thansettakij
thansettakij
ชงรัฐบาลเดินหน้า 4 แนวทาง รับมือวิกฤตเม็ดพลาสติก ก่อนราคาสินค้าพุ่งเท่าตัว

ชงรัฐบาลเดินหน้า 4 แนวทาง รับมือวิกฤตเม็ดพลาสติก ก่อนราคาสินค้าพุ่งเท่าตัว

20 เม.ย. 69 | 10:11 น.
อัปเดตล่าสุด :20 เม.ย. 69 | 10:33 น.

นักวิชาการธรรมศาสตร์ เผย สถานการณ์นำเข้า “แนฟทา” สำหรับใช้ “ผลิตเม็ดพลาสติก” ของไทยยังไม่แน่นอนสูง ชี้หากขาดแคลนจะกระทบราคาสินค้าพุ่งเท่าตัว แนะรัฐเร่งแก้ปัญหาระยะสั้น-ระยะยาว

KEY

POINTS

  • ระยะสั้น: เร่งเจรจานำเข้าน้ำมันดิบจากแหล่งอื่นที่ไม่ผ่านช่องแคบฮอร์มุซ พร้อมควบคุมราคาและจัดลำดับความสำคัญการใช้เม็ดพลาสติกสำหรับสินค้าจำเป็น
  • ระยะยาว: ส่งเสริมการลงทุนจากต่างชาติในเทคโนโลยีการผลิตพลาสติกที่ไม่ใช้น้ำมันเป็นวัตถุดิบหลัก เช่น พลาสติกชีวภาพ (Bioplastics)
  • ระยะยาว: สนับสนุนการลงทุนในเทคโนโลยีรีไซเคิลพลาสติกขั้นสูง เช่น การรีไซเคิลเชิงเคมี และการใช้พลาสติกฐานชีวภาพ (Bio-based) พร้อมใช้มาตรการทางภาษีจูงใจ
  • ระยะยาว: รณรงค์และส่งเสริมให้ประชาชนแยกขยะพลาสติกอย่างจริงจัง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในกระบวนการนำกลับมาใช้ใหม่

รศ.ดร.ปกรณ์ โอภาประกาสิต นักวิชาการ สถาบันเทคโนโลยีนานาชาติสิรินธร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) กล่าวว่า ปัจจุบันสถานการณ์การนำเข้าแนฟทา (Naphtha) ซึ่งเป็นวัตถุดิบในการผลิตเม็ดพลาสติกที่ได้มาจากกระบวนการกลั่นน้ำมันดิบ ยังคงมีความไม่แน่นอนสูง จากสถานการณ์ระหว่างสหรัฐอเมริกา-อิสราเอลกับอิหร่าน ที่ยังไม่มีสัญญาณชัดเจนว่าจะยุติการสู้รบ รวมถึงเปิดช่องแคบฮอร์มุซ

ในขณะที่ประเทศไทยพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันดิบจากกลุ่มประเทศในตะวันออกกลาง ต้องผ่านช่องแคบฮอร์มุซมากกว่า 50% ของจำนวนทั้งหมด ดังนั้น รัฐบาลไทยจำเป็นจะต้องเร่งแก้ไขเรื่องนี้ทั้งในระยะสั้น/ระยะเร่งด่วน และระยะยาวไปพร้อมกัน

โดยทางรัฐบาลต้องเร่งเจรจาเพื่อขอเพิ่มสัดส่วนการนำเข้าน้ำมันดิบจากแหล่งอื่นให้มากขึ้น ทั้งจากกลุ่มประเทศตะวันออกกลางที่ยังสามารถผลิตและส่งออกน้ำมันดิบได้ เช่น ซาอุดีอาระเบียฝั่งตะวันตก และโอมาน ซึ่งสามารถใช้เส้นทางขนส่งฝั่งทะเลแดงแทนช่องแคบฮอร์มุซได้ รวมถึงประเทศอินเดีย หรือรัสเซียที่มีกำลังการผลิตสูง หรือแม้แต่ประเทศเพื่อนบ้านอย่างมาเลเซียก็ตาม

ขณะเดียวกันทุกฝ่ายจำเป็นต้องเข้าใจด้วยว่า แม้จะจัดหาวัตถุดิบมาใช้ในการผลิตได้ แต่ราคาจะสูงขึ้นอย่างแน่นอน เพราะน้ำมันดิบที่นำเข้าจากแหล่งอื่นๆ ที่ไม่ได้ผ่านช่องแคบฮอร์มุซจะสูงขึ้นอยู่แล้ว ทั้งจากค่าพลังงานขนส่งจากระยะทางที่ไกลขึ้น ค่าประกันเรือที่สูงขึ้น ประกอบกับปัจจุบันทั่วโลกต้องการน้ำมันดิบและอาจจะต้องแย่งกัน

