
'ศุภจี' งัด 5 นโยบายฝ่าวิกฤตพลังงาน ลดค่าครองชีพ-รีเซ็ตเกมการค้า
'ศุภจี' ลุย 5 นโยบายใหญ่รับวิกฤตพลังงาน ดันไทยช่วยไทย ลดราคาสินค้า 3,000 รายการ เสริม SME ออนไลน์ แจกคูปอง-ส่งฟรี คุมต้นทุนสกัดขึ้นราคา บรรเทาภาระประชาชนทั่วประเทศ
KEY
POINTS
- เสนอมาตรการระยะสั้น "ไทยช่วยไทย" เพื่อลดค่าครองชีพ โดยร่วมมือกับผู้ประกอบการลดราคาสินค้ากว่า 3,000 รายการ และสนับสนุนรถพุ่มพวงเพื่อกระจายสินค้า
- รักษาเสถียรภาพราคาสินค้าเกษตรผ่านกลไกรับซื้อนำตลาด พร้อมสร้างความเข้มแข็งให้ผู้ประกอบการ SME และชุมชนผ่านการค้าออนไลน์ การส่งเสริมแฟรนไชส์ และสินค้า GI
- สร้างสมดุลการส่งออกโดยรักษาตลาดเดิม เช่น สหรัฐฯ และจีน ควบคู่ไปกับการเจรจา FTA เพื่อบุกตลาดใหม่ เช่น สหภาพยุโรป และแอฟริกา
- ยกระดับการให้บริการภาครัฐสู่ "พาณิชย์ดิจิทัล" โดยนำเทคโนโลยี AI และ Big Data มาใช้ในการบริหารจัดการสินค้าเกษตรและอำนวยความสะดวกให้ประชาชน
23 เมษายน 2569 นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึง จากสถานการณ์วิกฤตซ้อนวิกฤต นโยบายที่จะขับเคลื่อนต้องเดินไปข้างหน้า รวมถึงการเปลี่ยนแปลงให้กับบริบทของคู่ค้า ทั้งนี้จสกวิกฤตพลังงานเป็นตังกดดันให้มีผลกระทบเรื่องค่าขนส่ง ค่าครองชีพ รงใถึฃการส่งออกไปต่างประเทศ การวางแผนทั้งเศรษฐกิจภูมิรัฐศาสตร์ พลังงาน
ทั้งนี้ การดำเนินการนโยบายขิงกระทรวงนั้นในระยะสั้นจะต้องแก้ไขปัญหา ขณะที่ระยะยาวคือการปรับโครงสร้าง ผ่าน 5 นโยบายหลักได้แก่
1.ดูแลค่าครองชีพสร้างรายได้ยกระดับชุมชน
โครงการไทยช่วยไทย ในระยะสั้นเฟสแรก ได้ประสานงานดับผู้ประกอบการทั้ฃผู้ผลิต ค้าปลีก ค้าส่ง นำสินค้ามาลดราคากว่า 3000 รายการทั่วประเทศ ซึ่งมีสินต้าที่เป็นแบรนด์รอง House Brand สินค้าภายใต้กิจกรรมธงฟ้า รงมถึง สินค้า SME ชุมชน โดยจะมีช่องทางการจัดจำหน่ายและกระจายสินค้าผ่านงานไทยช่วยไทย ห้างโมเดิร์นเทรด ห้างค้าปลีก ส่งท้องถิ่น ไปรษณีย์ไทย รถพุ่งพวง ตลาด สถานที่ว่าการอำเภอทุกจังหวัด โรงเรียน ร้านค้ากองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมือง โดยจะเริ่มกิจกรรมวันที่ 1 พฤษภาคม 2569
ขณะที่ระยะยาว เฟสแรกของการยกระดับสินค้า SME นำสินค้าวางขายบนแพลตฟอร์มออนไลน์ 6 แอพลิเคชั่น ได้แก่ Thailand Postmart, Nexgen, Shopee, TikTok LINE และ Lazada ผู้ประกอบการที่เข้าร่วมโครงการจะได้รับการยกเว้นค่าธรรมเนียม (ฟรีค่า GP) ระยะเวลา 1เดือน มีการแจกคูปองส่วนลดผ่านแพลตฟอร์ม 100 บาท จำนวน 250 ใบ จำนวน 2,000 ราย รวมส่วนลดทั้งหมด 500,00 ใบ
