
กูรูพลังงานจี้จุด “กองทุนน้ำมัน” อุด LPG จนติดลบ แนะตัดวงจรนำเข้า
ผู้เชี่ยวชาญพลังงาน จี้รัฐเร่งผ่าทางตันวิกฤต LPG หลังกองทุนน้ำมันติดลบพุ่ง 5.3 หมื่นล้าน! ชูโมเดลขุด "Pocket Gas" อ่าวไทย ตัดวงจรนำเข้าพลังงานราคาแพง
KEY
POINTS
- กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ติดลบกว่า 5.3 หมื่นล้านบาท โดยมีสาเหตุหลักมาจากการอุดหนุนราคาก๊าซหุงต้ม (LPG)
- ผู้เชี่ยวชาญเสนอให้แก้ปัญหาเชิงโครงสร้างโดยตัดวงจรการนำเข้า LPG ที่มีราคาสูง และหันมาสร้างแรงจูงใจให้มีการผลิตก๊าซในประเทศเพิ่มขึ้น
- แนะให้รัฐปรับเพิ่มราคารับซื้อก๊าซส่วนเพิ่ม (Incentive Price) เพื่อจูงใจให้เกิดการขุดเจาะ "Pocket Gas" ซึ่งมีต้นทุนโดยรวมถูกกว่าการนำเข้า
สถานการณ์ความมั่นคงทางพลังงานของประเทศไทยเข้าสู่ภาวะวิกฤตอย่างต่อเนื่อง ตามข้อมูลล่าสุด ณ วันที่ 5 เมษายน 2569 จากสำนักงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (สกนช.) พบว่าฐานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงสุทธิยังคงวิกฤตอย่างหนัก โดยมีตัวเลขติดลบรวมสูงถึง 53,226 ล้านบาท โดยอยู่ที่บัญชี LPG หรือก๊าซหุงต้ม ติดลบสูงถึง 37,426 ล้านบาท ในขณะที่บัญชีน้ำมันติดลบที่ 15,800 ล้านบาท ตัวเลขนี้สะท้อนให้เห็นว่าภาระหลักที่ฉุดรั้งสถานะการเงินของกองทุนฯ มาจากการตรึงราคา LPG เพื่อช่วยเหลือค่าครองชีพของประชาชนเป็นหลัก
นายภาณุรัช ดำรงไทย ประธานยุทธศาสตร์ด้านพลังงานและนวัตกรรม พรรคไทยก้าวใหม่ ได้วิเคราะห์เชิงลึกและให้ข้อเสนอแนะในการแก้ไขปัญหาโครงสร้างราคาก๊าซหุงต้ม (LPG) หลังจากตัวเลขฐานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงล่าสุดสะท้อนภาพความย่ำแย่เกินกว่าจะใช้วิธีการอุดหนุนแบบเดิมได้อีกต่อไป
นายภาณุรัช ระบุว่า LPG เป็นประเด็นที่ละเอียดอ่อนอย่างมาก เนื่องจากมีสัดส่วนการใช้งานในภาคครัวเรือน ใช้ประกอบอาหาร สูงถึง 60-70% ซึ่งถือเป็นฐานเสียงขนาดใหญ่ที่ทุกรัฐบาลไม่กล้าปล่อยให้ราคาลอยตัวตามกลไกตลาด แม้ว่าราคาที่แท้จริงควรจะพุ่งสูงไปถึงกว่า 40 บาทต่อกิโลกรัมแล้วก็ตาม แต่ปัจจุบันยังถูกตรึงไว้ที่ประมาณ 30 บาทต่อกิโลกรั
โครงสร้างที่บิดเบือน จนต้องนำเข้า
ในอดีตก๊าซ LPG จากอ่าวไทยเคยมีเพียงพอต่อความต้องการใช้ในประเทศ แต่ปัจจุบันปริมาณก๊าซลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ทำให้ประเทศไทยต้องปรับเปลี่ยนสถานะมาเป็นผู้นำเข้า LPG จากตะวันออกกลางเพิ่มขึ้น นายภาณุรัชชี้ว่า ปัญหาสำคัญคือ "กลไกการอุดหนุน" ที่ใช้เงินภาษีจากน้ำมันเบนซินมาช่วยอุดหนุนราคา LPG ซึ่งปัจจุบันยิ่งซ้ำเติมปัญหา เนื่องจากปัจจุบันทั้งบัญชีน้ำมันเบนซินและดีเซลต่างก็ประสบปัญหาติดลบและไม่เหลือกระแสเงินสดเพียงพอจะมาจุนเจือกันได้อีก
