
แรงงานไทยอ่วม! หนี้ท่วมบ้านละ 5 แสน ลุ้นมาตรการรัฐพยุงเศรษฐกิจขาลง
ม.หอการค้าไทย เผยผลการสำรวจแรงงาน แบกภาระหนี้สินหนัก 5แสนบาทต่อครัวเรือน ด้านเงินออมหดตัวต่ำสุดในรอบหลายปี จับตามาตรการคนละครึ่งพลัส พยุงเศรษฐกิจช่วงขาลง
KEY
POINTS
- ผลสำรวจพบแรงงานไทยมีหนี้สินเฉลี่ยต่อครัวเรือนสูงเกือบ 5 แสนบาท ส่วนใหญ่กู้มาเพื่อใช้จ่ายในชีวิตประจำวันและชำระหนี้เก่า
- สาเหตุหลักมาจากค่าครองชีพและราคาสินค้าที่สูงขึ้น ประกอบกับภาระดอกเบี้ย ทำให้รายได้ไม่เพียงพอและส่งผลให้การใช้จ่ายซบเซา
- มีการคาดการณ์ว่ารัฐบาลจะออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ เช่น "คนละครึ่ง พลัส" และการช่วยเหลือผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เพื่อพยุงเศรษฐกิจที่ชะลอตัว
นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย และประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยว่า สถานการณ์แรงงานไทยในปัจจุบันจากผลการสำรวจกลุ่มตัวอย่างแรงงานไทยที่มีรายได้ไม่เกิน 15,000 บาทต่อเดือน จำนวน 1,250 ตัวอย่างทั่วประเทศ พบว่าสถานภาพทางการเงินอยู่ในระดับที่น่ากังวลอย่างยิ่ง โดยแรงงานส่วนใหญ่ถึง 98% ยอมรับว่ามีหนี้สิน และมีภาระหนี้เฉลี่ยต่อครัวเรือนสูงถึง 494,500 บาท ซึ่งต้องผ่อนชำระเฉลี่ยเดือนละ 18,800 บาท
โดยมีวัตถุประสงค์หลักของการกู้ยืมในปัจจุบันไม่ใช่เพื่อการลงทุน แต่เป็นการกู้มาเพื่อ อุปโภคบริโภคทั่วไปและชำระหนี้เก่า
นอกจากนี้ แรงงานกว่า 79.1% ระบุว่าไม่มีการวางแผนการเก็บออมหรือไม่มีเงินเหลือพอให้เก็บเนื่องจากรายได้ที่ได้รับนั้นแทบไม่เพียงพอต่อค่าครองชีพที่สูงขึ้น ขณะที่สัดส่วนของผู้ที่มีเงินออมปรับตัวลดลงเหลือเพียง 20.9% เท่านั้น
โดยผลกระทบที่เกิดขึ้นมาจากค่าครองชีพและราคาสินค้า โดยแรงงาน 59.5% ระบุว่าราคาสินค้าในปัจจุบันส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตในระดับมาก โดยสาเหตุหลักที่ทำให้รายได้ไม่พอใช้มาจากราคาสินค้าที่แพงขึ้น ภาระหนี้ที่มากขึ้น และอัตราดอกเบี้ยที่ยังอยู่ในระดับสูง
ขณะที่นโยบายเงินสมทบประกันสังคม มีการปรับเพิ่มเพดานเงินสมทบประกันสังคมเป็น 875 บาทต่อเดือน (และมีแผนจะปรับขึ้นเป็น 1,000-1,150 บาทในอนาคต) ส่งผลกระทบโดยตรงต่อกลุ่มผู้มีรายได้น้อย ทำให้เงินเดือนสุทธิลดลงและขาดสภาพคล่องในการใช้จ่ายอย่างอื่น
นอกจากนี้ด้านความไม่มั่นคงในอาชีพ กลุ่มลูกจ้างที่รับเงินเดือนเริ่มมีความกังวลว่าจะถูกเลิกจ้างหรือถูกปรับลดชั่วโมงการทำงาน (OT) ตามสภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว
โดยส่งผลให้บรรยากาศการใช้จ่ายซบเซา ในช่วงวันแรงงานปีนี้ คาดการณ์ว่าจะมีเม็ดเงินสะพัดเพียง 2,120 ล้านบาท ซึ่งหดตัวลง 3% เมื่อเทียบกับปีก่อน ถือเป็นการติดลบครั้งแรกในรอบ 5 ปี สะท้อนถึงพฤติกรรมการใช้จ่ายที่ระมัดระวังมากขึ้น
นายธนวรรธน์ กล่าวว่า ข้อเรียกร้องจากแรงงานจากกลุ่มตัวอย่างต้องการให้ภาครัฐเข้ามาดูแลเรื่องการควบคุมราคาสินค้าและบริการที่จำเป็นเป็นอันดับต้นๆ รองลงมาคือการลดค่าภาษีหรือค่าธรรมเนียมต่างๆ เพื่อช่วยลดภาระค่าครองชีพ รวมถึงต้องการให้มีการปรับค่าแรงขั้นต่ำให้เหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบัน (โดยเฉลี่ยต้องการที่ 495 บาทต่อวัน)
นอกจากนี้ จากการประเมินว่า หากราคาน้ำมันไม่พุ่งเกิน 100-110 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างประเทศ โดยเฉพาะความตึงเครียดระหว่างสหรัฐ และอิหร่าน ไม่ยกระดับรุนแรง และยังมีช่องทางเจรจาภายใน 3 เดือน สถานการณ์เศรษฐกิจไทยยังอยู่ในกรอบที่คาดการณ์ไว้
ทั้งนี้ ม.หอการค้าไทยยังคงประเมินเศรษฐกิจไทยปีนี้ขยายตัว 1-1.5% ชะลอลงจากคาดการณ์เดิมที่ 2% และสอดคล้องกับประมาณการของรัฐบาลที่คาดจีดีพีปีนี้เติบโต 1.4%
ทั้งนี้ มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ มาตรการ “คนละครึ่ง พลัส” หรือการเติมเงินช่วยค่าครองชีพ 4,000 บาท เฉลี่ยเดือนละ 1,000 บาทเป็นเวลา 4 เดือน ให้กับกลุ่มเป้าหมาย 20 ล้านคน และมาตรการช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ คาดว่าทั้ง 2 โครงการนี้จะทำให้มีเม็ดเงินหมุนเวียนจริงในระบบประมาณ 160,000-200,000 ล้านบาท
โดยมาตรการนี้จะเป็นตัวช่วยสำคัญในการประคองและพยุงเศรษฐกิจไม่ให้ซบเซาจนเกินไป
นอกจากนี้ ทางมหาวิทยาลัยหอการค้าไทยประเมินว่า เม็ดเงินจากมาตรการนี้จะช่วยกระตุ้นให้เศรษฐกิจ (GDP) เติบโตเพิ่มขึ้นได้ประมาณ 0.2- 0.5% และจะช่วยผลักดันให้เศรษฐกิจไทยกลับไปเติบโตได้ในกรอบ 1.5% - 2% ตามเป้าหมายที่วางไว้






