
กรมทรัพย์สินฯ ดัน GI ไทย ตุ๊กตาชาววัง-ปลาแรด เพิ่มมูลค่าสร้างรายได้ชุมชน
กรมทรัพย์สินฯ ลุยดันสินค้า GI ไทย ตุ๊กตาชาววัง-ปลาแรด เพิ่มมูลค่าสินค้า หนุนรายได้ชุมชน พร้อมต่อยอดตลาด-ท่องเที่ยวครบวงจร
KEY
POINTS
- กรมทรัพย์สินทางปัญญาลงพื้นที่ส่งเสริมสินค้า GI สองรายการคือ "ตุ๊กตาชาววังบ้านบางเสด็จ" และ "ปลาแรดลุ่มน้ำสะแกกรัง" เพื่อเพิ่มมูลค่าและสร้างรายได้ให้ชุมชน
- มีแผนต่อยอดตุ๊กตาชาววังโดยสนับสนุนการควบคุมคุณภาพ พัฒนาบรรจุภัณฑ์ สร้างเรื่องราว และขยายตลาดสู่ออนไลน์และงานแสดงสินค้าระดับนานาชาติ
- การขึ้นทะเบียน GI ทำให้ปลาแรดลุ่มน้ำสะแกกรังมีราคาสูงขึ้น และมีการนำไปแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์หลากหลายเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม เช่น ปลาแดดเดียว คอลลาเจน
นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา เปิดเผยว่าได้ลงลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมการผลิตสินค้า GI 'ตุ๊กตาชาววังบ้านบางเสด็จ' ณ ศูนย์ตุ๊กตาชาววังบ้านบางเสด็จ ตำบลบางเสด็จ อำเภอป่าโมก จังหวัดอ่างทอง และ แหล่งผลิตสินค้า GI 'ปลาแรดลุ่มน้ำสะแกกรังอุทัยธานี' ณ กลุ่มวิสาหกิจชุมชนแปรรูปปลาแรดตำบลท่าซุง อำเภอเมือง จังหวัดอุทัยธานี
สำหรับผลิตสินค้า GI ตุ๊กตาชาววังบ้านบางเสด็จ ถือเป็นงานหัตถศิลป์ที่สะท้อนอัตลักษณ์ท้องถิ่นอย่างชัดเจน โดยมีจุดเด่นจากการใช้ดินเหนียวคุณภาพดีในพื้นที่ลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา นำมาปั้นเป็นตุ๊กตาที่ถ่ายทอดวิถีชีวิตและวัฒนธรรมไทย เช่น การละเล่นไทย วัฒนธรรมประเพณี ผลไม้ หรือเครื่องดนตรีไทย ในรูปแบบตุ๊กตาจำลองได้อย่างงดงาม
โดยปัจจุบันมีผู้ผลิตในพื้นที่ทั้งสิ้น 20 ราย มีปริมาณการผลิต 1,200 ชิ้นต่อปี และสร้างมูลค่าทางการตลาด 360,000 บาทต่อปี
ทั้งนี้ กรมทรัพย์สินฯ มุ่งมั่นส่งเสริมและต่อยอดสินค้า GI ตุ๊กตาชาววังบ้านบางเสด็จอย่างต่อเนื่อง ผ่านการสนับสนุนการพัฒนาระบบควบคุมคุณภาพสินค้า โดยร่วมกับคณะกรรมการประจำจังหวัดในการดำเนินการควบคุมตรวจสอบคุณภาพและมาตรฐานการผลิตที่จะนำไปสู่การอนุญาตให้ผู้ประกอบการใช้ตราสัญลักษณ์ GI ไทย เพื่อรักษาคุณภาพและอัตลักษณ์ของสินค้า GI และสร้างความน่าเชื่อถือให้กับผู้บริโภค ตลอดจนสร้างความยั่งยืนให้กับสินค้า
นอกจากนี้ กรมฯ ยังมีแผนต่อยอดการพัฒนาตุ๊กตาชาววังบ้านบางเสด็จในมิติต่างๆ ทั้งการส่งเสริมการออกแบบบรรจุภัณฑ์ให้ทันสมัย การสร้างแบรนด์และเล่าเรื่อง (storytelling) ผลักดันเข้าสู่ตลาดออนไลน์และงานแสดงสินค้าสำคัญระดับประเทศและระดับนานาชาติ ตลอดจนส่งเสริมการพัฒนากิจกรรมท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมและการจัดเวิร์คชอปให้กับนักท่องเที่ยว ซึ่งจะช่วยเพิ่มมูลค่าสินค้าและสร้างรายได้หมุนเวียนคืนสู่ท้องถิ่นได้อย่างเป็นรูปธรรม