นอกจากนี้ ยังเกิดปัญหาความเหลื่อมล้ำในการจัดสรรทรัพยากร ระหว่างการนำก๊าซไปใช้ในภาคครัวเรือนกับภาคอุตสาหกรรมปิโตรเคมี ซึ่งมีการแย่งชิงทรัพยากรกันเกิดขึ้น
"Pocket Gas" ทางรอดที่ถูกกว่านำเข้า
ผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงานเสนอทางออกเชิงโครงสร้างที่สำคัญคือการเพิ่มปริมาณก๊าซในประเทศโดยใช้กลไกราคาจูงใจ โดยเฉพาะการขุดเจาะ "Pocket Gas" หรือ ก๊าซธรรมชาติที่สะสมเป็นหย่อมเล็ก ๆ ใต้ดิน
นายภาณุรัช ให้ข้อมูลทางเทคนิคว่า ปัจจุบันการลงทุนเจาะหลุมก๊าซในอ่าวไทยมีต้นทุนเฉลี่ย 2 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ต่อหลุม หากราคารับซื้ออยู่ที่ 8-9 เหรียญ หลายแหล่งที่มีปริมาณก๊าซน้อยจะไม่คุ้มทุน ทำให้ผู้รับสัมปทานเลือกที่จะไม่ขุดเจาะ ดังนั้นจึงมีข้อเสนอให้รัฐบาลควรปรับเพิ่มราคาจูงใจ (Incentive Price) สำหรับส่วนเพิ่มของสัญญา เช่น จาก 9 เหรียญ เป็น 12 เหรียญสหรัฐฯ สำหรับก๊าซที่ผลิตได้เกินกว่าขั้นต่ำที่กำหนด
เหตุผลสำคัญคือ แม้ราคา 12 เหรียญจะสูงกว่าราคาปกติ แต่เมื่อเทียบกับการนำเข้าก๊าซ LNG จากต่างประเทศที่มีราคาสูงถึง 25-30 เหรียญสหรัฐฯ หรือแพงกว่าเกิน 2 เท่า การสนับสนุนให้ขุดก๊าซในประเทศยังคงช่วยให้ต้นทุนรวมของประเทศถูกลงอย่างมาก
แก้คอขวด ทางวิศวกรรมและบทบาทใหม่ของรัฐ
นายภาณุรัชยังเสนอให้รัฐบาลเร่งแก้ปัญหาทางเทคนิคที่เรียกว่า "คอขวด"ในอ่าวไทย โดยระบุว่าบางแหล่งผลิตมีศักยภาพในการผลิตสูงแต่สถานีผลิตหลักเต็ม ในขณะที่บางแหล่งที่ก๊าซเริ่มหมดมีพื้นที่สถานีว่างเหลือเฟือ ซึ่งหากใช้ความรู้ทางวิศวกรรมปิโตรเลียมต่อท่อเชื่อมโยงระหว่างพื้นที่ จะสามารถเพิ่มการผลิตได้ทันทีภายในระยะเวลาประมาณ 1 ปี
นอกจากนี้ รัฐบาลควรทำหน้าที่เป็นผู้ซื้อ "Wet Gas" (ก๊าซที่มีองค์ประกอบ LPG สูง) จากส่วนเพิ่มการผลิตนี้โดยตรง เพื่อนำมาจำหน่ายให้ประชาชนในราคาต้นทุนที่เหมาะสม แทนการปล่อยให้ไหลเข้าสู่อุตสาหกรรมปิโตรเคมีเพียงอย่างเดียว
สุดท้าย นายภาณุรัชเสนอว่าภาคครัวเรือนต้องเริ่มปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและสร้างทางเลือกใหม่ๆ เช่น การส่งเสริมให้ใช้เตาไฟฟ้าแม่เหล็ก หรือพลังงานแสงอาทิตย์ (โซลาร์เซลล์) สำหรับการต้มหรืองานที่ใช้เวลานาน เพื่อลดการพึ่งพาก๊าซหุงต้มเพียงอย่างเดียว
พร้อมย้ำว่าหากเรายังคงใช้วิธีเดิมๆ ในการอุดหนุนราคา กองทุนน้ำมันจะไม่มีวันฟื้นตัวได้เลย และต้องกล้าที่จะปรับโครงสร้างราคาเพื่อจูงใจการผลิตในประเทศ และสร้างความเป็นธรรมในการเข้าถึงก๊าซอ่าวไทยให้กับประชาชนอย่างแท้จริง และช่วยลดภาระหนี้เกือบ 4 หมื่นล้านของบัญชี LPG ได้ในระยะยาว





