thansettakij
thansettakij
เคลียร์ชัด โครงสร้างค่าไฟบ้านใหม่ เริ่มมิ.ย.นี้ เกิน 500 หน่วยต้องจ่ายแพงขึ้น

เคลียร์ชัด โครงสร้างค่าไฟบ้านใหม่ เริ่มมิ.ย.นี้ เกิน 500 หน่วยต้องจ่ายแพงขึ้น

01 พ.ค. 69 | 06:12 น.
อัปเดตล่าสุด :01 พ.ค. 69 | 06:30 น.

รัฐบาลเร่งเดินหน้า โครงสร้างค่าไฟใหม่ ดีเดย์ มิ.ย.69 ชี้ 200 หน่วยแรก ไม่เกิน 3 บาทต่อหน่วย ลดภาระกลุ่มใช้ไฟน้อย ลั่น 90% ครัวเรือนได้อานิสงส์ แต่ผู้ใช้ไฟเกิน 500 หน่วยต้องจ่ายแพงขึ้น

KEY

POINTS

  • รัฐเตรียมใช้โครงสร้างค่าไฟแบบขั้นบันไดใหม่ เริ่มมิถุนายน 2569 โดย 200 หน่วยแรกไม่เกิน 3 บาทต่อหน่วย ช่วยลดภาระครัวเรือนส่วนใหญ่ (ราว 90%) แต่ผู้ใช้ไฟเกิน 500 หน่วยมีแนวโน้มต้องจ่ายแพงขึ้น
  • นโยบายมุ่งช่วยกลุ่มรายได้น้อยและผู้ใช้ไฟระดับต่ำ–กลาง ควบคู่กับการออกแบบราคาให้สะท้อนต้นทุนจริง และกระตุ้นให้เกิดการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
  • ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่ามาตรการอาจกระทบกลุ่มใช้ไฟสูง เช่น SMEs หรือครัวเรือนทำธุรกิจ และหากไม่ปฏิรูปโครงสร้างต้นทุนพลังงานจริง อาจกลายเป็นเพียงการแก้ปัญหาระยะสั้นที่เพิ่มภาระการเงินในอนาคต

การปรับโครงสร้างอัตราค่าไฟฟ้าใหม่ของภาครัฐกำลังเป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจอย่างกว้างขวาง หลังที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 28 เมษายน 2569 มีมติเห็นชอบกำหนดวาระแห่งชาติด้านพลังงาน โดยเน้นแนวทางการบรรเทาผลกระทบจากราคาพลังงานที่ผันผวน และการส่งเสริมการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ 

นายเอกณัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานเปิดเผยว่ามติคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ(กพช.)เมื่อวันที่ 29 เม.ย.ว่า เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของกระบวนการปรับโครงสร้างค่าไฟฟ้า โดยในส่วนของอัตราค่าไฟฟ้าสำหรับการใช้ไฟฟ้าเกินกว่า 200 หน่วยขึ้นไป ยังอยู่ระหว่างการหารือในรายละเอียด โดยได้มอบหมายให้คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ไปดำเนินการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ การไฟฟ้าฝ่ายจำหน่ายทั้ง 3 แห่ง เพื่อพิจารณาความเหมาะสมของอัตราในแต่ละช่วงการใช้ไฟฟ้าให้สอดคล้องกับต้นทุนและพฤติกรรมการใช้ไฟฟ้า 

นายเอกณัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน

ทั้งนี้ โครงสร้างค่าไฟฟ้าใหม่ยังคงยึดหลักการจัดเก็บแบบอัตราก้าวหน้า (Progressive Rate) เช่นเดิม แต่มีการปรับช่วงขั้นบันไดการใช้ไฟฟ้า โดยขยายช่วงแรกจากเดิม 0–150 หน่วย เป็น 0–200 หน่วย เพื่อให้ครอบคลุมผู้ใช้ไฟฟ้าส่วนใหญ่มากขึ้น ขณะที่ช่วงถัดไปยังคงอยู่ในกรอบใกล้เคียงกับโครงสร้างเดิม ส่วนการกำหนดอัตราที่ชัดเจนในแต่ละขั้นยังต้องรอข้อสรุปจากการศึกษาเพิ่มเติม 


  

