
นโยบาย ’ค่าไฟใหม่’ เสี่ยงพอกหนี้ TDRI จี้ปฏิรูปโครงสร้างพลังงาน
นโยบาย ’ค่าไฟใหม่’ เสี่ยงพอกหนี้ TDRI จี้ปฏิรูปโครงสร้างพลังงาน แนะรัฐเลิกหว่านแหค่าไฟ มุ่งช่วยกลุ่มเปราะบางตัวจริง ชี้ ชี้มาตรการช่วย 80% ครัวเรือน แต่กระทบ SMEs หนัก
KEY
POINTS
- รัฐบาลเห็นชอบนโยบายค่าไฟฟ้าใหม่แบบขั้นบันไดสำหรับบ้านอยู่อาศัย โดยกำหนดให้การใช้ไฟ 200 หน่วยแรกมีอัตราไม่เกิน 3 บาทต่อหน่วย
- TDRI ชี้ว่านโยบายลดค่าไฟดังกล่าวเป็นเพียงการแก้ปัญหาระยะสั้น แต่จะสร้างภาระหนี้สินให้ภาครัฐในระยะยาว ซึ่งท้ายที่สุดประชาชนต้องเป็นผู้รับภาระ
- TDRI เสนอให้รัฐบาลเร่งปฏิรูปโครงสร้างราคาพลังงานให้สะท้อนต้นทุนที่แท้จริง และควรมีมาตรการช่วยเหลือที่ตรงเป้าหมายเฉพาะกลุ่มผู้มีรายได้น้อย
การประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ล่าสุดวันที่ 28 เมษายน 2569 ได้มีมติเห็นชอบการกำหนดวาระแห่งชาติด้านพลังงาน โดยเน้นแนวทางการบรรเทาผลกระทบจากราคาพลังงานที่ผันผวน และการส่งเสริมการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ
หนึ่งในนั้นคือ การปรับปรุงอัตราค่าไฟฟ้าแบบก้าวหน้า สำหรับผู้ใช้ไฟฟ้าบ้านอยู่อาศัย ให้การใช้ไฟฟ้า 200 หน่วยแรก อัตราไม่เกิน 3 บาทต่อหน่วย ภายในเดือนมิถุนายน 2569 โดยจะเสนอต่อที่ประชุมคณะกรรมการพลังงานแห่งชาติ (กพช.) วันที่ 29 เมษายน 2569
ส่วนการประชุม กพช. เมื่อวันที่ 29 เมทษายน 2569 ซึ่งมี นายอนุทิน ชาญวีรกุล นายกรัฐมนตรี เป็นประธานได้มีมติเห็นชอบ 2 วาระสำคัญด้านพลังงาน ซึ่งดำเนินการตามมติ ครม. เมื่อวันที่ 28 เมษายน 2569 ที่เห็นชอบในหลักการวาระแห่งชาติด้านพลังงานได้แก่
การปรับปรุงนโยบายอัตราค่าไฟฟ้าสำหรับผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทบ้านอยู่อาศัย โดยเห็นชอบอัตราค่าไฟฟ้าแบบก้าวหน้า (Progressive Rate) สำหรับการใช้ไฟฟ้า 200 หน่วยแรก ในอัตราไม่เกิน 3 บาทต่อหน่วย และการใช้ไฟฟ้าที่มากกว่า 200 หน่วยขึ้นไปเป็นอัตราก้าวหน้าที่สะท้อนและส่งเสริมให้เกิดการใช้ไฟฟ้าอย่างประหยัดและมีประสิทธิภาพที่เพิ่มขึ้น
อย่างไรก็ดี ได้มอบหมายคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ร่วมกับ การไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) ดำเนินการปรับปรุงการออกแบบอัตราค่าไฟฟ้าแบบก้าวหน้า (Progressive Rate) ให้เป็นไปตามนโยบายและกฎหมายว่าด้วยการประกอบกิจการพลังงาน ให้แล้วเสร็จภายในเดือนมิถุนายน 2569 ตาม
นอกจากนี้ ยังเห็นชอบการส่งเสริมการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนหลังคา (Solar Rooftop)ภาคประชาชนผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทบ้านอยู่อาศัย โดย กพช. มีมติสำคัญ ประกอบด้วย
การรับซื้อไฟฟ้าส่วนเกินจากประชาชนที่ติดตั้งโซลาร์เซลล์บนหลังคาที่พักอาศัย รูปแบบ Net Billing เป้าหมายรับซื้อรวมทั้งประเทศไม่เกิน 500 เมกะวัตต์ โดยกำหนดปริมาณไฟฟ้าเสนอขายต่อมิเตอร์ไม่เกิน 5 กิโลวัตต์ โดยการไฟฟ้าฝ่ายจำหน่ายจะรับซื้อไฟฟ้าในอัตรา 2.20 บาท/หน่วย มีระยะเวลารับซื้อ 10 ปี
