thansettakij
thansettakij
สมรภูมิแตกหัก: ยุทธศาสตร์สงครามสหรัฐ-อิหร่าน กลศึกหลังโต๊ะเจรจาล่ม

สมรภูมิแตกหัก: ยุทธศาสตร์สงครามสหรัฐ-อิหร่าน กลศึกหลังโต๊ะเจรจาล่ม

12 เม.ย. 69 | 07:55 น.
อัปเดตล่าสุด :12 เม.ย. 69 | 08:18 น.

ดร.ปิติ ศรีแสงนาม คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย วิเคราะห์ก้าวย่างแห่งยุทธศาสตร์ในสงครามสหรัฐฯ-อิหร่าน และกลศึกหลังโต๊ะเจรจาล่ม

KEY

POINTS

  • การเจรจาสันติภาพที่ล้มเหลวทำให้สหรัฐฯ เปลี่ยนยุทธศาสตร์จากการโจมตีทางอากาศ มาเป็นการส่งเรือรบเข้าควบคุมช่องแคบฮอร์มุซเพื่อกดดันอิหร่านทางเศรษฐกิจ
  • ความล้มเหลวทางการทูตสะท้อนว่า สหรัฐฯ สูญเสียอำนาจต่อรอง และถูกบีบให้ต้องปฏิบัติการทางทหารที่มีความเสี่ยงสูงในพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญ
  • บทวิเคราะห์คาดการณ์ว่า อิหร่านจะตอบโต้ด้วยกลยุทธ์สงครามอสมมาตร เช่น การใช้ฝูงเรือเร็วโจมตี, การโจมตีผ่านกลุ่มตัวแทน และสงครามไซเบอร์

รศ.ดร.ปิติ ศรีแสงนาม คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้โพสต์เฟซบุ๊ก Piti Srisangnam วันที่ 12 เมษายน 2569 ในหัวข้อ “สมรภูมิแตกหัก: วิเคราะห์ก้าวย่างแห่งยุทธศาสตร์ในสงครามสหรัฐฯ-อิหร่าน และกลศึกหลังโต๊ะเจรจาล่ม” ระบุว่า

เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2026 โลกต้องจารึกหน้าประวัติศาสตร์ความขัดแย้งครั้งใหม่ที่สั่นสะเทือนไปทั่วทุกภูมิภาค เมื่อมหาอำนาจอย่างสหรัฐอเมริกา ภายใต้การนำของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ จับมือกับอิสราเอล เปิดฉากปฏิบัติการทางอากาศครั้งมโหฬารภายใต้รหัส 'Operation Epic Fury' พุ่งเป้าโจมตีสาธารณรัฐอิสลามอิหร่าน ปฏิบัติการที่ถูกคาดหมายว่าจะเป็นการ "เผด็จศึก" อย่างรวดเร็ว กลับกลายเป็นหล่มสงครามที่ลากยาว นำไปสู่การนองเลือด และความพยายามระงับข้อพิพาทที่ไร้ผล

ล่าสุด สถานการณ์ได้พลิกผันไปสู่จุดวิกฤตอีกครั้ง

เมื่อการเจรจาสันติภาพ ณ ประเทศปากีสถานล้มเหลวลงอย่างสิ้นเชิง อิสราเอลยังคงเดินหน้าปฏิบัติการทางทหารที่ใช้ความรุนแรงสังหารพลเมืองในเลบานอนโดยปฏิเสธการหยุดยิงทุกรูปแบบ ขณะที่วอชิงตันตอบโต้ความล้มเหลวทางการทูตด้วยการส่งเรือรบสองลำรุกคืบเข้ากวาดทำลายทุ่นระเบิดในช่องแคบฮอร์มุซ

ข้อเขียนนี้จะพาผู้อ่านไปทำความเข้าใจเบื้องหลังฉากทัศน์ทางการเมือง เศรษฐกิจ และความมั่นคง ว่าแท้จริงแล้ว เมื่อการทูตถึงทางตัน มหาอำนาจกำลังเดินหมากใดต่อไป และยุทธศาสตร์ที่ซ่อนอยู่ใต้ฝุ่นควันของสงครามระลอกใหม่นี้คืออะไร

