
สรุปครบ! เงินเยียวยาขนส่งปี 69 ใครได้เท่าไหร่-ลงทะเบียนวันไหนเช็กได้ที่นี่
ครม. เคาะงบ 2,060 ล้าน เยียวยากลุ่มขนส่ง 4.6 แสนคัน รับสูงสุด 7,000 บาท บรรทุก GPS ได้ 6,000 บาท มอเตอร์ไซค์รับจ้างรับ 840 บาท ช่วยค่าครองชีพสู้ราคาน้ำมันแพงจากวิกฤตตะวันออกกลาง เปิดลงทะเบียนผ่าน PromptPay 16–19 เม.ย. นี้เท่านั้น
KEY
POINTS
- คณะรัฐมนตรีอนุมัติงบประมาณ 2,060 ล้านบาท เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการขนส่งกว่า 460,000 คัน ที่ได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมัน
- อัตราเงินเยียวยาแตกต่างกันตามประเภทรถ เช่น รถบรรทุกติด GPS ได้ 6,000 บาท, รถนำเที่ยวได้ 7,000 บาท, รถแท็กซี่ได้ 5,040 บาท และมอเตอร์ไซค์รับจ้างได้ 840 บาท
- เปิดให้ผู้ประกอบการขนส่งลงทะเบียนเพื่อรับสิทธิ์ได้ระหว่างวันที่ 16 – 19 เมษายน 2569 โดยจะโอนเงินผ่านระบบ PromptPay
ครม. อนุมัติเงินเยียวยาผู้ประกอบการขนส่งทุกประเภทกว่า 460,000 คัน ตั้งแต่รถบรรทุกสินค้าไปจนถึงมอเตอร์ไซค์รับจ้าง สรุปครบว่าใครได้เงินเท่าไหร่ เงื่อนไขอะไรบ้าง
ภาพรวมมาตรการ
รัฐบาลอนุมัติวงเงินงบกลางรวม 2,060 ล้านบาท หลังการประชุม ครม. วันที่ 11 เมษายน 2569 เพื่อบรรเทาผลกระทบจากราคาน้ำมันที่ปรับสูงขึ้นในช่วงสถานการณ์สงครามตะวันออกกลาง โดยแบ่งความช่วยเหลือออกเป็นสองกลุ่มหลัก คือกลุ่มรถบรรทุกสินค้าที่ได้รับงบ 1,353 ล้านบาท และกลุ่มรถโดยสารสาธารณะทุกประเภทที่ได้รับงบ 706 ล้านบาท ทั้งหมดโอนเงินตรงผ่าน PromptPay โดยเปิดลงทะเบียน 16 – 19 เมษายน 2569 เท่านั้น
กลุ่มที่ 1: รถบรรทุกสินค้า
รถบรรทุกสินค้าเป็นกลุ่มที่ได้รับวงเงินสูงสุดในมาตรการนี้ โดยรัฐบาลขยายฐานผู้รับสิทธิ์จากเดิม 100,000 รายเมื่อเดือนมีนาคม เพิ่มเป็น 287,175 คันในรอบนี้
รถบรรทุกที่ติดตั้ง GPS ตามกฎหมาย มีจำนวน 164,106 คัน รับเงินสูงสุด 6,000 บาทต่อคัน วงเงินรวม 984 ล้านบาท ส่วนรถบรรทุกที่ไม่ได้ติด GPS อีก 123,069 คัน รับเงิน 3,000 บาทต่อคัน วงเงินรวม 369 ล้านบาท
การตรวจสอบสิทธิ์ใช้ระบบ GPS และแอปพลิเคชัน GPS Notice เพื่อยืนยันระยะวิ่งจริงก่อนโอนเงิน
กลุ่มที่ 2: รถโดยสารประจำทาง (บขส.)
