
อั้นไม่ไหว! พาณิชย์ เคาะขึ้นราคาน้ำมันปาล์ม 2 บาทต่อขวด ตามโครงสร้างต้นทุน
พาณิชย์ ไฟเขียว! ขึ้นราคาน้ำมันปาล์มบรรจุขวดขนาด 1 ลิตร 1-2 บาท ตามโครงสร้างต้นทุนที่เพิ่มขึ้น ย้ำ ปาล์มน้ำมันสต๊อกเพียงพอ เกษตรกรเตรียมเข้ายื่นหนังสือ 'ศุภจี' หลังราคาปาล์มร่วงหนัก
KEY
POINTS
- กรมการค้าภายในอนุมัติให้ผู้ผลิตน้ำมันปาล์มบรรจุขวดปรับขึ้นราคาได้ 1-2 บาทต่อขวด
- การปรับขึ้นราคามีสาเหตุมาจากต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น ทั้งค่าปุ๋ย ค่าแรง และค่าขนส่ง
- เกษตรกรผู้ปลูกปาล์มระบุว่าต้นทุนการผลิตสูงขึ้นสวนทางกับราคาผลปาล์มที่ขายได้ ซึ่งไม่สอดคล้องกับต้นทุนที่แท้จริง
นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยภายหลังประชุมคณะอนุกรรมการบริหารจัดการสมดุลน้ำมันปาล์ม ครั้งที่ 3/2569 ว่าขณะนี้มีผู้ผลิตน้ำมันปาล์มบรรจุขวดขนาด 1 ลิตรขออนุญาตปรับขึ้นราคาแล้ว 1-2 ราย โดยปรับขึ้นจากราคา 1-2 บาท เช่น ขวดละ 46 ถึง 48 บาท เป็น 49 ถึง 50 บาท จากที่ขอนุญาตขึ้นราคาทั้งหมด 4 ราย และมีบางรายที่ขอนุญาตขึ้นราคาเกิน 50 บาท ตามโครงสร้างราคาที่สูงขึ้น ทั้งนี้ผู้ผลิตน้ำมันปาล์มบรรจุขวดจะต้องเข้ามาชี้แจงสต๊อกปาล์มเก่าด้วย
ทั้งนี้
ได้หารือถึงสถานการณ์ราคาพลังงานโลกที่ปรับตัวสูงขึ้นจากปัจจัยความตึงเครียดในตะวันออกกลาง ซึ่งส่งผลให้รัฐบาลมีแนวคิดเพิ่มสัดส่วนการใช้น้ำมันปาล์มในภาคพลังงาน โดยปรับสูตรไบโอดีเซลจาก B5 เป็น B7 และ B20 เพื่อรองรับความต้องการพลังงานภายในประเทศ
เมื่อความต้องการในภาคพลังงานเพิ่มสูงขึ้น จึงเกิดความกังวลต่อสัดส่วนการส่งออก ส่งผลให้มีการกำหนดมาตรการให้การส่งออกน้ำมันปาล์มต้องขออนุญาตล่วงหน้า ซึ่งเริ่มดำเนินการตั้งแต่วันที่ 7 เม.ย.ที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม ยืนยันว่า มาตรการดังกล่าวไม่ได้เป็นการระงับการส่งออก แต่เป็นเพียงกลไกในการติดตามข้อมูลล่วงหน้า เพื่อให้สามารถบริหารจัดการปริมาณน้ำมันปาล์มในประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยที่ผ่านมาไม่พบอุปสรรคในการส่งออก
โดยตัวเลขล่าสุด มีการใช้ผลผลิตปาล์มจาก 70,000 ตันต่อเดือนเพิ่มเป็น 100,000 ตันต่อเดือน ส่วนการส่งออกปกติช่วงเดือนเมษายนจะอยู่ที่ 1.3 แสนตัน ขณะนี้ มีผู้ส่งออกขอยื่นส่งออกแล้ว 90,000 ตัน ขณะที่ สต๊อกน้ำมันปาล์มล่าสุด (20 เม.ย.69) อยู่ที่ 2.9 แสนตัน
ทั้งนี้ ยืนยันว่า ผลผลิตปาล์มมีเพียงพอใช้ในประเทศทั้งภาคอุตสาหกรรม การส่งออก และการบริโภคในประเทศ ขณะที่ ข้อมูลผลผลิตปาล์มจากสำนักงานเศรษฐกิจ การเกษตร (สศก.) ประเมินผลผลิตปาล์มภาพรวมลดลงจากสภาพอากาศ โดยเดือนมีนาคม มีผลผลิต 1.88 ล้านตัน เมษายน 2.24 ล้านตัน และพฤษภาคม 2.5 ล้านตัน
ส่วนความกังวลของเกษตรกรหลังราคาปรับตัวลดลงสำหรับราคาปาล์ม ณ วันที่ 20 เมษายน 2569 แหล่งผลิตสำคัญ 3 จังหวัด ได้แก่ สุราษฎร์ธานี กระบี่ ชุมพร เปอร์เซ็นต์น้ำมันปาล์มอยู่ 18% ราคาเฉลี่ยอยู่ที่ 6.60-7.20 บาทต่อกิโลกรัม(กก.)
ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ราคาปรับตัวลดลง ส่วนหนึ่งมาจากความผันผวนของราคาน้ำมันในตลาดโลก รวมถึงราคาน้ำมันปาล์มดิบ (CPO) ในตลาดมาเลเซีย ที่เคยปรับตัวสูงถึงกว่า 39 บาทต่อกิโลกรัม ก่อนลดลงมาอยู่ที่ประมาณ 36–36.4 บาทต่อ กก. ในปัจจุบัน ซึ่งส่งผลต่อโครงสร้างราคาภายในประเทศ รวมถึงอัตราแลกเปลี่ยน
นอกจากนี้ ยังพบว่าปริมาณการใช้น้ำมันในประเทศมีความผันผวนสูง โดยเคยมีการใช้สูงสุดถึงประมาณ 90 ล้านลิตรต่อวัน ก่อนจะลดลงเหลือเพียงราว 20 ล้านลิตรต่อวันในบางช่วง ส่งผลให้ผู้ประกอบการโรงสกัดมีการปรับแผนการรับซื้อวัตถุดิบอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม ในช่วง 3–4 สัปดาห์ที่ผ่านมา ราคาปาล์มยังได้รับแรงกดดันจากหลายปัจจัย ทั้งภาวะตลาดโลกและต้นทุนการผลิตที่ปรับตัวสูงขึ้น
ด้านนายมนัส พุทธรัตน์ ประธานสมาพันธ์ชาวสวนปาล์มน้ำมันแห่งประเทศไทยและกรรมการในคณะอนุกรรมการบริหารจัดการสมดุลน้ำมันปาล์ม เปิดเผย ว่า ต้นทุนการผลิตเพิ่มขึ้นอย่างมาก ทั้งค่าแรง ปุ๋ย น้ำมัน และค่าขนส่ง ปัจจุบันต้นทุนการผลิตอยู่ที่ 7-8 บาท/กก. ขณะที่ราคาที่ได้รับซื้อ กลับไม่สอดคล้องกับต้นทุน โดยในบางพื้นที่ เช่น ภาคกลาง เกษตรกรขายผลปาล์มได้เพียงประมาณ 6 บาทต่อกิโลกรัม
ทั้งนี้ ตั้งข้อสังเกตถึงความโปร่งใสในการกำหนดราคารับซื้อของโรงงาน ซึ่งมีการปรับลดราคาลงอย่างต่อเนื่องวันละ 20–40 สตางค์ ทำให้เกิดข้อกังวลเรื่องความเป็นธรรมในระบบ จึงขอเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะกรมการค้าภายใน เข้าไปตรวจสอบกลไกการกำหนดราคาและการรับซื้อของโรงงาน เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมต่อเกษตรกร และไม่ให้เกษตรกรต้องเป็นฝ่ายแบกรับภาระจากความผันผวนของตลาดเพียงฝ่ายเดียว
ทั้งนี้ หากเกษตรกรสามารถจำหน่ายผลผลิตได้ในราคาที่เหมาะสม จะช่วยให้เกิดการหมุนเวียนของรายได้ในท้องถิ่น และส่งผลดีต่อเศรษฐกิจฐานรากในภาพรวมต่อไป
ทั้งนี้ในวันที่ 22 เม.ย.เกษตรกรชาวสวนปาล์มจะเข้ายื่นหนังสือขอความเป็นธรรมกับนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์
ขณะที่ นางสาวสุทัศษา สังข์สำราญ นักวิเคราะห์นโยบายและแผนชำนาญการพิเศษ กรมธุรกิจพลังงานระบุว่า ขณะนี้มีแผนเพิ่มสถานีบริการน้ำมันที่ให้บริการ B20 อยู่ 100 สถานีบริการ มีการตั้งเป้าให้ถึง 200 สถานีบริการ







