thansettakij
thansettakij
เศรษฐาแนะดันไทยอีคอนอมิคส์ฮับ เร่งเปลี่ยน Safe Haven สู่ฐานลงทุนระยะยาว

เศรษฐาแนะดันไทยอีคอนอมิคส์ฮับ เร่งเปลี่ยน Safe Haven สู่ฐานลงทุนระยะยาว

30 เม.ย. 69 | 15:06 น.
อัปเดตล่าสุด :30 เม.ย. 69 | 15:17 น.

“เศรษฐา” ชี้กระแสย้ายความมั่งคั่งโลกเป็นโอกาสไทย เร่งปรับบทบาทจาก Safe Haven สู่ฐานลงทุนระยะยาว วางกติกาชัด พัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และยกระดับทักษะแรงงาน ดึงดูดทุนคุณภาพสู่ประเทศ

KEY

POINTS

  • นายเศรษฐาเสนอให้ไทยใช้ประโยชน์จากกระแสการย้ายถิ่นของความมั่งคั่ง (Wealth Migration) เพื่อยกระดับประเทศจาก Safe Haven สู่การเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจ (Economic Hub) และฐานการลงทุนระยะยาว
  • ชี้ว่าไทยต้องสร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุนผ่านกฎกติกาและนโยบายที่ต่อเนื่องและคาดการณ์ได้ เพื่อดึงดูดการลงทุนโดยตรงระยะยาว (FDI) แทนที่เงินทุนระยะสั้น
  • เน้นย้ำถึงความจำเป็นในการเร่งพัฒนาทักษะแรงงานและโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อรองรับเศรษฐกิจใหม่ และเพื่อให้คนไทยได้รับประโยชน์จากการเปลี่ยนแปลงนี้โดยไม่สร้างความเหลื่อมล้ำเพิ่มขึ้น

วันที่ 30 เมษายน 2569 นายเศรษฐา ทวีสิน อดีตนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงแนวโน้มการย้ายถิ่นของความมั่งคั่ง (Wealth Migration) ที่กำลังเป็นปรากฏการณ์สำคัญของเศรษฐกิจโลก ว่า ไทยมีโอกาสใช้กระแสดังกล่าวเป็นแรงส่งสู่การยกระดับประเทศ หากสามารถต่อยอดจากการเป็น Safe Haven ไปสู่การเป็น Economic Hub 

ข้อมูลจาก Henley & Partners คาดการณ์ว่าในปี 2025 จะมีมหาเศรษฐีกว่า 142,000 คนทั่วโลกย้ายถิ่นฐาน ซึ่งเป็นระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ สะท้อนการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจโลก ที่เงินทุนและบุคคลสามารถเลือกที่อยู่และฐานการลงทุนได้มากขึ้น

นี่ไม่ใช่เพียงการย้ายถิ่นของคน แต่คือการแข่งขันระหว่างประเทศในการดึงดูดคนเก่ง เงินทุน และโอกาสทางเศรษฐกิจ อดีตนายกรัฐมนตรีได้กล่าวไว้

ประเทศอย่างสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ สิงคโปร์ และออสเตรเลีย กลายเป็นปลายทางสำคัญของกระแสดังกล่าว เพราะสามารถสร้างความเชื่อมั่นผ่านนโยบาย กฎเกณฑ์ด้านภาษี และคุณภาพชีวิตอย่างต่อเนื่อง

สำหรับประเทศไทย นายเศรษฐามองว่า ไทยเริ่มปรากฏอยู่ในเรดาร์ของการเคลื่อนย้ายนี้มากขึ้น สะท้อนจากความต้องการซื้อที่อยู่อาศัยของชาวต่างชาติที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในกรุงเทพฯ และภูเก็ต รวมถึงความสนใจต่อโครงการ Long-Term Resident Visa (LTR Visa) ซึ่งมีผู้สมัครหลายหมื่นรายในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ตามข้อมูลของ BOI

นายเศรษฐากล่าวอีกว่า ประเทศไทยยังต้องพัฒนาเพื่อเปลี่ยนจากที่พักไปสู่จุดหมายระยะยาวของนักลงทุนประเทศที่ดึงดูดเงินทุนระยะยาวได้ ไม่ใช่ประเทศที่ไม่มีความเสี่ยง แต่คือประเทศที่คาดการณ์ได้ มีความต่อเนื่องของกติกา และสร้างความมั่นใจได้

ข้อมูลจาก World Bank และธนาคารแห่งประเทศไทยที่สะท้อนว่า เงินทุนส่วนหนึ่งที่ไหลเข้าสู่ประเทศกำลังพัฒนายังเป็นการลงทุนระยะสั้น (Portfolio Flows) มากกว่าการลงทุนโดยตรง (FDI) ซึ่งเป็นโจทย์สำคัญที่ไทยต้องเร่งแก้ หากต้องการยกระดับคุณภาพของเงินทุนที่เข้าประเทศ

นายเศรษฐากล่าวเพิ่มเติมว่า การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ไม่ใช่เพียงเรื่องของการดึงดูดทุนต่างชาติ แต่ยังเกี่ยวข้องกับความพร้อมของไทยในการรองรับเศรษฐกิจชุดใหม่ที่เชื่อมโยงกับโลก และขับเคลื่อนด้วยทักษะรูปแบบใหม่ ขณะที่ข้อมูลจากสำนักงานสภาพัฒน์ฯ ระบุว่าแรงงานไทยกว่า 70% ยังอยู่ในกลุ่มทักษะระดับกลางถึงต่ำ และยังกล่าวเตือนว่า

หากไทยไม่เร่งยกระดับทักษะแรงงานและสร้างการเชื่อมโยงระหว่างทุนระดับโลกกับคนในประเทศ อาจนำไปสู่ความเหลื่อมล้ำที่กว้างขึ้น ในภาพรวมจำเป็นต้องมองประเทศไทยในอนาคตว่าต้องมีเมืองในระดับ Metropolitan และทำให้คนไทยมี Mindset แบบ Metropolitan ไปพร้อมๆกัน

ในมุมเชิงนโยบาย นายเศรษฐาเสนอว่าภาครัฐควรเร่งสร้างกติกาที่ชัดเจนและต่อเนื่อง ลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานและพัฒนาทักษะกำลังคน ขณะที่ภาคเอกชนและภาคการศึกษาต้องร่วมยกระดับศักยภาพคนไทยให้พร้อมแข่งขันในเศรษฐกิจใหม่

คำถามไม่ใช่ว่าไทยจะเป็น Safe Haven ได้หรือไม่ แต่เราจะต่อยอดไปสู่การเป็น Economic Hub ได้อย่างไร และทำอย่างไรให้คนไทยเติบโตไปพร้อมกับการเปลี่ยนแปลงนี้

อดีตนายกรัฐมนตรี ยังได้กล่าวทิ้งท้ายว่า ความสำเร็จของประเทศในยุค Wealth Migration จะไม่ได้วัดจากจำนวนคนหรือเงินทุนที่ไหลเข้ามาเพียงอย่างเดียว แต่ต้องวัดจากโอกาสและ wealth ที่คนไทยจะได้รับเพิ่มขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงนั้นด้วย