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานระบุว่า การปรับโครงสร้างครั้งนี้มีเป้าหมายสำคัญเพื่อให้ผู้ใช้ไฟฟ้าภาคครัวเรือน โดยเฉพาะกลุ่มที่มีการใช้ไฟฟ้าในระดับต่ำถึงปานกลาง ได้รับประโยชน์จากค่าไฟฟ้าที่ลดลงอย่างเป็นรูปธรรม โดยประเมินว่า กว่า 90% ของครัวเรือนทั้งหมด หรือประมาณ 21 ล้านครัวเรือน จากทั้งประเทศราว 23 ล้านครัวเรือน จะมีภาระค่าไฟฟ้าลดลง หากมีการใช้ไฟฟ้าไม่เกินประมาณ 500 หน่วยต่อเดือน 

นายเอกณัฏย้ำว่า ในเชิงโครงสร้าง กลุ่มผู้ใช้ไฟฟ้าที่ใช้ไฟฟ้าต่ำกว่า 200 หน่วยต่อเดือนจะได้รับประโยชน์สูงสุดจากอัตราใหม่ ขณะที่ ผู้ใช้ไฟฟ้าในระดับ 200–400 หน่วยยังคงได้รับผลบวกจากการปรับขั้นบันได ส่วนกลุ่มที่ใช้ไฟฟ้าสูงกว่า 500 หน่วยขึ้นไป อาจเผชิญภาระค่าไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นตามโครงสร้างอัตราก้าวหน้า ซึ่งสะท้อนหลักการกระจายภาระต้นทุนอย่างเป็นธรรม 

อย่างไรก็ดี การปรับโครงสร้างค่าไฟฟ้าในครั้งนี้จำกัดเฉพาะผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทบ้านอยู่อาศัยเท่านั้น โดยไม่ครอบคลุมภาคธุรกิจ ร้านค้า หรือภาคอุตสาหกรรม ซึ่งยังคงใช้อัตราค่าไฟฟ้าตามที่คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงานประกาศไว้ก่อนหน้านี้ โดยอัตราที่ประกาศดังกล่าวเป็นค่าเฉลี่ยของผู้ใช้ไฟฟ้าทุกประเภททั่วประเทศ 

นอกจากการปรับอัตราค่าไฟฟ้าแล้ว ภาครัฐยังเดินหน้ามาตรการควบคู่เพื่อแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างของระบบพลังงาน โดยมุ่งลดการพึ่งพาก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ซึ่งมีต้นทุนสูง และส่งเสริมการใช้พลังงานหมุนเวียน โดยเฉพาะการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ในภาคครัวเรือน ผ่านการผ่อนคลายข้อจำกัดด้านกฎระเบียบ การเปิดโอกาสให้ขายไฟฟ้าคืนเข้าสู่ระบบ รวมถึงการจัดทำมาตรการทางการเงินเพื่อช่วยลดภาระการลงทุนเริ่มต้น 

ในระยะต่อไป หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะเร่งพิจารณารายละเอียดของอัตราค่าไฟฟ้าในแต่ละช่วงการใช้ไฟฟ้า เพื่อให้ได้ข้อสรุปที่ชัดเจนก่อนนำไปบังคับใช้ โดยคาดว่าการปรับโครงสร้างใหม่จะเป็นเครื่องมือสำคัญในการลดภาระค่าครองชีพของประชาชน ควบคู่ไปกับการวางรากฐานระบบพลังงานที่มีความยั่งยืนมากขึ้นในระยะยาว 

สำหรับเดือนพฤษภาคม 2569 ที่โครงสร้างค่าไฟใหม่ยังไม่ได้ประกาศบังคับใช้นั้น หากเป็นไปตามที่กกพ. ประกาศเห็นชอบค่าไฟงวดพฤษภาคม-สิงหาคม 2569 จะอยู่ที่ 3.95 บาทต่อหน่วย โดยเป็นกำหนดค่าไฟฟ้าโดยอัตโนมัติ หรือค่าเอฟที (Ft) เรียกเก็บที่ 16.23 สตางค์ต่อหน่วย ซึ่งเมื่อรวมกับค่าไฟฟ้าฐานที่ 3.78 บาทต่อหน่วย ส่งผลให้ค่าไฟฟ้าเรียกเก็บเฉลี่ยอยู่ที่ 3.95 บาทต่อหน่วย(ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) 

ดร.พูลพัฒน์ ลีสมบัติไพบูลย์ เลขาธิการ กกพ. ระบุว่า ค่าเอฟทีดังกล่าวสะท้อนแนวโน้มต้นทุนเชื้อเพลิง และค่าซื้อไฟฟ้าในงวดเดือนพฤษภาคม–สิงหาคม 2569 จำนวน 29.66 สตางค์ต่อหน่วย โดยที่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) จะยังคงรับภาระต้นทุนคงค้าง (AF) สะสม 35,928 ล้านบาทไว้แทนประชาชน

ดร.พูลพัฒน์ ลีสมบัติไพบูลย์ เลขาธิการ กกพ.

