับรูปแบบโครงการคนละครึ่งพลัส จากเดิม 50:50 เป็น 60:40 คนละ 4,000 บาท รวม 30 ล้านคน โดยจะเสนอเข้าครม. ครั้งต่อไปในวันที่ 12 พ.ค.นี้ หลังจาก พ.ร.ก. กู้เงิน ผ่านความเห็นชอบเรียบร้อยแล้ว
อีกมาตรการในกลุ่มแรก คือ การดูแลกลุ่มผู้มีรายได้น้อยที่มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ โดยกระทรวงการคลังเตรียมจะเปิดลงทะเบียนใหม่ เพื่อทบทวนข้อมูลผู้ถือบัตรในปัจจุบันมีมีอยู่ในระบบ 13.2 ล้านคน เนื่องจากฐานข้อมูลเดิมไม่ได้ถูกปรับปรุงมานานกว่า 9 ปี เพื่อให้เงินช่วยเหลือได้ตรงกลุ่มเป้าหมายมากที่สุด
ส่วนวงเงินที่เหลืออีก 200,000 ล้านบาท เป็นการใช้เงินเพื่อปรับโครงสร้างเศรษฐกิจในระยะยาว เช่น การเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานสะอาด เป็นต้น รวมทั้งโครงการอื่น ๆ ที่มุ่งเน้นการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ เบื้องต้นจะตั้งคณะกรรมการกลั่นกรองโครงการจะเสนอขอใช้เงินดังกล่าวให้เกิดประโชน์สูงสุด และตรงตามแนวทางการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจเพื่อรองรับผลกระทบในระยะยาวอย่างแท้จริง ซึ่งคณะกรรมการชุดนี้ จะมีปลัดกระทรวงการคลัง เป็นประธาน