นางอรมน กล่าวเพิ่มเติมว่า ปลาแรดลุ่มน้ำสะแกกรังอุทัยธานี เป็นสินค้า GI หนึ่งเดียวของจังหวัดอุทัยธานี โดยปัจจุบันมีผู้ผลิตปลาแรดในพื้นที่กว่า 119 ราย สามารสร้างปริมาณการผลิตรวมกว่า 940,000 กิโลกรัมต่อปี และหลังได้รับ GI ทำให้ราคาสินค้าเพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
โดยปัจจุบันมีราคาขายเฉลี่ยอยู่ที่ 100 - 120 บาทต่อกิโลกรัม จากเดิม 70 บาทต่อกิโลกรัม สะท้อนให้เห็นถึงบทบาทของ GI ในการยกระดับมูลค่าสินค้าเกษตรและสร้างรายได้ให้กับชุมชนอย่างเป็นรูปธรรม
ทั้งนี้ กรมฯ ได้ตรวจติดตามการจัดทำระบบควบคุมคุณภาพสินค้า GI เพื่อรักษามาตรฐานของสินค้า โดยผู้ประกอบการยังมีการรวมกลุ่มและพัฒนาสินค้าร่วมกันอย่างเป็นระบบ ทำให้สามารถบริหารจัดการต้นทุน วางแผนการผลิต และสร้างอำนาจต่อรองทางการตลาดได้ดขึ้น
ปัจจุบันมีการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับปลาแรดลุ่มน้ำสะแกกรังอุทัยธานีโดยการรังสรรค์ผลิตภัณฑ์แปรรูปหลากหลายชนิดภายใต้แบรนด์ “แรดตัวแม่” เช่น ปลาแรดแดดเดียว ปลาร้าด่วนจากปลาแรด แหนมปลาแรด ข้าวเกรียบปลาแรด เป็นต้น รวมทั้งผลิตภัณฑ์เพื่อคนรักสุขภาพ เช่น เจลาตินและคอลลาเจนจากปลาแรด เป็นต้น สามารถสร้างรายได้ที่ดีให้กับสมาชิกของกลุ่ม อีกทั้งยังเป็นการอนุรักษ์ภูมิปัญญาของผู้คนในพื้นที่อีกด้วย
อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กล่าวว่า การลงพื้นที่ครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของสินค้า GI ไทยที่สามารถพัฒนาได้ครบวงจร ตั้งแต่การรักษาคุณภาพตามอัตลักษณ์ท้องถิ่น การสร้างมูลค่าเพิ่ม ไปจนถึงการเชื่อมโยงสู่ตลาดสมัยใหม่ ซึ่งจะเป็นกลไกสำคัญในการยกระดับเศรษฐกิจชุมชน และสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชนอย่างยั่งยืนในระยะยาว
โดยกรมฯ เน้นย้ำให้ผู้ประกอบการเห็นถึงประโยชน์และความสำคัญของการจัดทำระบบควบคุมคุณภาพ เพื่อรักษามาตรฐานสินค้าและสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภค ซึ่งกรมฯ พร้อมส่งเสริมให้มีตรวจประเมินคุณภาพอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งสนับสนุนแนวทางต่อยอดผลิตภัณฑ์
ทั้งนี้ การพัฒนาบรรจุภัณฑ์ให้เหมาะสมกับการขนส่งและสร้างภาพลักษณ์ที่ทันสมัย การส่งเสริมการตลาดออนไลน์ การสร้างเรื่องราวสินค้าเพื่อเพิ่มมูลค่า (Storytelling) ตลอดจนการผลักดันให้เข้าร่วมงานแสดงสินค้าและกิจกรรมส่งเสริมการขาย เช่น งาน GI Market และเวทีการค้าระดับนานาชาติ เพื่อขยายโอกาสทางการตลาดให้กว้างขึ้น และสร้างรายได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว






