ต่อให้สงครามสหรัฐ-อิหร่านจบวันนี้ แต่วิกฤติพลังงานลากยาวถึงสิ้นปี
กูรู ชี้ แม้สงครามสหรัฐ-อิหร่านยุติวันนี้ แต่วิกฤติพลังงานยาวถึงสิ้นปีแน่นอน เหตุจากระบบขุดเจาะฟื้นตัวยาก พร้อมเสนอฟีดเดอร์ระบบขนส่งประหยัดพลังงานและการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานไฟฟ้า
ท่ามกลางสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่ยังไม่มีสัญญาณยุติลงง่าย ๆ โลกกำลังเผชิญแรงสั่นสะเทือนด้านพลังงานครั้งใหม่ ที่ไม่ได้กระทบเพียงราคาน้ำมันในตลาดโลก แต่กำลังลุกลามไปถึง “ความมั่นคงทางพลังงาน” ของหลายประเทศ รวมถึงประเทศไทย
ในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา คนไทยเริ่มตั้งคำถามมากขึ้นว่า น้ำมันที่มีอยู่จะเพียงพอต่อการใช้งานหรือไม่ ตัวเลขสำรองที่ถูกประกาศนั้นสะท้อนความเป็นจริงมากแค่ไหน และหากวันหนึ่งความขัดแย้งยุติลง วิกฤติพลังงานจะคลี่คลายตามไปด้วยหรือไม่
ในรายการ ‘ฐานทอล์ค’ ทางเนชั่นทีวี 22 นายภาณุรัช ดำรงไทย ผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงาน ได้อธิบายภาพสถานการณ์อย่างตรงไปตรงมา โดยชี้ว่า วิกฤติครั้งนี้ไม่ใช่เพียงแรงกระแทกระยะสั้นจากสงคราม แต่เป็นปัญหาเชิงโครงสร้างของระบบพลังงานโลก ที่มีแนวโน้มจะ “ยืดเยื้อไปจนถึงสิ้นปี” แม้สถานการณ์ทางภูมิรัฐศาสตร์จะเริ่มคลี่คลายลงก็ตาม
ซัพพลายน้ำมันสะดุด ฟื้นตัวช้าแม้สงครามหยุด
ภาณุรัชอธิบายว่า ความเข้าใจที่ว่าหากช่องแคบฮอร์มุซกลับมาเปิดหรือสงครามยุติ น้ำมันจะไหลกลับเข้าสู่ระบบทันทีนั้น เป็นความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนจากความเป็นจริงอย่างมาก เพราะสิ่งที่หยุดไปในช่วงวิกฤติ ไม่ได้มีแค่ “การขนส่ง” แต่คือ “กระบวนการผลิตทั้งหมด”
เมื่อการส่งออกถูกตัดขาด ผู้ผลิตจำนวนมากจำเป็นต้องหยุดดูดน้ำมันจากหลุม เพราะไม่มีที่รองรับ ทำให้หลุมผลิตจำนวนมากหยุดทำงาน และเมื่อหยุดไปแล้ว การจะกลับมาเดินเครื่องใหม่ไม่สามารถทำได้ทันที
กระบวนการฟื้นตัวต้องเริ่มตั้งแต่การทำความสะอาดหลุม การจัดการน้ำมันที่จับตัวหนืดหรือแข็งตัว ไปจนถึงการใช้เทคนิคทางวิศวกรรม เช่น การอัดก๊าซหรือไนโตรเจนเพื่อดันน้ำมันขึ้นมา ซึ่งทั้งหมดนี้ต้องใช้เวลาเป็น “หลายเดือน” และในบางกรณีอาจยืดเยื้อถึงระดับ “เป็นปี” กว่าที่กำลังการผลิตจะกลับมาเต็มศักยภาพ
"ด้วยเหตุนี้ แม้เส้นทางเดินเรือจะกลับมาเปิด แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะมีน้ำมันเพียงพอสำหรับส่งออกในทันที"