ปฐมบทแห่ง 'Operation Epic Fury' และวาระซ่อนเร้นที่ทวีความรุนแรง

ฉากหน้าของการรุกรานในสัปดาห์แรก สหรัฐฯ ประกาศกร้าวถึงเป้าหมายสูงสุด นั่นคือการ "โค่นล้มระบอบปฏิวัติอิสลาม" แต่ในโลกของการเมืองระหว่างประเทศแบบ Realpolitik ไม่มีสงครามใดที่เกิดขึ้นจากเหตุผลเดียว วัตถุประสงค์ของวอชิงตันสามารถแยกแยะได้ใน 3 มิติหลักที่ผูกโยงกันอย่างแยกไม่ออก และกำลังทวีความแหลมคมยิ่งขึ้นหลังการเจรจาล่ม:

1. มิติด้านความมั่นคงและการทหาร (สกัดภัยคุกคามและตัดไฟแต่ต้นลม):

ข้ออ้างประการแรกคือ การชิงลงมือโจมตีก่อน (Pre-emptive Strike) สหรัฐฯ อ้างถึงภัยคุกคามที่กำลังจะเกิดขึ้นต่อผลประโยชน์และฐานทัพของตนในตะวันออกกลาง แม้ศูนย์วิจัยนิวเคลียร์ของอิหร่านจะเคยถูกโจมตีไปแล้วในสงคราม 12 วันเมื่อเดือนมิถุนายน 2025 แต่ความหวาดระแวงยังคงเป็นตัวเร่งปฏิกิริยาชั้นดีที่วอชิงตันใช้เป็นข้ออ้าง การที่อิสราเอลเร่งเครื่องปราบปรามในเลบานอนอย่างไร้ปรานีในขณะนี้ ก็เพื่อทำลายเครือข่าย Proxy ของอิหร่านให้สิ้นซาก ป้องกันไม่ให้อิหร่านใช้แนวร่วมทางเหนือมากดดันได้อีก

 2. มิติด้านการเมืองและสิทธิมนุษยชน (โอกาสจากรอยร้าวภายใน):

ความวุ่นวายภายในอิหร่านคือปัจจัยเร่ง การประท้วงครั้งใหญ่ในเดือนมกราคม 2026 (ซึ่งนักวิเคราะห์จำนวนหนึ่งเชื่อว่า การประท้วงระรอกแรกเกิดขึ้นอย่าง organic แต่ในระลอกต่อๆ มา เป็นการจัดตั้งของ CIA แต่ในที่สุด กระแสจุดไม่ติด) เปิดช่องให้ประธานาธิบดีทรัมป์อ้างความชอบธรรมในการแทรกแซง อย่างไรก็ตาม เมื่อสหรัฐฯ ไม่สามารถโค่นระบอบได้ การเจรจาที่ปากีสถานจึงเป็นทางลงที่สหรัฐฯ หวังใช้กดดันทางการเมือง แต่เมื่ออิหร่านไม่โอนอ่อนตาม การเจรจาจึงพังทลาย

3. มิติด้านภูมิรัฐศาสตร์และเศรษฐกิจ (ใครครองฮอร์มุซ คนนั้นครองโลก):

นี่คือหัวใจสำคัญที่สุดของความขัดแย้ง ณ วินาทีนี้ ช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz) คือเส้นเลือดใหญ่ของพลังงานโลก การที่ล่าสุดสหรัฐฯ สั่งการให้เรือรบสองลำเข้าไปปฏิบัติการกวาดทำลายทุ่นระเบิดในช่องแคบฮอร์มุซ ไม่ใช่แค่ปฏิบัติการเชิงยุทธวิธี แต่เป็นการส่งสัญญาณว่า สหรัฐฯ ต้องการยึดกุมพื้นที่ยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจนี้เบ็ดเสร็จ เพื่อบีบอิหร่านให้หมดทางสู้ทางเศรษฐกิจ และป้องกันวิกฤตพลังงานโลกที่อาจย้อนกลับมาทำลายเศรษฐกิจสหรัฐฯ เอง

เมื่อการทูตล้มเหลว ถอดรหัส "ความพ่ายแพ้ทางยุทธศาสตร์" ของพญาอินทรี

ก่อนหน้านี้ สหรัฐฯ ต้องจำยอมนำเอา "10 ข้อเสนอของอิหร่าน" มาเป็นสารตั้งต้นในการเจรจา แต่เมื่อการหารือที่ปากีสถาน ถึงทางตัน มันยิ่งตอกย้ำให้เห็นถึง "ความล้มเหลวทางยุทธศาสตร์" ของสหรัฐฯ ที่ชัดเจนขึ้นใน 3 ประการ:

1. วิกฤตความศรัทธาและการสูญเสีย Soft Power:

ภาพของพลเรือนที่เสียชีวิตจากการโจมตีของอิสราเอลในเลบานอนที่ดำเนินอยู่อย่างต่อเนื่อง ยิ่งทำลายภาพลักษณ์ "ตำรวจโลก" ของสหรัฐฯ ในฐานะผู้สนับสนุนหลัก การละเมิดกฎหมายมนุษยธรรมปลุกกระแสต่อต้านสหรัฐฯ (Anti-Americanism) ให้ลุกโชนทั่วตะวันออกกลาง

2. การสูญเสียอำนาจต่อรองทางการทูต:  

การที่โต๊ะเจรจาที่ปากีสถานพังทลาย สะท้อนให้เห็นว่าสหรัฐฯ ไม่สามารถ "กำหนดเงื่อนไข" (Dictate terms) บีบให้อิหร่านยอมจำนนได้ด้วยหน้าฉากทางการทูต

3. สัจธรรมของสงครามอสมมาตร (Asymmetric Warfare):

กฎเหล็กของสงครามประเภทนี้คือ "กองทัพที่เหนือกว่าจะแพ้หากไม่สามารถชนะได้อย่างเด็ดขาด ส่วนรัฐที่อ่อนแอกว่าจะชนะเพียงแค่พวกเขาเอาชีวิตรอดได้" การที่อิหร่านกล้าเดินออกจากโต๊ะเจรจาที่ปากีสถาน และปล่อยให้สหรัฐฯ ต้องเสี่ยงขยายแนวรบไปสู่ทะเล (กู้ทุ่นระเบิด) ถือเป็นความสำเร็จในการยื้อยุดของเตหะราน

                                            สมรภูมิแตกหัก: ยุทธศาสตร์สงครามสหรัฐ-อิหร่าน กลศึกหลังโต๊ะเจรจาล่ม

วิพากษ์กลศึก: ถอดรหัสเกมกระดานใหม่ผ่าน 4 คัมภีร์พิชัยสงคราม

เมื่อการหยุดยิงเป็นเพียงภาพลวงตา และสมรภูมิกำลังเคลื่อนตัวเข้าสู่ความรุนแรงระดับใหม่ หากวิเคราะห์ผ่านเลนส์ของพิชัยสงครามระดับปรมาจารย์ นี่คือการชิงไหวชิงพริบที่ดุเดือดไร้ความปรานี:

1. พิชัยสงครามซุนวู (Sun Tzu's Art of War): "กลลวงและนาทีทองที่สูญเปล่า"

"การสงครามคืออุบายหลอกลวง" การเจรจาที่ปากีสถาน แท้จริงแล้วคือ กลลวงเชิงยุทธศาสตร์ ของทั้งสองฝ่าย สหรัฐฯ ใช้เพื่อซื้อเวลาประเมินความเสียหายและจัดระเบียบกองทัพใหม่ (Regroup) ขณะที่อิหร่านก็ใช้เพื่อซื้อเวลาให้แนวร่วม เมื่อการเจรจาล้มเหลว แปลว่าช่วงเวลา "แสร้งทำเป็นอ่อนแอ" ได้จบลงแล้ว สหรัฐฯ จึงเปลี่ยนโหมดจากการรบทางอากาศ มุ่งเป้าไปที่กล่องดวงใจของอิหร่านอย่างการปลดล็อกช่องแคบฮอร์มุซแทน

2. คัมภีร์ 36 กลยุทธ์ (The Book of Qi): "ล้อมเว่ยช่วยเจ้า" ที่ถูกทำลาย

อิหร่านเคยเดินหมากชั้นครูด้วยกลยุทธ์ "ล้อมเว่ยช่วยเจ้า" โดยนำเรื่องการหยุดสงครามในเลบานอนมาเป็นข้อต่อรองเพื่อบีบอิสราเอลและสหรัฐฯ แต่อิสราเอลแก้เกมนี้ด้วยความดุดัน (Brute force) โดยการเดินหน้าสังหารโหดในเลบานอนอย่างไร้ความปรานีและปฏิเสธการหยุดยิง นี่คือการ "ฉีกตำรา" ของอิสราเอล ที่ไม่ยอมลดเพดานบินตามที่อิหร่านคาดหวัง 

