thansettakij
thansettakij
ดีเซลทะยาน 36% ดันต้นทุนผลิต-ขนส่งพุ่ง ผู้ประกอบการเสี่ยงขึ้นราคาสินค้า

ดีเซลทะยาน 36% ดันต้นทุนผลิต-ขนส่งพุ่ง ผู้ประกอบการเสี่ยงขึ้นราคาสินค้า

22 เม.ย. 69 | 06:04 น.
อัปเดตล่าสุด :22 เม.ย. 69 | 06:04 น.

ส.อ.ท.ชี้ ดีเซลทะยาน 36% ดันต้นทุนผลิต-ขนส่งพุ่ง ผู้ประกอบการเสี่ยงขึ้นราคาสินค้า เหตุวิกฤตตะวันออกกลา เร่งรัฐออกมาตรการช่วยเหลือด้านราคาพลังงาน

KEY

POINTS

  • ราคาน้ำมันดีเซลปรับตัวสูงขึ้น 36% ในเดือนมีนาคม 2569 ส่งผลโดยตรงทำให้ต้นทุนการผลิตและค่าขนส่งเพิ่มสูงขึ้น
  • ผู้ประกอบการเผชิญแรงกดดันจากต้นทุนที่เพิ่มขึ้นหลายด้าน ทั้งจากราคาพลังงาน การขาดแคลนวัตถุดิบ และค่าระวางเรือที่สูงขึ้น
  • สถานการณ์ดังกล่าวทำให้ผู้ประกอบการอาจจำเป็นต้องพิจารณาปรับขึ้นราคาสินค้า และยังส่งผลให้ดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมปรับตัวลดลง

นายนาวา จันทนสุรคน รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยผลการสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรม ประจำเดือนมีนาคม 2569 ว่า อยู่ที่ระดับ 88.6 ปรับตัวลดลงจากระดับ 90.0 ในเดือนกุมภาพันธ์ 2569

ทั้งนี้ การปรับตัวลดลงของดัชนีดังกล่าวมีสาเหตุจากหลายปัจจัย โดยเฉพาะสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐอเมริกา อิสราเอล และอิหร่าน รวมถึงการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งส่งผลให้ราคาพลังงานและค่าขนส่งปรับตัวสูงขึ้น และกดดันต้นทุนการผลิตของภาคอุตสาหกรรม 

อีกทั้ง ยังส่งผลกระทบต่อการส่งออกไปยังภูมิภาคตะวันออกกลาง โดยเฉพาะในกลุ่มยานยนต์ เครื่องปรับอากาศ และผลิตภัณฑ์ไม้ 

 

ขณะเดียวกันราคาน้ำมันดีเซลปรับตัวเพิ่มขึ้นแตะระดับ 40.74 บาทต่อลิตร วันที่ 31 มีนาคม 2569 เพิ่มขึ้น 36.07% เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า ส่งผลให้ต้นทุนในภาคขนส่ง ภาคเกษตร และภาคอุตสาหกรรมเพิ่มสูงขึ้น อีกทั้งยังเกิดปัญหาการขาดแคลนน้ำมันในสถานีบริการบางพื้นที่ ซึ่งกระทบต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจในพื้นที่ 

นอกจากนี้ ภาคอุตสาหกรรมยังเผชิญภาวะขาดแคลนวัตถุดิบ (Supply Shock) เช่น เม็ดพลาสติก เคมีภัณฑ์ บรรจุภัณฑ์ และอะลูมิเนียม ส่งผลให้ต้นทุนการผลิตสินค้าเพิ่มสูงขึ้น และกดดันให้ผู้ประกอบการต้องพิจารณาปรับราคาสินค้า อีกทั้งยังทำให้กระบวนการขนส่งเกิดความล่าช้า 

ดีเซลทะยาน 36% ดันต้นทุนผลิต-ขนส่งพุ่ง ผู้ประกอบการเสี่ยงขึ้นราคาสินค้า

 

ขณะที่ค่าระวางเรือปรับตัวสูงขึ้นจากสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะค่าเบี้ยประกันความเสี่ยงและค่าธรรมเนียมส่วนเพิ่ม (Surcharge) รวมถึงปัญหาสินค้าตกค้างที่ไม่สามารถขนส่งไปยังประเทศในอ่าวเปอร์เซียได้ ซึ่งล้วนส่งผลกระทบต่อภาระต้นทุนของผู้ประกอบการ

อย่างไรก็ตาม ในเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ยังมีปัจจัยสนับสนุนบางประการ ได้แก่ มาตรการยกเว้นภาษีเงินได้สำหรับค่าซื้ออุปกรณ์และค่าติดตั้งระบบพลังงานแสงอาทิตย์ (โซลาร์เซลล์) ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 3 มีนาคม 2569 ถึง 31 ธันวาคม 2571 โดยมาตรการดังกล่าวมีส่วนช่วยกระตุ้นอุปสงค์ในกลุ่มสินค้าโซลาร์เซลล์และระบบกักเก็บพลังงาน (Energy Storage System) 

อย่างไรก็ดี การจัดงานแสดงสินค้าและกิจกรรมส่งเสริมการขาย เช่น Bangkok International Motor Show 2026 ระหว่างวันที่ 25 มีนาคม – 5 เมษายน 2569 และมหกรรมบ้านและคอนโด ครั้งที่ 49 ระหว่างวันที่ 19–22 มีนาคม 2569 คาดว่าจะช่วยกระตุ้นกำลังซื้อในอุตสาหกรรมยานยนต์ วัสดุก่อสร้าง และธุรกิจที่เกี่ยวเนื่อง 