ด้านเฟส 2 นำสินค้าไทยช่วยไทยมาขายบนออนไลน์ โดยเป็นราคาเดียวกันกับการจำหน่ายในห้าง จัดส่งฟรีระยะทาง 5 กิโลเมตร ซึ่งมีการจับมือกับ ท็อป โลตัส บิ๊กซี
นอกจากนี้ จะมีเปิดรับสมัครรถพุ่มพวง โดยมีเป้าหมาย 3,800 คันทั่วประเทศ เพื่อนำสินค้าไปขายในพื้นที่ห่างไกลที่ประชาชนเข้าถึงสินค้าได้ยาก โดยคาดว่าจะเปิดรับสมัครภายในอาทิตย์หน้า โดยภาครัฐจะช่วยเรื่องบัตรเติมน้ำมัน โดยจะแบ่งประเภทรถ เช่น รถมอเตอร์ไซต์พ่วงข้างช่วยค่าน้ำมัน 1,500 บาทต่อเดือน รถยนต์ 3,000 บาทต่อเดือน ซึ่งคาดว่าจะสามารถดำเนินโครงการได้ในช่วงสัปดาห์ที่ 3 เดือนพฤษภาคม 2569
2.รักษาเสถียรภาพและเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตร
กลไกซื้อนําตลาด
จําหน่ายให้หน่วยงานรัฐ เปิดจุดรับซื้อ 28 จังหวัด เป้าหมายเบื้องต้น 1 ล้านตันข้าวเปลือก ราคานำตลาดตันละไม่เกิน 300 บาท โดยจะเชื่อมโยงหน่อวงานภาครัฐ เช่น กองทัพ กรมราชทัณฑ์ กรมพินิจฯ หน่วยงานรัฐวิสาหกิจ 2. จัดทําข้าวถุงโอชาราคาประหยัด
สร้างความเข้มแข็ง ยกระดับการผลิต ให้แก่ชุมชน มุ่งสู่การผลิตข้าวมูลค่าสูง โดยแบ่งกลุ่มเกษตรกรเป็น 3 กลุ่ม ตามระดับศักยภาพเป้าหมาย 200 กลุ่ม
- สนับสนุนการเชื่อมโยงตลาดแก่กลุ่มที่ 1 กลุ่มที่ผลิต และบริหารจัดการได้มาตรฐานอละพร้อมทำตลาด
- สนับสนุนอุปกรณ์การผลิต แก่กลุ่มที่ 2 กลุ่มที่ผลิตและบริหาร จัดการได้มาตรฐาน แต่ขาดความพร้อมทําตลาด และกลุ่มที่ 3 กลุ่มที่มีความตั้งใจแปรรูป แต่ขาดความพร้อมในการผลิต และแปรรป และมีช่องทางจัดจำหน่ายจำกัด
พัฒนาดูแลเมล็ดพันธุ์ เพื่อเพิ่มผลผลิต/เพิ่มมูลค่าผลักดันข้าวนวัตกรรม/คุณภาพสูง เพื่อเลี่ยงสงครามราคา พัฒนาเมล็ดพันธุ์ข่าวตามความต้องการตลาด และเหมาะสมกับสภาพพื้นที่การผลิต
ขยายตลาดส่งออกและเปิดตลาดใหม่
- ตลาดเอเชีย ข้าวขาวและข้าวหอมมะลิไทย ตลาดจีน ตลาดมาเลเซีย และสิงคโปร์ ซึ่งเป็นตลาดทดแทน ตะวันออกกลาง
- แอฟริกา ข้าวนึ่งและข้าวขาว รักษาฐานลูกค้าในแอฟริกาใต้ที่มีความต้องการสูง
- ยุเรป อเมริกา และออสเตรเลีย ข้าวเพื่อสุขภาพ ข้าวประณีต ข้าวขาวออร์แกนิก
นําสินค้าเกษตรเป็นส่วนหนึ่งในการเจรจา การค้าในการจัดซื้อของภาครัฐ
รัฐบาลไทยจะตกลงซื้อขายสินค้ากับรัฐบาลประเทศคู่ค้า และ กําหนดเงื่อนไขการชำระค่าสินค้าบางส่วนในรูปของสินค้าเกษตร และอาหารที่มีศักยภาพของไทย