อีกทั้งหากสามารถนำน้ำมันดิบเข้ามาได้ แต่หอกลั่นหรือเครื่องจักรที่ใช้ในการกลั่นแนฟทาจากน้ำมันดิบ จำเป็นจะต้องมีการปรับแต่งเพิ่มเติม เพื่อรองรับกับการกลั่นน้ำมันดิบจากแหล่งอื่นๆ ที่มีคุณภาพและอัตราส่วนของสิ่งที่กลั่นออกมาได้ไม่เหมือนเดิม จะกลายเป็นต้นทุนที่เพิ่มขึ้นของทางบริษัท เพราะหอกลั่น หรือเครื่องจักรในการกลั่นแนฟทาจะถูกปรับแต่งมาให้ใช้สำหรับวัตถุดิบจากพื้นที่หนึ่งๆ เท่านั้น ส่วนหากเครื่องจักรไม่สามารถปรับแต่งได้ก็ต้องหยุดการใช้งานชั่วคราว ซึ่งประเด็นนี้จะเสียหายอย่างหนัก

ชงรัฐบาลเดินหน้า 4 แนวทาง รับมือวิกฤตเม็ดพลาสติก ก่อนราคาสินค้าพุ่งเท่าตัว

รศ. ดร.ปกรณ์ กล่าวว่า นอกจากการเร่งนำเข้าน้ำมันดิบมาให้ได้แล้ว หลังจากกลั่นเป็นแนฟทาและผ่านกระบวนการจนเป็นเม็ดพลาสติก รัฐบาลต้องจัดลำดับความสำคัญให้ส่วนที่มีความจำเป็นได้นำไปใช้ก่อน เช่น การใช้ทำบรรจุภัณฑ์เวชภัณฑ์ทางการแพทย์ หรือบรรจุภัณฑ์ต่างๆ ฯลฯ เพราะหากเกิดการขาดแคลนเม็ดพลาสติก ไม่เพียงแต่จะทำให้มีสิ่งเหล่านั้นน้อยลง แต่ราคาจะพุ่งสูงขึ้นอย่างมาก

เนื่องจากบริษัทที่ผลิตเม็ดพลาสติกได้จะต้องหยุดชั่วคราว และต้องจ่ายค่าบำรุงรักษาเครื่องจักร หรือค่าอะไรต่างๆ เหมือนเดิม ซึ่งหากหยุดไปชั่วคราวและจะกลับมาดำเนินการผลิตใหม่อีกครั้งรวมแล้วต้องใช้ค่าใช้จ่ายหลักหลายสิบล้านบาทความเสียหายเหล่านี้จะต้องถูกคิดเพิ่มไปกับราคาขายอย่างแน่นอน

“ทันทีที่เม็ดพลาสติกขาดแคลนราคาขายจะพุ่งขึ้นอย่างน้อย 30 – 40% เพราะสต๊อกก็มีไม่เยอะ ส่งผลต่อเนื่องไปถึงกลางน้ำคือผู้ที่นำเม็ดพลาสติกไปขึ้นรูปเป็นถุง หรือขวดต่างๆ ราคาขายก็จะเพิ่มสูงขึ้นเพิ่มไปอีก 60 – 70% และกว่าจะมาถึงผู้บริโภคราคาจะอาจจะพุ่งขึ้นจากเดิมเท่าตัว 100% และถ้ายิ่งเกิดการกักตุนสินค้าที่มีอยู่แล้ว จะยิ่งเห็นผลทันทีเลยอย่างรวดเร็ว

ที่จริงๆ ตอนนี้รัฐบาลก็พยายามแก้ปัญหาส่วนนี้อยู่คือทำให้เม็ดพลาสติก กับผลิตภัณฑ์พลาสติกเป็นสินค้าควบคุมซึ่งก็น่าจะช่วยได้ แต่รัฐต้องไปดูสต๊อกให้ได้ด้วย เพื่ ไม่ให้เกิดการกักตุนและนำมาขายช่วงที่เกิดการขาดแคลนในราคาที่สูงเพื่อเอากำไร”