ควบคู่กับการที่ กกพ. พิจารณานำเงินเรียกคืนผลประโยชน์ส่วนเกิน (Claw back) ประมาณ 9,472 ล้านบาท หรือคิดเป็น 13.43 สตางค์ต่อหน่วย มาช่วยลดภาระค่าไฟฟ้า ในช่วงสถานการณ์พลังงานโลกที่ยังมีความผันผวน จากเหตุการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลาง  

ด้านดร.อารีพร อัศวินพงศ์พันธ์ นักวิชาการนโยบายพลังงาน สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย หรือทีดีอาร์ไอ (TDRI) ให้ความเห็นกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า มาตรการนี้ครอบคลุมครัวเรือนส่วนใหญ่ โดยประมาณ 80% ของผู้ใช้ไฟฟ้าจะได้ประโยชน์ แบ่งเป็น กลุ่มที่ใช้ไฟต่ำกว่า 200 หน่วย (65%) และกลุ่มที่ใช้ระหว่าง 200-400 หน่วย (อีก 20%) 

ดร.อารีพร อัศวินพงศ์พันธ์ นักวิชาการนโยบายพลังงาน สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย หรือทีดีอาร์ไอ (TDRI)
 

ส่วนกลุ่มธุรกิจขนาดเล็ก (SMEs) หรือครัวเรือนที่ประกอบธุรกิจแต่ไม่ได้จดทะเบียน จะได้รับผลกระทบหนักเนื่องจากมักใช้ไฟเกิน 500 หน่วยซึ่งอาจต้องจ่ายในอัตราที่สูงกว่า 5 บาท 

 “ต้องเรียนว่ามาตรการนี้ ถือเป็นมาตรการที่ดีในการช่วยเหลือกลุ่มผู้มีรายได้น้อย แต่มองว่า รัฐควรจัดกลุ่มเป้าหมายให้ชัดเจนมากกว่าการหว่านแห โดยมุ่งเน้นช่วยผู้ยากจนจริง ซึ่งควรจำกัดมาตรการช่วยเหลือเฉพาะครัวเรือนที่ยากจนและเดือดร้อนจริง”ดร.อารีพรกล่าว 

สำหรับกลุ่มที่ไม่เดือดร้อนมากหรือชนชั้นกลาง ควรให้จ่ายค่าไฟในอัตราปกติหรือ 3.95 บาท เพื่อลดภาระงบประมาณภาครัฐ และช่วยให้กลุ่มที่ใช้ไฟมากไม่ต้องรับภาระค่าไฟที่สูงเกินไป ขณะที่แนวทางการจัดการค่าไฟของภาคอุตสาหกรรมควรแยกออกจากภาคครัวเรือนอย่างชัดเจนไม่ควรนำมารวมกัน  

อย่างไรก็ตาม การลดค่าไฟในลักษณะดังกล่าวนี้อาจเป็นเพียงการแก้ปัญหาระยะสั้น แต่จะสร้างภาระหนี้ในระยะยาว ซึ่งท้ายที่สุดประชาชนก็ต้องกลับมาจ่ายหนี้นี้อยู่ดี ทางออกที่ยั่งยืนก็คือ รัฐบาลควรเร่งปฏิรูปโครงสร้างราคา เพื่อให้สะท้อนต้นทุนที่แท้จริง และหาทางทำให้ต้นทุนการผลิตไฟฟ้าของประเทศถูกลงกว่าที่เป็นอยู่ 

สำหรับการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป สำหรับบ้านที่ใช้ไฟมากนั้น มีทั้งข้อดีและข้อจำกัด การติดโซลาร์เป็นทางเลือกที่ดีสำหรับผู้มีกำลังทรัพย์ แต่ยังมีอุปสรรคเรื่องราคาติดตั้งที่สูง และหากไม่มีแบตเตอรี่จะผลิตไฟได้เฉพาะกลางวัน สิ่งที่รัฐควรสนับสนุนจะต้องจัดหาสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ เพื่อช่วยเรื่องการติดตั้ง รวมถึงสนับสนุนมาตรการประหยัดพลังงานอื่น เช่น เครื่องใช้ไฟฟ้าเบอร์ 5 ราคาประหยัด