3. สร้างความเข้มแข็งให้ Sme และชุมชน
ด้านที่ 1 ยกระดับศักยภาพผู้ประกอบการ พัฒนาทักษะการค้ายุคใหม่ โดยเฉพาะการค้าออนไลน์ ยกระดับ SMEs เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทาน ระดับประเทศ และระดับสากลได้อย่างเข้มแข็งรวมถึงช่องทางออนไลน์
ด้านที่ 2 ขยายเครือข่ายและสร้างผู้ประกอบการผ่านแฟรนไซส์ โดยต่อยอดความสําเร็จของธุรกิจแฟรนไซส์ไทย ซึ่งปัจจบันมี 681 แบรนด์ และมีเครือข่ายครอบคลุมกว่า 81,024 สาขาทั่วประเทศ รวมถึงผลักดันแฟรนไชส์ไทยที่มีศักยภาพ สู่ตลาดต่างประเทศ
ด้านที่ 3 พัฒนาเศรษฐกิจชุมชนด้วย GI ส่งเสริมการตลาดเชิงรุกให้แก่สินค้า Gl เร่งขึ้นทะเบียนสินค้า GI ให้ครบ 272 รายการ ภายในปี 2569 รวมถึงยกระดับอาหาร GI สู่ Fine Dining พัฒนาแหล่งผลิต Gi เป็นแหล่งท่องเที่ยวคาดว่าจะสามารถสร้างมูลค่าทางการตลาดและเม็ดเงินหมุนเวียนสู่ชุมชน ได้มากกว่า 117,000 ล้านบาท
ด้านที่ 4 เพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันด้วยทรัพย์สินทางปัญญา ด้านการสร้างสรรค์ (Creation) และ การใช้ประโยชน์ทรัพย์สินทางปัญญา (Commercialization) โดยเสริมแกร่ง SMEs ด้วยทรัพย์สินทางปัญญา (IP) สร้างมูลค่าเพิ่มสินค้า GI สร้างโอกาสทางรุรกิจให้กับ SMEs ผ่านการจัดงานแฟร์ และแสดงสินค้าต่าง ๆ ร่วมมือกับ สสว. อาทิ พัฒนาศักยภาพ SMEs ตั้งแต่ต้นน้ำยันปลายน้ำ นําผลงาน ศิลปะของไทยร่วมแสดงในต่างประเทศ
ด้านการคุ้มครอง (Protection) และบังคับใช้กฎหมาย (Enforcement) เร่งรัดการจดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญา ผ่านช่องทาง Fast Track สิทธิบัตรและอนุสิทธิบัตร สิทธิบัตรการออกแบบฯ และเครื่องหมายการค้า เฝ้าระวังการฉวยโอกาสนํา IP ไทยไปจดทะเบียน เครื่องหมายการค้าในต่างประเทศ ร่วมมือกับ สสว. พัฒนาและส่งเสริม SMEs จดทะเบียน IP ทั้งในและต่างประเทศ โดยผู้ที่เป็นสมาชิก สสว. จะได้รับ กระบวนการจดทะเบียน Fast Track
ด้านที่ 5 ป้องกันและปราบปราม การใช้ตัวแทนอําพราง (Nominee) เพื่อป้องกันและปราบปรามเครือข่ายนอมินี และบัญธีม้านิติบุคคลอย่างเด็ดขาด ผ่านการบังคับใช้ 4 คําสั่ง 2 ประกาศ จากการตรวจสอบบัญชีม้าในไตรมาสแรกของปี 2569 พบเพียง 10 บริษัท (ลดลงอย่างก้าวกระโดดเมื่อเทียบกับ สถิติทั้งปี 2568 ที่มีมากถึง 549 บริษัท)
ด้านที่ 6 ป้องกันการทะลักของสินค้านําเข้าและสินค้าที่แอบอ้างถิ่นกําเนิดสินค้าไทย
4. สร้างสมดุลการส่งออก