ตัวเลขสำรองไทย “ตึงตัว” มากกว่าที่เห็น
ในมุมของประเทศไทย นายภาณุรัช ตั้งข้อสังเกตว่า ตัวเลขน้ำมันสำรองที่ถูกสื่อสารต่อสาธารณะ อาจไม่สะท้อน “ปริมาณที่สามารถนำมาใช้ได้จริง” ทั้งหมด
เนื่องจากน้ำมันสำรองตามกฎหมายบางส่วนถูกออกแบบให้ใช้ในภาวะฉุกเฉินเท่านั้น ไม่สามารถนำมาใช้ในสถานการณ์ปกติได้ทันที ขณะเดียวกัน ปริมาณน้ำมันที่อยู่ระหว่างการขนส่งก็ยังมีความไม่แน่นอน และไม่สามารถนับรวมเป็นซัพพลายที่พร้อมใช้ได้ทั้งหมด
ยิ่งไปกว่านั้น ในช่วงที่ผ่านมา มีการเร่งกำลังการกลั่นเพื่อรองรับความต้องการในประเทศ ซึ่งส่งผลให้ปริมาณน้ำมันในสต๊อกลดลงเร็วกว่าปกติสถานการณ์ทั้งหมดนี้สะท้อนว่า ความตึงตัวของน้ำมันในประเทศอาจ “สูงกว่าที่หลายคนคิด” และจำเป็นต้องมีการบริหารจัดการการใช้พลังงานอย่างจริงจัง
ต้นทุนขนส่งพุ่ง กระทบทั้งระบบเศรษฐกิจ
อีกหนึ่งผลกระทบสำคัญที่เริ่มเห็นชัด คือภาคการขนส่ง ซึ่งเป็นผู้ใช้น้ำมันดีเซลรายใหญ่ของประเทศ เมื่อราคาพลังงานปรับตัวสูงขึ้น ต้นทุนของผู้ประกอบการขนส่งเพิ่มขึ้นทันที และส่งต่อไปยังราคาสินค้าในทุกระดับ ตั้งแต่สินค้าเกษตร วัตถุดิบ ไปจนถึงสินค้าอุปโภคบริโภค
ภาณุรัชเสนอว่า ประเทศไทยจำเป็นต้องเร่งปรับรูปแบบการขนส่งใหม่ โดยเฉพาะการใช้ระบบ “ฟีดเดอร์” ที่ให้ระบบรางเป็นแกนหลัก และใช้รถบรรทุกในระยะสั้นเพื่อเชื่อมต่อ ซึ่งจะช่วยลดการใช้น้ำมันในภาพรวมได้อย่างมีนัยสำคัญ
นอกจากนี้ ยังเสนอแนวทางเสริม เช่น การลดความเร็วรถ การส่งเสริมการทำงานจากที่บ้าน และการใช้รถร่วมกัน เพื่อลดความต้องการใช้น้ำมันในระบบ
ทางรอดต้องเปลี่ยน “โครงสร้างพลังงาน”
ในระยะยาว ภาณุรัชมองว่า วิกฤติครั้งนี้อาจกลายเป็น “จุดเปลี่ยนสำคัญ” ของประเทศ
ประเทศไทยจำเป็นต้องลดการพึ่งพาน้ำมัน และหันไปใช้พลังงานไฟฟ้าให้มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการส่งเสริมยานยนต์ไฟฟ้า หรือการพัฒนาพลังงานทางเลือก เพราะไฟฟ้าสามารถบริหารจัดการได้ง่ายกว่า และมีแหล่งผลิตที่หลากหลายกว่า
“สุดท้ายแล้ว พลังงานไม่ใช่แค่เรื่องของน้ำมัน แต่คือเรื่องของระบบทั้งหมดว่าจะเลือกใช้พลังงานแบบไหนให้เหมาะกับประเทศ”
แม้จะมีความหวังว่าสถานการณ์ความขัดแย้งจะคลี่คลาย แต่ผู้เชี่ยวชาญย้ำว่า ผลกระทบด้านพลังงานจะยังคงอยู่ต่อเนื่อง ทั้งจากการฟื้นตัวของซัพพลายที่ล่าช้า และราคาพลังงานที่ยังอยู่ในระดับสูง ทำให้มีความเป็นไปได้สูงที่วิกฤติครั้งนี้จะลากยาว “อย่างน้อยจนถึงสิ้นปี”