ในขณะเดียวกัน สหรัฐฯ กำลังใช้กลยุทธ์ "กวนน้ำจับปลา" โดยการส่งเรือรบเข้ากู้ระเบิดในฮอร์มุซ สร้างความปั่นป่วนทางทะเลเพื่อบีบให้อิหร่านต้องเผยกำลังทางเรือออกมาป้องกัน

3. พิชัยสงครามสามก๊ก: "กลเมืองว่าง" ปะทะ "โจโฉแตกทัพเรือ"

ที่ปากีสถาน อิหร่านกล้าเล่นบทขงเบ้งใช้ "กลเมืองว่าง" ยืนกรานแข็งกร้าวจนโต๊ะเจรจาล่ม ทั้งที่ประเทศบอบช้ำหนัก เพื่อข่มขวัญไม่ให้สหรัฐฯ มองเห็นจุดอ่อน ในขณะเดียวกัน การที่สหรัฐฯ ต้องส่งเรือรบเข้ามาในพื้นที่ปิดแคบอย่างฮอร์มุซเพื่อกวาดทุ่นระเบิด ทำให้กองทัพเรือสหรัฐฯ ตกอยู่ในความเสี่ยงแบบ "โจโฉแตกทัพเรือ" หากอิหร่านใช้ยุทธวิธีฝูงผึ้ง (Swarm tactics) หรือขีปนาวุธต่อต้านเรือรบโจมตีในพื้นที่แคบ สหรัฐฯ อาจเพลี่ยงพล้ำได้อย่างมหาศาล

4. ตำราพิชัยสงครามสยาม: จาก "กลสกัดทัพ" สู่ "รุกฆาต"

ตามตำราพิชัยสงครามสยามที่เน้นเรื่องเสบียงและภูมิประเทศ การเจรจาที่ปากีสถานที่ผ่านมาคือ "กลสกัดทัพ" (หน่วงเวลา) แต่เมื่อกลสกัดทัพล้มเหลว สหรัฐฯ จึงต้องเปิด "มฤควิถี" สู่การรุกฆาตทางเศรษฐกิจ การเข้าควบคุมฮอร์มุซคือการพยายามตัดเสบียงและเส้นทางหายใจสุดท้ายของอิหร่าน เป็นการบีบให้เตหะรานต้องเลือก: จะยอมให้เรือรบสหรัฐฯ เหยียบจมูกหน้าบ้าน หรือจะเปิดฉากสงครามทางเรือเต็มรูปแบบ

ฉากทัศน์ต่อไป: "ไพ่ลับ" ใต้แขนเสื้อ และเซอร์ไพรส์ที่พญาอินทรีคาดไม่ถึง

การที่สหรัฐฯ ส่งเรือรบประจัญบานสองลำรุกคืบเข้าไปกวาดทุ่นระเบิดในช่องแคบฮอร์มุซ อาจดูเหมือนเป็นการรุกฆาตทางยุทธวิธีเพื่อเปิดเส้นทางเลือดทางเศรษฐกิจ แต่ในมิติของสงครามอสมมาตร (Asymmetric Warfare) นี่อาจเป็น "กับดัก" ที่เตหะรานจงใจเปิดกว้างไว้รอรับการมาเยือน นักวิเคราะห์ทางทหารและการเมืองระหว่างประเทศต่างจับตาว่า การตอบโต้ของอิหร่านในฉากต่อไปจะไม่ใช่การปะทะด้วยกำลังรบตามแบบแผน (Conventional Warfare)

 แต่ยังมี "เซอร์ไพรส์" ที่รอให้กองทัพสหรัฐฯ ต้องเผชิญอีกอย่างน้อย 3 ประการ:

1. ยุทธวิธีฝูงผึ้งมรณะ (Swarm Tactics) และเขี้ยวเล็บใต้ผิวน้ำ

กองทัพเรือสหรัฐฯ อาจมีเทคโนโลยีต่อต้านอากาศยานและขีปนาวุธที่ล้ำสมัยที่สุดในโลก แต่น่านน้ำที่แคบ ตื้น และมีเกาะแก่งซับซ้อนของช่องแคบฮอร์มุซ ทำให้เรือรบขนาดใหญ่ขาดความคล่องตัวและกลายเป็นเป้าหมายที่เคลื่อนไหวลำบาก (Sitting Ducks)

อิหร่านอาจต้อนรับเรือรบสหรัฐฯ ด้วยยุทธวิธี "ฝูงผึ้ง" (Swarm Tactics) ผ่านการใช้เรือเร็วโจมตีขนาดเล็กติดอาวุธหนักนับร้อยลำ โดรนพลีชีพผิวน้ำ และยานกึ่งดำน้ำไร้คนขับ (UUVs) ที่หลบหลีกเรดาร์ได้ การยิงถล่มจากหลายทิศทางพร้อมกัน ไม่จำเป็นต้องถึงขั้นจมเรือรบสหรัฐฯ เพียงแค่สร้างความเสียหายหนักจนต้องล่าถอย ก็ถือเป็นชัยชนะเชิงสัญลักษณ์ที่บดขยี้ศักดิ์ศรีของพญาอินทรีได้แล้ว

2. ปรัชญาแห่งสายน้ำ: การตอบโต้ผ่านแนวร่วมล่องหน (Unseen Proxies)

ในขณะที่อิสราเอลทุ่มสรรพกำลังบดขยี้เลบานอนเพื่อตัดแขนขาของอิหร่าน เตหะรานอาจเลือกใช้ยุทธศาสตร์ "น้ำเซาะหิน" สอดคล้องกับปรัชญาเต๋าที่เน้นความอ่อนโยนสยบความแข็งแกร่ง อิหร่านจะไม่ปะทะตรงๆ ในจุดที่ศัตรูแข็งแกร่งที่สุด แต่จะปล่อยคลื่นรบกวนผ่านเครือข่ายตัวแทน (Proxies) หรือ Non-State Actors ในจุดที่สหรัฐฯ คาดไม่ถึง

เซอร์ไพรส์อาจมาในรูปแบบของการยกระดับการปิดล้อมทะเลแดงขั้นเด็ดขาดโดยกลุ่มฮูตีในเยเมน หรือการปลุกระดมกองกำลังติดอาวุธในอิรักและซีเรียให้ระดมยิงขีปนาวุธถล่มฐานทัพทหารสหรัฐฯ พร้อมกันในระดับที่ระบบป้องกันภัยทางอากาศ (Patriot) ไม่สามารถสกัดกั้นได้หมด

3. การขยายสมรภูมิสู่ "ปรมาณูดิจิทัล" (Cyber Warfare)

ไพ่ลับของอิหร่านอาจไม่ได้ถูกจุดระเบิดด้วยดินปืน เมื่อหน้าฉากคือ การรบด้วยกำลังทหารในอ่าวเปอร์เซีย หลังฉากอาจเป็นการเปิดสมรภูมิไซเบอร์เต็มรูปแบบ สหรัฐฯ และพันธมิตรในตะวันออกกลาง อาจต้องเผชิญกับการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานทางวิกฤต (Critical Infrastructure)

เซอร์ไพรส์ครั้งใหญ่อาจเป็นการเจาะระบบป่วนโครงข่ายไฟฟ้าของอิสราเอล แทรกแซงระบบนำร่องของกองทัพเรือสหรัฐฯ หรือแม้แต่การโจมตีระบบปั๊มน้ำมันและโรงกลั่นของพันธมิตรตะวันตก ซึ่งเป็นการสู้รบที่หาต้นตอได้ยาก แต่สร้างความพินาศทางเศรษฐกิจและจิตวิทยาได้อย่างรุนแรง

ท้ายที่สุดแล้ว หากสหรัฐฯ หลงระเริงในความได้เปรียบทางเทคโนโลยีและอำนาจการยิง โดยประเมินขีดความสามารถในการปรับตัวของอิหร่านต่ำเกินไป เซอร์ไพรส์ที่เตหะรานซ่อนไว้ อาจกลายเป็น "จุดบอด" ทางยุทธศาสตร์ที่ทำให้มหาอำนาจอันดับหนึ่ง ต้องติดหล่มในตะวันออกกลางอย่างถาวร