
สคบ. ยกเครื่องกฎหมาย PL Law คุมสินค้าไม่ปลอดภัย เรียกเงินชดเชยค่าเสียหาย
สคบ. ยกเครื่องกฎหมายใหญ่ พ.ร.บ.ความรับผิดต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นจากสินค้าที่ไม่ปลอดภัย หรือ PL Law ดูแลผู้บริโภค รองรับสถานการณ์ปัจจุบันให้ได้รับการชดใช้ค่าเสียหายที่เป็นธรรม
KEY
POINTS
- สคบ. เตรียมปรับปรุง "กฎหมาย PL Law" (พ.ร.บ. ความรับผิดต่อความเสียหายจากสินค้าที่ไม่ปลอดภัย) เพื่อให้ทันสมัยและเพิ่มประสิทธิภาพในการคุ้มครองผู้บริโภค
- การแก้ไขจะนำ "หลักความรับผิดโดยเคร่งครัด" มาใช้ เพื่อลดภาระของผู้บริโภคในการพิสูจน์ความผิดของผู้ประกอบการ ทำให้การเรียกค่าเสียหายง่ายขึ้น
- การยกเครื่องกฎหมายครั้งนี้มีสาเหตุจากสถิติการฟ้องคดีภายใต้กฎหมายเดิมมีน้อย เนื่องจากผู้บริโภคอาจไม่ทราบสิทธิ์หรือกระบวนการฟ้องร้องมีความซับซ้อน
- ขณะนี้ สคบ. อยู่ในขั้นตอนเปิดรับฟังความคิดเห็นจากประชาชน เพื่อนำข้อมูลไปประกอบการแก้ไขกฎหมายฉบับดังกล่าว
แหล่งข่าวจากทำเนียบรัฐบาล เปิดเผยว่า ขณะนี้ สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) ได้ประเมินผลสัมฤทธิ์ของกฎหมาย พระราชบัญญัติความรับผิดต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นจากสินค้าที่ไม่ปลอดภัย พ.ศ. 2551 หรือ PL Law โดยเตรียมปรับปรุงรายละเอียดของข้อกฎหมายให้เหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบัน โดยเฉพาะการประกอบธุรกิจที่เปลี่ยนไป
ล่าสุด สคบ. อยู่ระหว่างการเปิดรับฟังความคิดเห็นต่อกฎหมายฉบับนี้ ก่อนจะรวบรวมข้อมูลความคิดเห็นไปดำเนินการปรับปรุงแก้ไขกฎหมายฉบับนี้ต่อไป
สำหรับความสำคัญของพระราชบัญญัติความรับผิดต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นจากสินค้าที่ไม่ปลอดภัย พ.ศ. 2551 ที่ผ่านมา สคบ. ได้ใช้กำกับดูแลการซื้อขายสินค้า เนื่องจากสินค้าในปัจจุบันไม่ว่าจะผลิตภายในประเทศหรือนำเข้า มีกระบวนการผลิตที่ใช้ความรู้ทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีสูงขึ้นเป็นลำดับ
การที่ผู้บริโภคจะตรวจพบว่าสินค้าไม่ปลอดภัยกระทำได้ยาก เมื่อผู้บริโภคนำสินค้าที่ไม่ปลอดภัยไปใช้อาจก่อให้เกิดอันตรายต่อชีวิต ร่างกาย สุขภาพ อนามัย จิตใจ หรือทรัพย์สินของผู้บริโภคหรือบุคคลอื่นได้
แต่การฟ้องคดีในปัจจุบันเพื่อเรียกค่าเสียหายมีความยุ่งยาก เนื่องจากภาระในการพิสูจน์ถึงความจงใจหรือประมาทเลินเล่อในการกระทำผิดของผู้ผลิตหรือผู้นำเข้าตกเป็นหน้าที่ของผู้ได้รับความเสียหายตามหลักกฎหมายทั่วไป เพราะยังไม่มีกฎหมายให้ความคุ้มครองผู้บริโภคที่ได้รับความเสียหายที่เกิดจากสินค้า โดยมีการกำหนดหน้าที่ความรับผิดชอบในความเสียหายของผู้ผลิตหรือผู้เกี่ยวข้องไว้โดยตรง
จึงสมควรให้มีกฎหมายว่าด้วยความรับผิดต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นจากสินค้าที่ไม่ปลอดภัย โดยนำหลักความรับผิดโดยเคร่งครัดมาใช้ อันจะมีผลให้ผู้เสียหายไม่ต้องพิสูจน์ถึงความไม่ปลอดภัยของสินค้า และได้รับการชดใช้ค่าเสียหายที่เป็นธรรม
อย่างไรก็ดีด้วยปัญหาและอุปสรรคในการบังคับใช้กฎหมาย และสถิติการดำเนินคดีและการลงโทษตามกฎหมายของ สคบ.ในช่วงที่ผ่านมา มีคดีพิพาทระหว่างผู้บริโภคและผู้ประกอบการที่ขึ้นสู่การพิจารณาของศาลในประเด็นเรื่อง ความรับผิดต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นจากสินค้าที่ไม่ปลอดภัย ตามพระราชบัญญัติความรับผิดต่อความเสียหาย ที่เกิดขึ้นจากสินค้าที่ไม่ปลอดภัย พ.ศ.2551 ไม่ปรากฏให้เห็นบ่อยนัก
สาเหตุหนึ่งอาจเนื่องมาจากผู้บริโภค อาจยังไม่ทราบว่ามีการบังคับใช้พระราชบัญญัติความรับผิดต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นจากสินค้าที่ไม่ปลอดภัย พ.ศ.2551 หรือกรณีผู้ประกอบการมีภูมิลำเนาอยู่ต่างประเทศ ทำให้การฟ้องคดีมีความยุ่งยากมากขึ้น
สำหรับสถิติการดำเนินคดีตามพระราชบัญญัติความรับผิดต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นจากสินค้าที่ไม่ปลอดภัย พ.ศ. 2551 ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2564 จนถึงปัจจุบัน สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค ยังมีการฟ้องคดีโดยใช้พระราชบัญญัติความรับผิดต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นจากสินค้าที่ไม่ปลอดภัย พ.ศ. 2551
ทั้งนี้ภายใต้พระราชบัญญัติความรับผิดต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นจากสินค้าที่ไม่ปลอดภัย พ.ศ. 2551 มีการกำหนดรายละเอียดขอบเขตความรับผิดชอบของผู้เกี่ยวข้องในส่วนต่าง ๆ เอาไว้ทั้งการกำหนดความรับผิดของผู้ประกอบการ ที่จะต้องร่วมกันรับผิดต่อผู้เสียหายในความเสียหายที่เกิดจาก ไม่ว่าความเสียหายนั้นจะเกิดจากการกระทำโดยจงใจหรือประมาทเลินเล่อหรือไม่ก็ตาม
สินค้าที่ไม่ปลอดภัยโดยผู้เสียหายหรือผู้มีสิทธิฟ้องคดีแทนจะต้องพิสูจน์ว่า ผู้เสียหายได้รับความเสียหายจากสินค้าของผู้ประกอบการและการใช้หรือการเก็บรักษาสินค้านั้นเป็นไปตามปกติธรรมดา แต่ไม่ต้องพิสูจน์ว่าความเสียหายเกิดจากการกระทำของผู้ประกอบการรายใด
พร้อมทั้งกำหนดให้มีการฟ้องคดีเรียกค่าเสียหายแทนผู้เสียหาย และยังกำหนดหลักเกณฑ์ในการกำหนดค่าสินไหมทดแทน นอกจากค่าสินไหมทดแทน เพื่อละเมิดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ศาลมีอำนาจกำหนดค่าสินไหมทดแทนเพื่อความเสียหาย รวมไปถึงการกำหนดอายุความในการฟ้องคดีไว้อย่างชัดเจน
สำหรับประโยชน์ที่คาดว่าประชาชนจะได้รับจากการมีพระราชบัญญัติฉบับนี้ สคบ. ระบุว่า ประชาชนผู้ได้รับความเสียหายที่เกิดขึ้นจากสินค้าที่ไม่ปลอดภัย ไม่ว่าจะเป็นผู้ซื้อสินค้า ผู้บริโภคสินค้า หรือแม้จะไม่ใช่ผู้ซื้อ หรือบุคคลภายนอกที่ไม่ใช่ผู้ซื้อและไม่ได้บริโภคสินค้า
แต่ได้รับความเสียหายจากสินค้าที่ไม่ปลอดภัยนั้น มีหลักประกันมาตรฐานขั้นตํ่าในการได้รับความคุ้มครองตาม พระราชบัญญัติความรับผิดต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นจากสินค้าที่ไม่ปลอดภัย พ.ศ. 2551 ซึ่งได้กำหนดมาตรการทางกฎหมายให้สิทธิและความคุ้มครองผู้เสียหายยิ่งกว่าหลักกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ทั่วไปไว้หลายประการ
ไม่ว่าจะเป็นการนำหลักความรับผิดโดยเคร่งครัดมาใช้บังคับเพื่อบรรเทาภาระของผู้เสียหายในการพิสูจน์ถึงความผิดของผู้ประกอบการ ซึ่งผู้เสียหายเป็นฝ่ายที่เสียเปรียบเรื่องการนำสืบถึงข้อเท็จจริง ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ หรือข้อมูลทางเทคนิค
นอกจากผู้เสียหายแล้วยังให้ผู้มีสิทธิฟ้องคดีแทนผู้เสียหาย สามารถใช้สิทธิเรียกร้องค่าเสียหายแทนผู้เสียหายได้โดยได้รับยกเว้นค่าฤชาธรรมเนียม และมีการกำหนด อายุความไว้เป็นการเฉพาะให้เหมาะสมกับความเสียหายที่เกิดขึ้นจากสินค้าที่ไม่ปลอดภัยด้วย