รศ. ดร.ปกรณ์ กล่าวว่า ในระยะยาวทางรัฐบาลและสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) จะต้องเจรจา และออกแบบมาตรการในการดึงดูดการลงทุนจากบริษัทข้ามชาติที่มีเทคโนโลยีในการผลิตพลาสติกวิธีอื่นๆ นอกจากการใช้แนฟทาให้เข้ามาลงทุนในประเทศ

เช่น เทคโนโลยีที่ทำให้อีเทน (Ethane) เปลี่ยนเป็นเอทิลีน (Ethylene) สำหรับใช้ผลิตเม็ดพลาสติก PE หรือเทคโนโลยีการผลิตพลาสติกชีวภาพ (Bioplastics) ที่ใช้วัตถุดิบที่ได้จากการหมักบ่มน้ำตาล มันสำปะหลัง หรือข้าวโพดในการมาทำเป็นพลาสติก ที่สำคัญคือ ย่อยสลายได้ในสภาวะที่เหมาะสม โดยใช้เวลาประมาณ 6 เดือน - 1 ปี

นอกจากนี้ รัฐบาลและ BOI รวมถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจำเป็นจะต้องเดินหน้าส่งเสริมการลงทุนจากบริษัทข้ามชาติที่มีเทคโนโลยีในการรีไซเคิลพลาสติกให้มากขึ้น รวมถึงเทคโนโลยีใหม่ๆ ด้วยนอกจากการรีไซเคิลเชิงกล (Mechanical Recycling) ไม่ว่าจะเป็นการรีไซเคิลเชิงเคมี (Chemical Recycling) ที่เปลี่ยนพลาสติกใช้แล้วที่ผสมกันหลายชนิดให้กลายไปเป็นสารตั้งต้นใหม่ในการผลิตพลาสติกคุณภาพสูงเทียบเท่ากับของใหม่ได้ หรือการใช้พลาสติกที่ผลิตจากฐานชีวภาพ (Bio-based) เช่น Bio-based PE ที่เป็นการผลิตจากเอทานอล ที่ได้จากการหมักบ่มมันสำปะหลัง หรือน้ำตาล

โดยประเทศไทยเป็นผู้ผลิตรายใหญ่ แทนการนำมาผสมน้ำมันเป็นแก๊สโซฮอล์ ตลอดจนควรสนับสนุนมาตรการทางภาษีให้พลาสติกรีไซเคิล หรือพลาสติกฐานชีวภาพสามารถขายได้ เพื่อให้เกิดการใช้และรีไซเคิลขยะพลาสติกในไทยที่มีถึง 2.7 ล้านตันต่อปี ซึ่งที่ผ่านมามีการรีไซเคิลได้เพียง 25% เท่านั้น เนื่องจากไม่มีเทคโนโลยีในการรีไซเคิลที่เหมาะสมในการดำเนินการ 

ขณะเดียวกัน รัฐบาลก็จำเป็นจะต้องเอาจริงเอาจังกับการส่งเสริมให้ประชาชนรู้จักแยกขยะพลาสติกให้ถูกต้องมากขึ้นด้วย มีตัวอย่างที่ดีมากคือประเทศไต้หวัน หรือประเทศญี่ปุ่น สิ่งนี้จะช่วยให้การนำขยะพลาสติกมารีไซเคิลทำได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยเฉพาะการนำขยะพลาสติกไปรีไซเคิลเชิงกล เพราะหากเอาพลาสติกที่ต่างชนิดมาปนกันจะทำให้คุณพลาสติกที่รีไซเคิลมาใช้ไม่ได้เลย

“ตอนนี้เป็นโอกาสดีที่ทั้งรัฐและเอกชนจะหันมามอง และสนับสนุนเรื่องรีไซเคิลให้มากขึ้น เพราะจากการสู้รบของสหรัฐอเมริกา-อิสราเอลกับอิหร่านที่โจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านการผลิตน้ำมันแล้ว แม้จะยุติกันได้แต่น่าจะส่งผลให้กำลังการผลิตน้ำมันของโลกลดน้อยลง รวมถึงราคาน้ำมันจะยังคงเพิ่มสูงขึ้นอยู่ไปอีกสักพักใหญ่ๆ เนื่องจากกว่าจะใช้เวลาฟื้นฟูโครงสร้างพื้นฐานเหล่านี้จนกลับมาผลิตได้เหมือนเดิม ต้องใช้เวลาอีกหลายปี ถ้าเป็นแบบนี้เมื่อเทียบกันแล้ว ราคาพลาสติกที่ได้จากการรีไซเคิลน่าจะถูกกว่าแน่นอน”