ด้านมาตรการเพิ่มสัดส่วนการผสมไบโอดีเซล B7 และการกำหนดราคาน้ำมัน E20 ให้ต่ำกว่า E10 ประมาณ 5 บาทต่อลิตร ยังมีส่วนช่วยสนับสนุนห่วงโซ่อุปทานเชื้อเพลิงชีวภาพ อีกทั้ง ค่าเงินบาทอ่อนค่าลง 5.55% เมื่อเทียบระหว่างวันที่ 27 กุมภาพันธ์ กับวันที่ 31 มีนาคม 2569 มาอยู่ที่ระดับ 32.99 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ จากการแข็งค่าของเงินดอลลาร์สหรัฐและสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง ซึ่งส่งผลดีต่อภาคการส่งออกของไทย

จากผลการสำรวจผู้ประกอบการจำนวน 1,311 ราย ครอบคลุม 48 กลุ่มอุตสาหกรรมของสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ในเดือนมีนาคม 2569 พบว่าปัจจัยที่ผู้ประกอบการมีความกังวลเพิ่มขึ้น ได้แก่ ราคาพลังงาน 71.9% เศรษฐกิจโลก 69.8% เศรษฐกิจภายในประเทศ 57.7% และอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ 21.4% 

ส่วนปัจจัยที่ผู้ประกอบการมีความกังวลลดลง ได้แก่ อัตราแลกเปลี่ยน (โดยเฉพาะในมุมมองของผู้ส่งออก) 43.8% นโยบายภาครัฐ 33.6% การเข้าถึงสินเชื่อ 24.8% 

นายนาวา กล่าวอีกว่า ดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมคาดการณ์ในช่วง 3 เดือนข้างหน้า อยู่ที่ระดับ 95.9 ปรับตัวลดลงจากระดับ 97.4 ในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 โดยมีปัจจัยกดดันจากหลายประเด็นสำคัญ ทั้งผู้ประกอบการยังคงมีความกังวลต่อสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐอเมริกา อิสราเอล และอิหร่าน ที่มีแนวโน้มยืดเยื้อ กดดันห่วงโซ่อุปทานและโลจิสติกส์ กระทบภาคการผลิตและภาคการท่องเที่ยวของไทย 

นอกจากนี้ ค่าไฟฟ้าผันแปรอัตโนมัติ (ค่าไฟฟ้า Ft) ในงวดเดือนพฤษภาคม–สิงหาคม 2569 มีแนวโน้มปรับเพิ่มขึ้นแตะระดับประมาณ 4 บาทต่อหน่วย จากทิศทางราคาพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้น ส่งผลให้ต้นทุนด้านพลังงานของภาคอุตสาหกรรมมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นตามไปด้วย

ขณะเดียวกัน การชะลอตัวของอุปสงค์จากประเทศคู่ค้าในแถบอ่าวเปอร์เซีย โดยเฉพาะสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) และซาอุดีอาระเบีย อาจสร้างแรงกดดันต่อการส่งออกของไทย โดยเฉพาะสินค้าในกลุ่มยานยนต์ อาหาร เครื่องปรับอากาศ เครื่องประดับ และผลิตภัณฑ์ไม้ 

ภาครัฐอยู่ระหว่างเตรียมออกมาตรการเพื่อบรรเทาผลกระทบจากวิกฤตพลังงานในลักษณะ มาตรการเฉพาะกลุ่ม (Targeted Policy) เพื่อช่วยลดภาระต้นทุนของภาคธุรกิจและรักษาเสถียรภาพของภาคการผลิตในระยะต่อไป

สำหรับข้อเสนอแนะต่อภาครัฐ ประกอบด้วย

1.  เสนอให้ภาครัฐพิจารณาปรับลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันเชื้อเพลิง ควบคู่กับการใช้กลไกกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเพื่อพยุงราคาน้ำมันดีเซล รวมถึงการกำกับดูแลไม่ให้มีการกักตุนน้ำมันหรือฉวยโอกาสขึ้นราคาเพื่อบรรเทาผลกระทบต่อต้นทุนของภาคอุตสาหกรรมโดยเฉพาะ SMEs และภาคขนส่ง

2.  ขอให้ภาครัฐเร่งส่งเสริมมาตรการประหยัดพลังงานและสนับสนุนการรวมกลุ่มขนส่ง (Pool Logistics) รวมทั้งการบริหารจัดการเที่ยววิ่งขากลับ (Backhauling Management) เพื่อลดการวิ่งรถเที่ยวเปล่าซึ่งจะช่วยลดต้นทุนขนส่ง

3.  เสนอให้ภาครัฐพิจารณาระงับการส่งออกเศษเหล็ก เศษอะลูมิเนียม และเศษกระดาษ เพื่อรักษาปริมาณวัตถุดิบไว้ใช้ภายในประเทศ พร้อมเร่งพัฒนาระบบฐานข้อมูลวัตถุดิบในประเทศและแหล่งวัตถุดิบทางเลือก เช่น เม็ดพลาสติก โดยจัดทำเป็น Dashboard เพื่อใช้เป็นข้อมูลในการบริหารจัดการวัตถุดิบและลดผลกระทบจาก Supply Shock