
ปปง. รื้อใหญ่กฎหมายฟอกเงิน อุดช่องโหว่ ‘คริปโต’ เงินนอกระบบ
สำนักงาน ปปง. ประเมินผลสัมฤทธิ์ กฎหมายฟอกเงิน ฉบับใหญ่ อุดช่องโหว่การฟอกเงินจากระบบธนาคารแบบเดิมไปสู่สินทรัพย์ดิจิทัล และแพลตฟอร์มการเงินนอกระบบ
KEY
POINTS
- ปปง. เตรียมประเมินและแก้ไข พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 เพื่อให้ทันต่อสถานการณ์ปัจจุบัน
- กฎหมายเดิมมีช่องโหว่ในการรับมือกับอาชญากรที่หันไปฟอกเงินผ่านสินทรัพย์ดิจิทัล (คริปโต) และแพลตฟอร์มการเงินนอกระบบมากขึ้น ซึ่งติดตามได้ยาก
- การปรับปรุงกฎหมายมุ่งหวังเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการสกัดกั้นเส้นทางการเงินของอาชญากรรมรูปแบบใหม่ เช่น พนันออนไลน์และฉ้อโกงประชาชน
รายงานข่าวจากสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) เปิดเผยว่า ขณะนี้ สำนักงาน ปปง. ได้ดำเนินการประเมินผลสัมฤทธิ์ของพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ในปัจจุบันมากยิ่งขึ้น
ทั้งนี้ สำนักงาน ปปง. ระบุว่า ที่ผ่านมาแม้การบังคับใช้พ.ร.บ.ฉบับดังกล่าว จะได้กำหนดมาตรการทางกฎหมายที่มีประสิทธิภาพในการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน แต่เนื่องจากปัจจุบันอาชญากรมีการเปลี่ยนรูปแบบการฟอกเงินจากระบบธนาคารแบบเดิมไปสู่สินทรัพย์ดิจิทัล (Cryptocurrency) และแพลตฟอร์มการเงินนอกระบบมากขึ้น ซึ่งมีความซับซ้อนมากขึ้นและการโอน ยักย้าย ถ่ายเททรัพย์สินสามารถดำเนินการได้อย่างรวดเร็ว
ส่งผลให้การติดตามเส้นทางการเงินและการยึดหรืออายัด ทรัพย์สินทำได้ยากยิ่งขึ้น มาตรการทางกฎหมายอาจมีข้อจำกัดไม่เพียงพอต่อรูปแบบการฟอกเงินและ เทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ประกอบกับปริมาณคดีความผิดมูลฐานมีจำนวนมากขึ้นอย่างรวดเร็ว
โดยเฉพาะคดีพนันออนไลน์และฉ้อโกงประชาชน ทำให้ปริมาณรายงานการทำธุรกรรมที่ต้องตรวจสอบและคดี ที่สำนักงาน ปปง. ต้องตรวจสอบ รวบรวมพยานหลักฐาน ในการดำเนินการยึดหรืออายัดทรัพย์สินที่เกี่ยวกับ การกระทำความผิดเพื่อให้ตกเป็นของแผ่นดิน รวมทั้งการดำเนินการคุ้มครองสิทธิผู้เสียหายมีจำนวนมาก เกินกว่าจำนวนเจ้าหน้าที่และงบประมาณที่มีอยู่ จึงเป็นปัญหาและอุปสรรคในการบังคับใช้กฎหมายดังกล่าว
สำหรับสาระสำคัญของกฎหมายฉบับนี้ กำหนดว่า เนื่องด้วยผู้ประกอบอาชญากรรมซึ่งกระทำความผิดกฎหมายบางประเภทได้นำเงินหรือทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดนั้นมากระทำการในรูปแบบต่าง ๆ อันเป็นการฟอกเงิน เพื่อนำเงินหรือทรัพย์สินนั้นไปใช้เป็นประโยชน์ในการกระทำความผิดต่อไปได้อีก ทำให้ยากแก่การปราบปรามการกระทำความผิดกฎหมายเหล่านั้น และโดยที่กฎหมายที่มีอยู่ก็ไม่สามารถปราบปรามการฟอกเงินหรือดำเนินการกับเงินหรือทรัพย์สินนั้นได้เท่าที่ควร
ดังนั้น เพื่อเป็นการตัดวงจรการประกอบอาชญากรรมดังกล่าว สมควรกำหนดมาตรการต่าง ๆ ให้สามารถดำเนินการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมทั้งสอดคล้องกับมาตรฐานสากลด้านการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินและการต่อต้านการสนับสนุนทางการเงิน แก่การก่อการร้ายและการแพร่ขยายอาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้างสูง (AML/CFT) จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม โดยมีสาระสำคัญดังนี้
1. กำหนดบทนิยามคำว่า “ความผิดมูลฐาน”, “ธุรกรรม”, “ธุรกรรมที่มีเหตุอันควรสงสัย”, “ทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด” และ “สถาบันการเงิน” ตามมาตรา 3 และกำหนดหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการกระทำความผิดฐานฟอกเงิน ตามหมวด 1
2. กำหนดหน้าที่ของสถาบันการเงินและผู้ประกอบอาชีพตามมาตรา 16 ในการรายงานธุรกรรม การจัดให้ลูกค้าแสดงตน การกำหนดนโยบายการรับลูกค้า การบริหารความเสี่ยง การตรวจสอบเพื่อทราบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับลูกค้า การบันทึกข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการทำธุรกรรม การระงับการทำธุรกรรม การฝึกอบรม และการเก็บรักษารายละเอียดเกี่ยวกับการแสดงตนและการทำธุรกรรม หน้าที่ของสำนักงานที่ดินในการรายงานเกี่ยวกับการขอจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์
รวมทั้งกำหนดให้พนักงานเจ้าหน้าที่ศุลกากรรวบรวม และส่งข้อมูลที่รับแจ้งรายการเกี่ยวกับการนำเงินตราหรือเงินตราต่างประเทศเข้ามาในหรือออกไปนอกประเทศ และอำนาจในการตรวจสอบมูลนิธิ สมาคม และองค์กรไม่แสวงหากำไร ตามหมวด 2
3. กำหนดองค์ประกอบและอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน คุณสมบัติและลักษณะต้องห้าม วาระการดำรงตำแหน่ง และการพ้นจากตำแหน่งของกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ตามหมวด 3
4. กำหนดองค์ประกอบและอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการธุรกรรม คุณสมบัติและลักษณะต้องห้าม วาระการดำรงตำแหน่ง และการพ้นจากตำแหน่งของกรรมการธุรกรรม อำนาจยับยั้งการทำธุรกรรม อำนาจในการรวบรวมพยานหลักฐาน การคุ้มครองผู้ให้ถ้อยคำ ผู้แจ้งเบาะแส หรือผู้ให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อคณะกรรมการธุรกรรม อำนาจจับผู้กระทำความผิดฐานฟอกเงิน การช่วยเหลือผู้ถูกดำเนินคดีจากการปฏิบัติหน้าที่ ตามหมวด 4
5. กำหนดอำนาจหน้าที่ของสำนักงาน ปปง. คุณสมบัติและลักษณะต้องห้าม หน้าที่ วาระการดำรงตำแหน่ง และการพ้นจากตำแหน่งของเลขาธิการ ปปง. มาตรการในการเข้าถึงบัญชี ข้อมูลทางการสื่อสาร หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์ การจัดทำเอกสารหลักฐานหรือการอำพรางตนเพื่อประโยชน์ในการตรวจสอบและรวบรวมพยานหลักฐานในการจัดทำเอกสารหลักฐานหรือการอำพรางตน ตามหมวด 5
6. กำหนดหลักเกณฑ์และขั้นตอนการดำเนินการเกี่ยวกับทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด ได้แก่ การยึดหรืออายัดทรัพย์สินชั่วคราว การร้องขอให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดิน การคุ้มครองสิทธิของผู้มีส่วนได้เสียในทรัพย์สินและผู้เสียหายในความผิดมูลฐาน การคัดค้านการร้องขอให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดิน การดำเนินการเกี่ยวกับทรัพย์สินเพิ่มเติม การเก็บรักษาและการจัดการทรัพย์สิน ตามหมวด 6
7. กำหนดวัตถุประสงค์ หลักเกณฑ์ และหน้าที่และอำนาจของกองทุนการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ตามหมวด 6/1
8. กำหนดบทกำหนดโทษในกรณีผู้กระทำความผิดฐานฟอกเงินและผู้ที่ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามพระราชบัญญัตินี้ รวมทั้งการเปรียบเทียบ ตามหมวด 7
สำหรับประโยชน์ที่คาดว่าประชาชนจะได้รับจากการมีกฎหมายนั้น ตามพ.ร.บ.ป้องกันและ
ปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542และที่แก้ไขเพิ่มเติม ถือเป็นเครื่องมือสำคัญเพื่อตัดวงจรอาชญากรรม โดยมาตรการทางกฎหมายมุ่งเน้นไปที่การทำลายรากฐานทางการเงินของผู้กระทำความผิด สามารถสกัดกั้นหรือสามารถตรวจจับเงินสกปรกเหล่านั้นมิให้ไหลเข้ามาในระบบได้หรือทำได้ยากขึ้น ซึ่งส่งผลดีต่อประชาชน สังคม และระบบเศรษฐกิจโดยรวม
การที่หน่วยงานของรัฐมีเครื่องมือทางกฎหมายในการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมที่มีประสิทธิภาพย่อมสามารถอำนวยความเป็นธรรม และสร้างสังคมที่มีความสงบสุข และสามารถนำทรัพย์สินเหล่านั้นไปคืนหรือชดใช้คืนหรือชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ผู้เสียหายเพื่อการเยียวยาความเสียหายได้อันจะเป็นประโยชน์แก่ประชาชนทั้งทางตรงและทางอ้อม
รวมทั้งการที่มีกฎหมายสอดคล้องกับมาตรฐานสากลด้าน AML/CFT ส่งผลให้ประเทศไทยได้รับการยอมรับในระดับสากล ส่งผลดีต่อภาพลักษณ์ในเวทีระหว่างประเทศ เกิดความร่วมมือที่ดีระหว่างรัฐบาลหน่วยงานภาครัฐมีเครื่องมือทางกฎหมายในการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมที่มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น และเมื่ออาชญากรรมลดลงย่อมส่งผลดีต่อสังคม ระบบเศรษฐกิจ และประชาชนมีความมั่นคงปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน







