thansettakij
thansettakij
รัฐบาลเล็งดึงเงินฝาก อปท. 7 แสนล้าน แมชชิ่งฟันด์ กระตุ้นลงทุน

รัฐบาลเล็งดึงเงินฝาก อปท. 7 แสนล้าน แมชชิ่งฟันด์ กระตุ้นลงทุน

30 เม.ย. 69 | 10:01 น.

รัฐบาล หาช่องดึงเงินฝาก องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ทำแมชชิ่งฟันด์ กระตุ้นการลงทุนที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชนในระยะยาว ล่าสุดพบเงินสะสม อปท. มีมากกว่า 7 แสนล้าน

KEY

POINTS

  • รัฐบาลเตรียมดึงเงินฝากขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ที่มีอยู่ราว 7 แสนล้านบาท มาใช้เป็นแหล่งเงินทุนนอกงบประมาณ
  • การนำเงินดังกล่าวมาใช้จะดำเนินการในรูปแบบ "แมชชิ่งฟันด์" โดยรัฐบาลจะสนับสนุนงบประมาณเพิ่มเติมเพื่อสมทบกับเงินของ อปท.
  • มีเป้าหมายเพื่อกระตุ้นการลงทุนในโครงการที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชนระยะยาว เช่น การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและแหล่งน้ำในชุมชน

แหล่งข่าวจากทำเนียบรัฐบาล เปิดเผยว่า ขณะนี้ รัฐบาลเตรียมจัดหาแหล่งเงินนอกงบประมาณที่มีอยู่ทั้งหมด เพื่อนำมาใช้ในการดำเนินโครงการไทยช่วยไทยพลัส ตามนโยบายของรัฐบาล เบื้องต้นมีแผนจะดึงเงินฝากขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) มาดำเนินโครงการลงทุนด้านต่าง ๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชนในระยะยาว โดยเฉพาะการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในชุมชน การพัฒนาแหล่งน้ำ เพื่อป้องกันภัยแล้งและน้ำท่วม เป็นต้น

“แนวทางการหาแหล่งเงินนอกงบประมาณ ส่วนหนึ่งคือการดึงเงินฝากขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีสะสมหลายแสนล้านบาทมาทำโครงการที่เป็นประโยชน์ แต่การดึงเงินก้อนนี้มาใช้จะมีการออกหลักเกณฑ์ที่ชัดเจนอีกครั้ง และจะออกมาเป็นแมชชิ่งฟันด์ กับภาครัฐที่จะช่วยสนับสนุนงบประมาณลงไปเพิ่มเติม ซึ่งน่าจะช่วยให้การบริหารจัดการโครงการต่าง ๆ ของรัฐบาลดำเนินการได้นอกเหนือจากงบประมาณปกติที่มีอยู่อย่างจำกัด” แหล่งข่าว ระบุ

ฐานเศรษฐกิจ ตรวจสอบข้อมูลรายงานสถานการณ์ด้านการคลัง ฉบับที่ 1 ไตรมาสที่ 1 ปีงบประมาณ 2569 ของสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง พบการรายงานเงินฝากสุทธิของ อปท. ในระบบธนาคาร และเงินฝากคลังของ อปท. ณ สิ้นเดือนกันยายน 2568 เงินฝากของ อปท. ทั้งหมด มีจำนวน 738,193 ล้านบาท ลดลงจากสิ้นปีงบประมาณ 2567 จำนวน 12,603 ล้านบาท หรือ 1.7% ประกอบด้วย

1. เงินฝากสุทธิของ อปท. ในระบบธนาคาร จำนวน 737,787 ล้านบาท

2. เงินฝากคลังของ อปท. จำนวน 406 ล้านบาท

ฐานะการคลังของ อปท. ปีงบประมาณ 2568 ด้านรายได้ มีรายได้รวม 835,253 ล้านบาท สูงกว่าปีที่แล้วจำนวน 69,603 ล้านบาท หรือ 9.1% โดยสาเหตุสำคัญเกิดจากรายได้จากเงินอุดหนุน และรายได้ที่รัฐบาลจัดเก็บให้และแบ่งให้เพิ่มขึ้น จำนวน 67,101 และ 7,343 ล้านบาท หรือ 21.3% และ 2.0% ตามลำดับ