รถ บขส. สายเหนือ สายใต้ และหมอชิต ได้รับงบอุดหนุน 200 ล้านบาท เพื่อตรึงราคาค่าโดยสารไม่ให้ขึ้นราคาในช่วง 6 – 19 เมษายน 2569 ก่อนที่จะมีการพิจารณาปรับราคาอีกครั้ง ครอบคลุมจำนวนรถที่วิ่งรับส่งผู้โดยสารช่วงเทศกาลสงกรานต์โดยตรง
กลุ่มที่ 3: รถตู้และมินิบัสระหว่างจังหวัด
รถตู้โดยสารและมินิบัสระหว่างจังหวัดหมวด 2 และหมวด 3 รวม 3,128 คัน ได้รับการอุดหนุนค่าน้ำมัน 10 บาทต่อลิตร โดยหมวด 2 มีจำนวน 1,622 คัน และหมวด 3 มีจำนวน 1,506 คัน วงเงินรวม 81 ล้านบาท
กลุ่มที่ 4: รถโดยสารไม่ประจำทาง
กลุ่มนี้แบ่งอัตราเงินช่วยเหลือออกเป็นสองระดับตามประเภทการใช้งาน รถนำเที่ยว 23,192 คัน ได้รับ 7,000 บาทต่อคัน ซึ่งเป็นอัตราสูงสุดในกลุ่มรถโดยสาร เนื่องจากได้รับผลกระทบด้านต้นทุนมากกว่า ส่วนรถมินิบัสรับส่งพนักงาน 29,486 คัน ได้รับ 5,040 บาทต่อคัน วงเงินรวม 310 ล้านบาท
กลุ่มที่ 5: รถสองแถวและรถมินิบัสใน กทม.
รถตู้มินิบัสและรถสองแถวโดยสารสาธารณะในกรุงเทพมหานคร รวม 1,872 คัน ได้รับ 5,040 บาทต่อคัน วงเงินรวม 9.4 ล้านบาท ประกอบด้วยรถตู้และมินิบัส 271 คัน แบ่งเป็นหมวด 1 จำนวน 251 คัน และหมวด 4 จำนวน 20 คัน รวมถึงรถสองแถว (หมวด 4) อีก 1,601 คัน
กลุ่มที่ 6: รถแท็กซี่
รถแท็กซี่ที่ใช้น้ำมัน จำนวน 1,635 คัน ได้รับเงินเยียวยา 5,040 บาทต่อคัน วงเงินรวม 8.2 ล้านบาท โดยครอบคลุมเฉพาะแท็กซี่ที่ใช้น้ำมันเป็นเชื้อเพลิงหลัก
กลุ่มที่ 7: มอเตอร์ไซค์รับจ้าง
มอเตอร์ไซค์รับจ้างเป็นกลุ่มที่มีจำนวนมากที่สุดในฝั่งรถโดยสาร รวม 115,280 คัน ครอบคลุมทั้งวินมอเตอร์ไซค์และผู้ขับผ่านแอปพลิเคชัน ได้รับ 840 บาทต่อคัน วงเงินรวม 96 ล้านบาท
สรุปเปรียบเทียบทุกประเภทในย่อหน้าเดียว
รถบรรทุกติด GPS ได้สูงสุด 6,000 บาท รถบรรทุกไม่ติด GPS ได้ 3,000 บาท รถนำเที่ยวได้ 7,000 บาท รถมินิบัสรับส่งพนักงานและรถโดยสารประเภทอื่นๆ ได้ 5,040 บาท รถตู้ระหว่างจังหวัดได้อุดหนุนค่าน้ำมัน 10 บาทต่อลิตร และมอเตอร์ไซค์รับจ้างได้ 840 บาท
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
- รถทุกประเภทลงทะเบียนช่องทางเดียวกันไหม กรมการขนส่งทางบกจะประกาศช่องทางแยกตามประเภทรถ ติดตามได้ที่ dlt.go.th
- รถนำเที่ยวทำไมได้เงินมากกว่ารถโดยสารทั่วไป เนื่องจากรถนำเที่ยววิ่งระยะทางไกลและมีต้นทุนน้ำมันต่อเที่ยวสูงกว่า รัฐจึงกำหนดอัตราชดเชยไว้สูงกว่า
- แท็กซี่ไฟฟ้าได้รับสิทธิ์ด้วยไหม มาตรการนี้ระบุเฉพาะแท็กซี่ที่ใช้น้ำมัน ยังไม่มีข้อมูลสิทธิ์สำหรับแท็กซี่ไฟฟ้า
ที่มา: กรมการขนส่งทางบก กระทรวงคมนาคม