รวมถึงมอบหมาย กกพ. ออกระเบียบและประกาศรับซื้อไฟฟ้าตามแนวทางดังกล่าว ให้แล้วเสร็จภายในเดือนมิถุนายน 2569 และให้กฟผ. กฟภ. และ กฟน. ปรับปรุงข้อกำหนดโครงข่ายไฟฟ้า (Grid Code) พร้อมระบบจำหน่าย สถานีไฟฟ้า และอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้อง เพื่อรองรับเป้าหมายโซลาร์ภาคประชาชนโดยไม่กระทบต่อความมั่นคงระบบไฟฟ้าของประเทศ
ต่อกรณีดังกล่าวดร.อารีพร อัศวินพงศ์พันธ์ นักวิชาการนโยบายพลังงาน สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย หรือทีดีอาร์ไอ (TDRI) ให้ความเห็นกับ “ฐานเศรษฐกิจ ว่า กลุ่มที่ได้ประโยชน์: มาตรการนี้ครอบคลุมครัวเรือนส่วนใหญ่ โดยประมาณ 80% ของผู้ใช้ไฟฟ้าจะได้ประโยชน์ แบ่งเป็นกลุ่มที่ใช้ไฟต่ำกว่า 200 หน่วย (65%) และกลุ่มที่ใช้ระหว่าง 200-400 หน่วย (อีก 20%)
ส่วนกลุ่มที่ได้รับผลกระทบ คือกลุ่มธุรกิจขนาดเล็ก (SMEs) หรือครัวเรือนที่ประกอบธุรกิจแต่ไม่ได้จดทะเบียน จะได้รับผลกระทบหนักเนื่องจากมักใช้ไฟเกิน 500 หน่วย ซึ่งอาจต้องจ่ายในอัตราที่สูงกว่า 5 บาท
อย่างไรก็ตาม ต้องเรียนว่ามาตรการดังกล่าวถือเป็นมาตรการที่ดีในการช่วยเหลือกลุ่มผู้มีรายได้น้อย แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็มองว่ารัฐควรจัดกลุ่มเป้าหมาย (Target Group) ให้ชัดเจนมากกว่าการหว่านแห โดยมุ่งเน้นช่วยผู้ยากจนจริง ซึ่งควรจำกัดมาตรการช่วยเหลือเฉพาะครัวเรือนที่ยากจนและเดือดร้อนจริง
สำหรับกลุ่มที่ไม่เดือดร้อนมากหรือชนชั้นกลาง ควรให้จ่ายค่าไฟใน อัตราปกติ หรือ3.95 บาท เพื่อลดภาระงบประมาณภาครัฐ และช่วยให้กลุ่มที่ใช้ไฟมากไม่ต้องรับภาระค่าไฟที่สูงเกินไป ขณะที่แนวทางการจัดการค่าไฟของภาคอุตสาหกรรมควรแยกออกจากภาคครัวเรือนอย่างชัดเจน ไม่ควรนำมารวมกัน
ดร.อารีพร กล่าวต่อไปอีกว่า ความเสี่ยงของมาตรการระยะสั้นนั้น การลดค่าไฟในลักษณะดังกล่าวนี้อาจเป็นเพียงการแก้ปัญหาระยะสั้น แต่จะ สร้างภาระหนี้ในระยะยาว ซึ่งท้ายที่สุดประชาชนก็ต้องกลับมาจ่ายหนี้นี้อยู่ดี
ทางออกที่ยั่งยืนก็คือรัฐบาลควร เร่งปฏิรูปโครงสร้างราคา เพื่อให้สะท้อนต้นทุนที่แท้จริง และหาทางทำให้ต้นทุนการผลิตไฟฟ้าของประเทศถูกลงกว่าที่เป็นอยู่
หากถามถึงแนวทางการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปสำหรับบ้านที่ใช้ไฟมากนั้น มองว่ามีทั้งข้อดีและข้อจำกัด โดยการติดโซลาร์เป็นทางเลือกที่ดีสำหรับผู้มีกำลังทรัพย์ แต่ยังมีอุปสรรคเรื่องราคาการติดตั้งที่สูง และหากไม่มีแบตเตอรี่จะผลิตไฟได้เฉพาะกลางวันซึ่งเป็นช่วงที่ประชาชนส่วนใหญ่ไม่อยู่บ้าน
สิ่งที่รัฐควรสนับสนุนนั้น จะต้องจัดหาสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ เพื่อช่วยเรื่องต้นทุนการติดตั้ง รวมถึงสนับสนุนมาตรการประหยัดพลังงานอื่น เช่น เครื่องใช้ไฟฟ้าเบอร์ 5 ราคาประหยัด
ด้านราคารับซื้อไฟคืนที่ประกาศล่าสุดอยู่ที่ 2.20 บาท ถือว่าเหมาะสมเพราะเป็นราคาต้นทุน แต่โควตารับซื้อรวม 500 เมกะวัตต์อาจยังไม่เพียงพอ และควรทยอยเพิ่มขึ้นตามความสามารถของระบบโครงข่ายไฟฟ้า