เคลียร์ชัด โครงสร้างค่าไฟบ้านใหม่ เริ่มมิ.ย.นี้ เกิน 500 หน่วยต้องจ่ายแพงขึ้น

รายงานระบวุ่า การปรับโครงสร้างอัตราค่าไฟฟ้าใหม่ของภาครัฐกำลังเดินหน้าอย่างเป็นรูปธรรม ภายใต้เป้าหมายสำคัญในการบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชน และเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานในระยะยาว

หนึ่งในมาตรการหลักคือ การปรับปรุงอัตราค่าไฟฟ้าแบบก้าวหน้า (Progressive Rate) สำหรับผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทบ้านอยู่อาศัย ให้การใช้ไฟฟ้า 200 หน่วยแรก มีอัตราไม่เกิน 3 บาทต่อหน่วย ซึ่งมีกำหนดให้แล้วเสร็จภายในเดือนมิถุนายน 2569 โดยได้รับความเห็นชอบจากที่่ประชุม กพช. เมื่อวันที่ 29 เมษายน 2569 โดยมี อนุทิน ชาญวีรกุล เป็นประธาน  

กพช.ระบุว่า การปรับโครงสร้างค่าไฟครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อให้ความช่วยเหลือด้านค่าไฟฟ้า “ตรงกลุ่มและยั่งยืน” มากขึ้น โดยเน้นการออกแบบอัตราค่าไฟแบบก้าวหน้าให้สอดคล้องกับพฤติกรรมการใช้ไฟฟ้า พร้อมทั้งจูงใจให้เกิดการใช้พลังงานอย่างประหยัดและมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ใช้ไฟฟ้าภาคครัวเรือน ซึ่งเป็นฐานผู้ใช้ไฟฟ้าหลักของประเทศ 

ภายใต้มติดังกล่าว อัตราค่าไฟฟ้าสำหรับ 200 หน่วยแรกจะถูกกำหนดไม่เกิน 3 บาทต่อหน่วย ขณะที่การใช้ไฟฟ้าที่เกินจากนั้นจะยังคงเป็นอัตราก้าวหน้าในลักษณะขั้นบันได เพื่อสะท้อนต้นทุนและส่งเสริมการประหยัดพลังงาน

อย่างไรก็ดี รายละเอียดของอัตราในแต่ละช่วงยังอยู่ระหว่างการพิจารณา โดยมอบหมายให้กกพ.ร่วมกับ การไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) และ การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) เร่งออกแบบโครงสร้างอัตราค่าไฟใหม่ให้สอดคล้องกับนโยบายและกรอบกฎหมายที่เกี่ยวข้อง 

นอกจากนี้ กพช. ยังมอบหมายให้ กกพ. กำกับดูแลกลไกการชดเชยและอุดหนุนรายได้ระหว่างผู้รับใบอนุญาตให้มีความเป็นธรรม โดยคำนึงถึงสถานะทางการเงินของแต่ละหน่วยงาน เพื่อไม่ให้การปรับโครงสร้างค่าไฟกระทบต่อเสถียรภาพของระบบพลังงานโดยรวม  

ในระยะสั้น ภาครัฐยังมีมาตรการบรรเทาภาระค่าไฟเพิ่มเติม โดยให้นำเงิน Bypass Gas จำนวนกว่า 369 ล้านบาท มาใช้เป็นส่วนลดค่าไฟฟ้าผันแปร (Ft) สำหรับงวดเดือนพฤษภาคมถึงสิงหาคม 2569 สำหรับผู้ใช้ไฟฟ้าภาคครัวเรือนที่ใช้ไฟไม่เกิน 200 หน่วยต่อเดือน 

ควบคู่กันนี้ ยังมีการผลักดันมาตรการด้านพลังงานหมุนเวียน โดยเฉพาะการส่งเสริมการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคา (โซลาร์รูฟท็อป) ในภาคประชาชน ซึ่ง กพช. ได้เห็นชอบแนวทางการรับซื้อไฟฟ้าส่วนเกินจากครัวเรือนในรูปแบบ Net Billing โดยกำหนดเป้าหมายรับซื้อรวมไม่เกิน 500 เมกะวัตต์ ในอัตรา 2.20 บาทต่อหน่วย เป็นระยะเวลา 10 ปี 

ขณะเดียวกัน ยังมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งออกระเบียบและปรับปรุงโครงข่ายไฟฟ้า รวมถึงระบบจำหน่ายและอุปกรณ์ต่าง ๆ เพื่อรองรับการขยายตัวของพลังงานแสงอาทิตย์ภาคครัวเรือน โดยไม่กระทบต่อความมั่นคงของระบบไฟฟ้าของประเทศ

 

หน้า 1  หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 4,197 วันที่ 3 - 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2569