
สินค้าปลอม! รัฐเชือด 332 คดี ยึด 1.3 ล้านชิ้น มูลค่า 2.3 พันล้าน
รัฐบาลเร่งปราบละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา 6 เดือน ฟัน 332 คดี ยึดของกลางกว่า 1.3 ล้านชิ้น เสียหาย 2.3 พันล้าน เดินหน้าปิดช่องโหว่ คุมเข้มออนไลน์-ชายแดน
KEY
POINTS
- รัฐบาลปราบปรามสินค้าละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาในช่วง 6 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2569 สามารถดำเนินคดีได้ 332 คดี ยึดของกลางกว่า 1.3 ล้านชิ้น
- มูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจจากการจับกุมสูงถึง 2,300 ล้านบาท ซึ่งเพิ่มขึ้น 78% เมื่อเทียบกับมูลค่าความเสียหายของทั้งปีงบประมาณก่อนหน้า
- การปราบปรามมุ่งเป้าไปที่ย่านการค้า โกดัง และด่านศุลกากร เพื่อแก้ปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ การค้า และความปลอดภัยของผู้บริโภค
27 เมษายน 2569 นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายก รัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า จากการบูรณาการปราบปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาทั้งตลาดย่านการค้าและช่องทางออนไลน์ตลอดปีงบประมาณ 2569 รอบ 6เดือนแรก (ตุลาคม 2568 - มีนาคม 2569) มีผลการจับกุมดำเนินคดีละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาทั้งสิ้น 332 คดี ยึดของกลางกว่า 1.3 ล้านชิ้น คิดเป็นมูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจสูงถึง 2,300ล้านบาท
โดยรัฐบาลพุ่งเป้าการจับกุมไปที่ย่านการค้า โกดังเก็บสินค้า ตลอดจนด่านศุลกากรข้ามแดน ส่งผลให้มูลค่าความเสียหาย ทางเศรษฐกิจจากการจับกุมใน 6 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2569 เพิ่มขึ้นถึง 78% เมื่อเทียบกับมูลค่าความเสียหายของทั้งปีงบประมาณ 2568 ซึ่งอยู่ที่ 1,300 ล้านบาท
นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่ากระทรวงพาณิชย์ในฐานะหน่วยงานกลางในการประสานบูรณาการการทำงานด้านการป้องกันและปราบปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาร่วมกับหน่วยงานที่ร่วมขับเคลื่อนภารกิจภายใต้ คทป. ทั้งในส่วนของกระทรวงการคลัง กระทรวงยุติธรรม และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้ดำเนินงานเชิงรุกอย่างเข้มข้นในการปกป้องคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา
ขณะเดียวกัน การละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาถือเป็นภัยคุกคามความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ที่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อการค้าการลงทุนภายในประเทศเป็นอย่างมาก และส่งผลกระทบโดยตรงต่อผู้ผลิตและผู้บริโภคในวงกว้าง ไม่ว่าจะเป็นอันตรายต่อชีวิตและสุขภาพจากการใช้สินค้าปลอม
รวมถึงผลกระทบต่อผู้ประกอบการที่ทำธุรกิจโดยสุจริต ซึ่งไม่สามารถแข่งขันด้านราคากับสินค้าละเมิดเหล่านี้ได้ การละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาจึงเป็นการทำลายความสามารถในการแข่งขันทางการค้าของประเทศอย่างยิ่ง
ทั้งนี้ การบูรณาการปราบปรามสะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของทุกหน่วยงานที่ร่วมแก้ปัญหาการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาอย่างจริงจัง สอดรับกับนโยบาย Trade Plus ของรัฐบาล ที่มุ่งยกระดับมาตรฐานการค้า พัฒนาระบบนิเวศทรัพย์สินทางปัญญาที่เข้มแข็ง รวมถึงแสดงให้นักลงทุน ผู้ประกอบการและผู้บริโภคเห็นว่า รัฐบาลให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา
ขณะเดียวกัน รัฐบาลได้มุ่งยกระดับการป้องกันและปราบปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาอย่างเป็นระบบ โดยบูรณาการการทำงานเชิงรุกทั้งฝ่ายเศรษฐกิจ ความมั่นคง และกระบวนการยุติธรรม เพื่อตัดวงจร - ปิดช่องโหว่ - ขยายผลถึงต้นตอ ที่ทำให้ระบบเศรษฐกิจของประเทศได้รับความเสียหายเป็นอย่างมาก
นางศุภจี กล่าวย้ำว่า ทุกหน่วยงานในที่นี้จะมุ่งสร้างความเข้มแข็งกับการบังคับใช้กฎหมายทรัพย์สินทางปัญญา พร้อมบูรณาการการทำงานอย่างใกล้ชิดระหว่างหน่วยงานทั้งภาครัฐและภาคเอกชนเจ้าของสิทธิในการปราบปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาอย่างต่อเนื่องจริงจัง ควบคู่กับการป้องกันเชิงรุก
โดยสร้างความตระหนักรู้ให้กับประชาชนผู้บริโภค ตลอดจนพัฒนากลไกความร่วมมือระหว่างประเทศ และปรับปรุงกฎหมายให้สอดคล้องกับบริบทการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุนและผู้ประกอบการในทุกขนาดธุรกิจ
รวมทั้งทำงานร่วมกับแพลตฟอร์มออนไลน์เพื่อระงับการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาในตลาดออนไลน์ โดยมีเป้าหมายชัดเจนในการยกระดับประเทศไทยให้ก้าวสู่การเป็นประเทศที่มีระบบการคุ้มครองและปกป้องสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาที่เข้มแข็งเทียบเท่ามาตรฐานสากล
อย่างไรก็ดี ประชาชนถือเป็นส่วนสำคัญที่สุดในการป้องกันและแก้ไขปัญหาการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา โดยขอความร่วมมือ “ไม่ซื้อ ไม่ใช้ ไม่สนับสนุนการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา” หากพบเห็นการกระทำที่เข้าข่ายละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา สามารถแจ้งเบาะแสได้ที่ กองป้องปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา กรมทรัพย์สินทางปัญญา โทร. 02-547-4702 หรือสายด่วน 1368






