thansettakij
thansettakij
กรมขนส่งฯ ยืดเวลาลงทะเบียนเยียวยารถบรรทุก-โดยสาร ถึง 24 เม.ย. นี้

กรมขนส่งฯ ยืดเวลาลงทะเบียนเยียวยารถบรรทุก-โดยสาร ถึง 24 เม.ย. นี้

18 เม.ย. 69 | 10:05 น.
อัปเดตล่าสุด :18 เม.ย. 69 | 10:10 น.

กรมการขนส่งทางบกขยายเวลาลงทะเบียน ‘DLT พร้อมซัปพอร์ต’ ถึง 24 เม.ย. นี้ ช่วยเหลือกลุ่มรถบรรทุก-โดยสาร เผย 2 วันแรก แห่ร่วม 1.16 แสนคัน

นายสรพงศ์ ไพฑูรย์พงษ์ อธิบดีกรมการขนส่งทางบก เปิดเผยว่า ตามที่กรมฯ ได้เปิดให้ผู้ประกอบการขนส่งลงทะเบียนขอรับเงินช่วยเหลือกรณีได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมันเชื้อเพลิงนั้น ล่าสุดได้มีการสั่งการให้ ขยายระยะเวลาการลงทะเบียนออกไปจนถึงวันที่ 24 เมษายน 2569 โดยเปิดให้ลงทะเบียนได้ตลอด 24 ชั่วโมง ไม่เว้นวันหยุดราชการ เพื่อให้มั่นใจว่าผู้มีสิทธิทุกคนจะสามารถเข้าถึงมาตรการช่วยเหลือได้อย่างทั่วถึง

สรุปตัวเลขสถิติหลังเปิดระบบ 2 วันแรก

จากการเปิดรับลงทะเบียนในช่วงวันที่ 16-17 เมษายนที่ผ่านมา พบว่าได้รับการตอบรับอย่างล้นหลามจากภาคธุรกิจขนส่ง

  • จำนวนผู้ประกอบการที่มีสิทธิกว่า 26,000 ราย
  • จำนวนยานพาหนะในระบบพุ่งสูงกว่า 116,000 คัน

อธิบดีกรมการขนส่งทางบก ยอมรับว่าในช่วงวันแรกมีปัญหาด้านความเสถียรของระบบเนื่องจากมีผู้สนใจเข้าใช้งานพร้อมกันเป็นจำนวนมาก แต่ขณะนี้ทางเจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการปรับปรุงระบบ “DLT พร้อมซัปพอร์ต” ให้มีความมั่นคงและรองรับการใช้งานจำนวนมากได้เรียบร้อยแล้ว

กลุ่มเป้าหมายและเงื่อนไขการรับเงิน

มาตรการนี้มุ่งเน้นช่วยเหลือ “กลุ่มขนส่งที่ใช้น้ำมันเป็นเชื้อเพลิง” (น้ำมันดีเซลหรือเบนซินล้วน) เป็นลำดับแรก เนื่องจากเป็นกลุ่มที่แบกรับต้นทุนโดยตรงจากความผันผวนของตลาดพลังงานโลก โดยมีรายละเอียดเงื่อนไขสำคัญดังนี้

  1. ช่องทาง ลงทะเบียนผ่านระบบออนไลน์ "DLT พร้อมซัปพอร์ต"
  2. ระยะเวลาช่วยเหลือ ครอบคลุมการจ่ายเงินตามสัดส่วนการให้บริการจริง เป็นเวลา 42 วัน (ตั้งแต่วันที่ 20 เมษายน – 31 พฤษภาคม 2569)
  3. การจ่ายเงิน โอนผ่านระบบ พร้อมเพย์ (PromptPay) เท่านั้น
  • บุคคลธรรมดา: ผูกกับเลขบัตรประชาชน 13 หลัก
  • นิติบุคคล: ผูกกับเลขประจำตัวผู้เสียภาษี

เอกสารที่ต้องเตรียม

ผู้ประกอบการต้องแนบหลักฐานประกอบการพิจารณาในระบบ ดังนี้

  • สำเนาใบอนุญาตประกอบการขนส่ง
  • หนังสือรับรองการจดทะเบียนนิติบุคคล (กรณีเป็นบริษัท)
  • เอกสารหลักฐานแสดงการรับจ้างขนส่ง (ตามประเภทของรถ)

“มาตรการนี้เป็นความตั้งใจของภาครัฐในการประคองสภาพคล่องให้กับผู้ประกอบการ ทั้งรถโดยสารสาธารณะและรถบรรทุกขนส่งสินค้า เพื่อให้ฟันเฟืองทางเศรษฐกิจและระบบโลจิสติกส์ของประเทศยังคงขับเคลื่อนต่อไปได้ ไม่หยุดชะงักจากวิกฤตพลังงาน” นายสรพงศ์ กล่าวทิ้งท้าย