ขณะที่ด้านรายจ่าย คาดว่า อปท. มีรายจ่ายรวม 847,856 ล้านบาท สูงกว่าปีที่แล้วจำนวน 114,709 ล้านบาท หรือ 15.6% โดยสาเหตุสำคัญเกิดจากรายจ่ายพิเศษ และรายจ่ายประจำเพิ่มขึ้นจำนวน 57,798 และ 46,534 ล้านบาท หรือ 43.3% และ 11.5% ตามลำดับ ส่วนดุลการคลัง คาดว่า อปท. ขาดดุล 12,603 ล้านบาท ในขณะที่ปีงบประมาณ 2567 เกินดุล 32,503 ล้านบาท

แหล่งข่าว กล่าวว่า ในส่วนของการดำเนินโครงการไทยช่วยไทยพลัสล่าสุด หน่วยงานต่าง ๆ อยู่ระหว่างการจัดเตรียมรายละเอียดมาตรการทั้งหมดที่อยู่ภายใต้โครงการไทยช่วยไทยพลัส ซึ่งจะเน้นไปที่การช่วยเหลือเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตความขัดแย้งในตะวันออกกลางกลุ่มต่าง ๆ ประกอบไปด้วย กลุ่มเปราะบาง มีโครงการช่วยเหลือ เช่น การเติมเงินบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ และคนละครึ่งพลัส เป็นต้น

ขณะที่กลุ่มเกษตรกร และประมง เบื้องต้นมีโครงการช่วยเหลือเกษตรกร ทั้งการช่วยเหลือด้านปัจจัยการผลิต เช่น ปุ๋ย เมล็ดพันธ์ บริหารจัดการน้ำ และการประมง เช่นเดียวกับกลุ่มขนส่ง โดยมีมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการขนส่ง ทั้งรถบรรทุก รถโดยสาร มอเตอร์ไซค์รับจ้าง ไรเดอร์ และการลดค่าเดินทางของประชาชน เช่น รถเมล์ และรถไฟฟ้า เป็นต้น

รวมไปถึงกลุ่มก่อสร้าง โดยมีมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการกลุ่มก่อสร้าง ผ่านการช่วยเหลือค่าเค และการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐต่าง ๆ ควบคู่ไปกับการช่วยเหลือกลุ่มผู้ประกอบการ SMEs ผ่านมาตรการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ นอกจากนี้ยังอาจมีการช่วยเหลือกลุ่มแรงงานประกันสังคม โดยเฉพาะมาตรา 33 รวมไปถึงมาตรา 39 และ 40 ด้วย

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวก่อนหน้านี้ว่า รัฐบาลได้วางกรอบมาตรการเชิงรุกไว้ล่วงหน้า หนึ่งในเครื่องมือสำคัญคือการเตรียมออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) กู้เงิน วงเงินสูงสุดไม่เกิน 500,000 ล้านบาท เพื่อเป็นเครื่องมือทางการคลังรองรับความไม่แน่นอนจากสถานการณ์ตะวันออกกลางที่มีแนวโน้มยืดเยื้อ โดยเฉพาะผลกระทบต่อเงินเฟ้อและการขยายตัวทางเศรษฐกิจ

ส่วนกรอบเวลาการออกพ.ร.ก.กู้เงิน จะพิจารณาจะอยู่ในช่วงเดือนเมษายนถึงกันยายน 2569 ซึ่งการเตรียมกู้เงินไว้ล่วงหน้า ไม่ได้หมายความว่าจะต้องใช้ทันทีทั้งหมด แต่เป็นการสร้างความพร้อมด้านสภาพคล่องทางการคลัง เพื่อให้รัฐสามารถเบิกจ่ายได้อย่างทันท่วงทีหากเกิดแรงกระแทกทางเศรษฐกิจ โดยวัตถุประสงค์ของเงินกู้ แบ่งออกเป็น 2 ส่วนหลัก ได้แก่

1. การบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชน โดยเฉพาะผลกระทบจากราคาพลังงานและเงินเฟ้อ

2. การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ ทั้งในด้านพลังงานและตลาดแรงงาน เพื่อยกระดับศักยภาพการเติบโตในระยะยาว

นอกจากนี้ กระทรวงการคลังยังได้เตรียมแหล่งเงินอื่นรองรับเพิ่มเติม ได้แก่ งบกลางวงเงิน 25,000 ล้านบาท การจัดทำ พ.ร.บ.โอนงบประมาณปี 2569 วงเงินประมาณ 80,000–100,000 ล้านบาท ซึ่งคาดว่าจะเริ่มเห็นการเบิกจ่ายชัดเจนหลังวันที่ 30 เมษายน 2569 รวมถึงทุนสำรองสำหรับกรณีฉุกเฉินอีก 50,000 ล้านบาท