สร้างสมดุลมิติผู้ประกอบการ เพิ่มสัดส่วนของ SMEs ในโครงสร้างการส่งออก
สร้างสมดุลมิติสินค้า สนับสนุนการใช้ LOCAL CONTENT ผ่านการแปรรูปและการสร้างมูลค่าเพิ่ม อาศัยเทคโนโลยีและนวัตกรรมในการแปรรูป ให้เป็นสินค้าแบรนด์ไทยที่มีมูลค่าสูง เชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานโลก เชื่อมโยงวัตถุดิบและระบบโลจิสติกส์กับประเทศ คู่ค้าเชิงยุทธศาสตร์
สร้างสุมดลมิติตลาด
- รักษาตลาดเดิม
โดยเจรจากับสหรัฐฯ (ตลาดส่งออกอันดับ1) เร่งรัดกระบวนการเจรจาจัดทํา ART รับมือการไต่สอนภายใต้มาตรา 301 โดยตามไทม์ไลน์ วันที่ 15 เม.ย.69 จัดทําข้อชี้แจง มาตรา 301 ซึ่งส่งให้ USTR แล้ว โดยวันที่ 28 เม.ย. -14 พ.ค.69 เข้าร่วม PUBLIC HEARING และ TECHNICAL CONSULTATION U USTR และวันที่ 3-6 พ.ค. 69 เดินทางเยือนสหรัฐฯ เพื่อเจรจากับ USTR และพาเอกชนเข้าร่วมาน SELECT USA INVESTMENT SUMMIT 202
นอกจากนี้ต้องเร่งส่งออกสินค้าในช่องที่มาตรา.122 มีผลใช้บังคับ ภายในวันที 24 ก.ค.69 รวมถึงยกระดับการส่งเสริมตลาดจีน (ตลาดส่งออกอันดับ 2) ปรับสมดุลการค้าและผลักดันการเป็นหุ้นส่วนทางธุรกิจเชิงยุทรศาสตร์
บุกตลาดใหม่
- สหภาพยุโรป เจรจา FTAไทย -EU
- อินเดีย ผลักดัน MRA ด้านมาตรฐานสิ่งแวดล้อม
- ลาตินอเมริกา พันธมิตรทางการค้าใช้ประโยชน์จากFTA
- แอฟริกา THAILAND-AFRICA INITIATIVE
สมดุลมิติการค้าภาคบริการ
ยกระดับการท่องเที่ยว และบริการสู่ตลาดมูลค่าสูง ผลักดันสู่ศูนย์กลางการท่องเที่ยว WELLNESS ระดับสากล และบุกเบกเศรฐกิจผู้สูงวัย
5. ยกระดับเทคโนโลยีการให้บริการและปลดล็อกกฎระเบียบ
ยกระดับการบริหารและการบริการ ภาครัฐ ภายใต้ MOC Plus "จดเดียว จบ จริง" ขับเคลื่อนสู่การเป็น "พาณิชย์ดิจิทัล" โดยใช้ AI, BIG DATA และ CLOUD มาให้บริการประชาชนสะดวก รวดเร็ว โปร่งใส และลดความซ้ำซ้อน
ยกระดับการบริหารจัดการสินค้าเกษตรด้วยเทคโนโลยีอัจฉริยะ
- ระยะสั้น (ดําเนินการแล้ว) คาดการณ์ผลผลิตข้าวล่วงหน้า 2 - 8 สัปดาห์ ติดตามราคารับซื้อระดับอําเภอและชนิดข้าว และประเมินความเสี่ยงกําลังการผลิตของโรงสี
- ระยะกลาง ใช้ Al วิเคราะห์และชี้เป้าตลาด ส่งออกข้าวประณีตที่มีคุณค่า และมูลค่าสูง คาดว่าเริ่มทดลองใช้ในเดือน มิ.ย. 69
- ระยะยาว (ภายใน 1ปี) ขยายผลไปยังสินค้าเกษตร สําคัญอื่น ๆ เช่น ปาล์มน้ำมัน มันสําปะหลัง ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ และผลไม้







