
เตือนคลังไทยเสี่ยงหนัก รายได้ต่ำ-นำเข้าพุ่ง ดันขาดดุลเพิ่ม
นักวิชาการเตือนคลังไทยเสี่ยงหนัก รายได้ต่ำ-นำเข้าพุ่ง ดันขาดดุลเพิ่ม แนะปลดล็อกกฎระเบียบ ทางออกกระตุ้นเศรษฐกิจไม่ต้องก่อหนี้เพิ่ม ชี้รัฐต้องทำงบรวม ลดรั่วไหล
KEY
POINTS
- ฐานะการคลังของไทยมีความเสี่ยงสูงขึ้น จากการเก็บภาษีได้ต่ำกว่าเป้าหมาย และการขาดดุลการค้าที่เพิ่มขึ้นจากการนำเข้าที่พุ่งสูง โดยเฉพาะด้านพลังงาน
- เสนอให้รัฐบาลจัดทำงบประมาณแบบรวมยอด (Consolidated Budget) เพื่อนำเงินนอกงบประมาณเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบของรัฐสภา
- แนะแนวทางแก้ปัญหาที่ไม่ต้องเพิ่มหนี้สาธารณะ เช่น การลดการทุจริต และการยกเลิกกฎระเบียบที่ไม่จำเป็น เพื่อลดต้นทุนและเพิ่มศักยภาพทางเศรษฐกิจ
รศ.ดร.อนุสรณ์ ธรรมใจ อดีตคณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยว่า ฐานะทางการคลังของประเทศจะมีความเสี่ยงมากขึ้น เรื่อยๆ จากการไม่สามารถเก็บภาษีได้ตามเป้า อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้ จะมีการขาดดุลการค้าเพิ่มขึ้นจากการนำเข้าพุ่งสูงจากวิกฤตการณ์พลังงาน
รัฐบาลควรจัดทำงบประมาณแบบรวมยอด (Consolidated Budget) เพื่อนำเอาเงินนอกงบประมาณและกองทุนหมุนเวียนทั้งหลายเข้าสู่กระบวนการจัดทำงบประมาณและการพิจารณาของรัฐสภา ไทยสามารถมีมาตการหรือนโยบายที่ไม่ต้องใช้งบประมาณหรือต้องกู้เงินก่อหนี้สาธารณะเพิ่มเพื่อดูแลเศรษฐกิจได้ คือ การลดการใช้ดุลยพินิจเพื่อลดการทุจริตรั่วไหล ลดและยกเลิกกฎระเบียบที่ไม่จำเป็น
ปัจจัยสำคัญที่สุดซึ่งนำไปสู่ความสำเร็จของการดำเนินการดังกล่าว คือ เจตจำนงทางการเมืองที่แข็งแกร่งพอของภาคการเมืองที่จะต้องเผชิญหน้ากับแรงต้านจากระบบราชการ การยกเลิกและลดกฎระเบียบที่ไม่จำเป็นต้องนำไปสู่การวางรากฐานการกำกับดูแลที่ดีของภาครัฐซึ่งจะเป็นปัจจัยพื้นฐานสำคัญของการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน
การผ่องถ่ายอำนาจบางส่วนจากรัฐสู่กลไกตลาดและภาคเอกชนจะทำให้ขีดความสามารถในการแข่งขันดีขึ้น การทบทวนและยกเลิกกฎระเบียบล้าสมัยจะช่วยลดขั้นตอนยุ่งยากและต้นทุนต่อภาคธุรกิจและการดำเนินชีวิตของประชาชน จะช่วยเพิ่มศักยภาพของเศรษฐกิจไทยและลดค่าใช้จ่ายให้ประชาชน หากกิจกรรมใดของเอกชนมีความเสี่ยงต่ำก็อาจเลือกใช้วิธีจดแจ้งแทนที่การขออนุญาต ใช้การอนุมัติหรืออนุญาตแบบอัตโนมัติในกรณีกิจกรรมที่มีความเสี่ยงปานกลาง ส่วนการขออนุญาตอย่างเต็มรูปแบบจะจำกัดไว้ใช้เฉพาะกับกิจกรรมที่มีความเสี่ยงสูง
อีกเรื่องหนึ่งที่มีความสำคัญในภาวะที่เศรษฐกิจขับเคลื่อนตัวสู่เศรษฐกิจดิจิทัลมากขึ้นตามลำดับภายใต้วิกฤตการณ์พลังงาน มีการขยายตัวของกลุ่มแรงงานอิสระแพลตฟอร์มหรือแรงงานนอกระบบและได้เกิดความเหลื่อมล้ำด้านสิทธิและสวัสดิการเมื่อเทียบกับแรงงานในระบบ กรอบกฎหมายและมาตรการคุ้มครองที่มีอยู่ยังไม่ครอบคลุมเพียงพอ สิทธิที่แรงงานอิสระขาดหายไปเมื่อเทียบกับแรงงานในระบบ ได้แก่ แรงงานอิสระสามารถเข้าร่วมเป็นผู้ประกันตนในกองทุนประกันสังคมได้เฉพาะแบบสมัครใจ (มาตรา40)
ซึ่งสิทธิประโยชน์ไม่ครอบคลุมและหลุดออกจากระบบได้ง่ายไม่มีสวัสดิการครอบคลุมค่าชดเชยกรณีทุพพลภาพ ตาย หรือค่าชดเชยรายได้ระหว่างเจ็บป่วย ไม่มีสิทธิได้รับ ค่าตอบแทนในการทำงานล่วงเวลา วันหยุด ลาป่วย ลาคลอด ค่าชดเชยจากการเลิกจ้าง การรวมกลุ่มเพื่อจัดตั้งสหภาพแรงงานก็ยังไม่ได้รับการรับรองทางกฎหมาย ทำให้ขาดอำนาจต่อรอง
ประเทศไทยควรศึกษาระบบคุ้มครองแรงงานอิสระจากสเปน โดยมีกฎหมาย กฎหมาย Rider's Law ที่บังคับให้แรงงานแพลตฟอร์ม เช่น คนส่งอาหาร ถือเป็นลูกจ้างโดยชอบด้วยกฎหมาย จึงได้รับสิทธิเต็มรูปแบบทั้งประกันสังคมภาคบังคับ ค่าแรงขั้นต่ำ สิทธิการลา และการคุ้มครองจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม
กรณีของไทยอาจผลักดันร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมและคุ้มครองแรงงานอิสระร่างกฎหมายเพื่อมุ่งแก้ปัญหา 5 ประการที่แรงงานอิสระเผชิญ ได้แก่
- ค่าตอบแทนไม่เป็นธรรม
- เข้าไม่ถึงสินเชื่อในระบบ
- ความไม่ปลอดภัยในการทำงาน
- ขาดสวัสดิการพื้นฐาน
- ขาดการสนับสนุนการรวมกลุ่ม หรือ อาจใช้วิธีแก้ไขคำนิยามแรงงานในกฎหมายคุ้มครองแรงงานให้ครอบคลุมแรงงานอิสระแพลตฟอร์มและแรงงานนอกระบบทั้งหมด
ส่วนจะเลือกนโยบายไหนก็ควรมีการศึกษาเปรียบเทียบดูว่าใช้แนวทางแบบไหนจะดีกว่ากัน







