
ผ่าโครงสร้างภาษีน้ำมัน 2569 ใครจ่ายเท่าไร? ปมร้อนเรียกร้องลดภาษีช่วยประชาชน
เปิดรายละเอียดภาษีน้ำมันปี 2569 เบนซิน-ดีเซลจ่ายสูงสุด ขณะที่พลังงานทางเลือกภาษีต่ำกว่า สะท้อนโจทย์ใหญ่รัฐท่ามกลางแรงกดดันลดภาษีบรรเทาค่าครองชีพ
ท่ามกลางแรงกดดันจากราคาพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง และเสียงเรียกร้องจากหลายภาคส่วนให้รัฐบาลพิจารณาปรับลดภาษีน้ำมัน เพื่อบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชน กลายเป็นประเด็นสำคัญที่ถูกหยิบยกขึ้นมาถกเถียงอย่างกว้างขวาง
การปรับลดอัตราภาษีสรรพสามิต จึงเป็น 1 ใน 7 มาตรการที่คณะรัฐมนตรี(ครม.)เห็นชอบให้กระทรวงการคลังพิจารณาว่า จะลดอย่างไรและลดในระยะเวลามากแค่ไหนตามความเหมาะสม
กรมสรรพสามิตรายงานว่า การจัดเก็บภาษีสรรพสามิตน้ำมันปี 2569 แบ่งออกเป็น 2 องค์ประกอบหลัก ได้แก่ ภาษีสรรพสามิตพื้นฐาน และภาษีคาร์บอน ซึ่งเมื่อรวมกันจะกลายเป็นภาระภาษีเบื้องต้นต่อหน่วย ทั้งในรูปแบบบาทต่อลิตร หรือบาทต่อกิโลกรัม ขึ้นอยู่กับประเภทเชื้อเพลิง
ในกลุ่มน้ำมันเบนซิน ซึ่งเป็นเชื้อเพลิงหลักของภาคขนส่งและผู้ใช้รถยนต์ส่วนบุคคล พบว่าน้ำมันเบนซินไร้สารตะกั่วมีภาระภาษีสูงสุด โดยอยู่ที่ 6.96 บาทต่อลิตร แบ่งเป็นภาษีสรรพสามิต 6.50 บาท และภาษีคาร์บอน 0.46 บาท
ขณะที่กลุ่มแก๊สโซฮอล์ ซึ่งเป็นพลังงานทางเลือกที่ผสมเอทานอลในสัดส่วนต่าง ๆ มีอัตราภาษีที่ลดหลั่นลงมาตามระดับการผสม โดยแก๊สโซฮอล์ E10 มีภาระภาษีรวมอยู่ที่ 6.26 บาทต่อลิตร ส่วน E20 อยู่ที่ 5.57 บาทต่อลิตร และ E85 ซึ่งมีสัดส่วนเอทานอลสูงสุด มีภาระภาษีต่ำที่สุดเพียง 1.04 บาทต่อลิตร
โครงสร้างดังกล่าวสะท้อนนโยบายภาครัฐที่ต้องการจูงใจให้ผู้บริโภคหันมาใช้พลังงานทางเลือกมากขึ้น ผ่านการกำหนดภาษีในระดับที่ต่ำกว่าเชื้อเพลิงฟอสซิลแบบดั้งเดิม
ในส่วนของน้ำมันดีเซล ซึ่งมีบทบาทสำคัญต่อภาคขนส่งและโลจิสติกส์ พบว่าดีเซลสูตร B7 ซึ่งเป็นเชื้อเพลิงหลักในระบบเศรษฐกิจ มีภาระภาษีรวมอยู่ที่ 6.46 บาทต่อลิตร โดยแบ่งเป็นภาษีสรรพสามิต 5.99 บาท และภาษีคาร์บอน 0.47 บาท
ขณะที่ดีเซลสูตร B10 และ B20 ซึ่งมีการผสมไบโอดีเซลในสัดส่วนที่สูงกว่า มีอัตราภาษีต่ำลงมาอยู่ที่ 5.55 บาทต่อลิตร ซึ่งเป็นอีกหนึ่งมาตรการที่รัฐใช้ในการส่งเสริมพลังงานชีวภาพภายในประเทศ
สำหรับเชื้อเพลิงประเภทอื่น เช่น ก๊าซ LPG สำหรับรถยนต์ มีการจัดเก็บภาษีรวมอยู่ที่ 2.77 บาทต่อกิโลกรัม แบ่งเป็นภาษีสรรพสามิต 2.17 บาท และภาษีคาร์บอน 0.60 บาท ขณะที่น้ำมันเชื้อเพลิงเครื่องบินสำหรับเส้นทางในประเทศ มีภาระภาษีรวมอยู่ที่ 5.16 บาทต่อลิตร
ภาพรวมของโครงสร้างภาษีดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า กลุ่มน้ำมันเบนซินและดีเซล B7 ยังคงเป็นกลุ่มที่แบกรับภาระภาษีในระดับสูงสุด ขณะที่พลังงานทางเลือกและเชื้อเพลิงชีวภาพได้รับการผ่อนปรนด้านภาษีมากกว่า
อย่างไรก็ตาม ภายใต้สถานการณ์ราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว เสียงเรียกร้องให้มีการปรับลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันเริ่มมีความเข้มข้นมากขึ้น โดยเฉพาะจากภาคธุรกิจขนส่ง ผู้ประกอบการ และประชาชนที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากต้นทุนพลังงานที่เพิ่มสูงขึ้น
ประเด็นสำคัญอยู่ที่การชั่งน้ำหนักระหว่าง “ภาระของประชาชน” กับ “รายได้ของรัฐ” เนื่องจากภาษีสรรพสามิตน้ำมันถือเป็นหนึ่งในแหล่งรายได้หลักของรัฐบาล การปรับลดภาษีจึงอาจส่งผลกระทบต่อฐานะการคลังในระยะสั้น เพราะทุก 1 บาทของการลดภาษีจะทำให้รายได้หายไปประมาณ 2,000 ล้านบาทต่อเดือน
สถานการณ์ดังกล่าวจึงกลายเป็นโจทย์เชิงนโยบายที่ท้าทายสำหรับภาครัฐ ในการออกแบบมาตรการที่สามารถสร้างสมดุลระหว่างการดูแลประชาชนในระยะสั้น และการรักษาเสถียรภาพทางการคลังในระยะยาว






