
รัฐบาลดันขยะพลาสติกเป็นน้ำมัน ลดค่าพลังงานชุมชนสูงสุด 40%
รัฐบาลเดินหน้าหนุนเทคโนโลยีไพโรไลซิส แปรรูปขยะพลาสติกเป็นน้ำมันเชื้อเพลิง ใช้กับเครื่องจักรการเกษตร เครื่องสูบน้ำ เรือประมง และเครื่องกำเนิดไฟฟ้า ตั้งเป้าลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานชุมชน 20-40% พร้อมสร้างรายได้จากระบบคัดแยกและรับซื้อขยะ
KEY
POINTS
- รัฐบาลส่งเสริมนวัตกรรมแปรรูปขยะพลาสติกเป็นน้ำมันเชื้อเพลิงด้วยเทคโนโลยีไพโรไลซิส เพื่อลดภาระค่าครองชีพให้ประชาชน
- น้ำมันที่ผลิตได้สามารถนำไปใช้กับเครื่องจักรการเกษตรและเครื่องกำเนิดไฟฟ้า ซึ่งคาดว่าจะช่วยลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานของชุมชนได้ 20-40%
- โครงการนี้ยังมุ่งสร้างรายได้ให้ชุมชนผ่านการจัดตั้งศูนย์คัดแยกหรือระบบรับซื้อขยะ เพื่อสร้างเศรษฐกิจหมุนเวียนในพื้นที่
ร้อยเอกหญิงภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลเดินหน้าลดภาระค่าครองชีพควบคู่กับการสร้างรายได้ให้ประชาชน ผ่านการนำวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมมาใช้เปลี่ยน “ขยะ” ที่อยู่รอบตัวให้กลายเป็นทรัพยากรที่สามารถสร้างอาชีพและรายได้ให้ครัวเรือน รวมถึงลดภาระของชุมชนในการกำจัดและฝังกลบขยะ
ดันไพโรไลซิส เปลี่ยนพลาสติกเป็นเชื้อเพลิง
หนึ่งในแนวทางสำคัญ คือ การสนับสนุนให้นำผลงานวิจัยของกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) มาใช้ประโยชน์ในพื้นที่จริง โดยล่าสุดมีการนำเทคโนโลยี “ไพโรไลซิส” มาใช้แปรรูปขยะพลาสติกเป็นน้ำมันเชื้อเพลิง
น้ำมันที่ได้จากกระบวนการดังกล่าวสามารถนำไปใช้กับเครื่องจักรการเกษตร เครื่องสูบน้ำ เรือประมง หรือเครื่องกำเนิดไฟฟ้าภายในชุมชน ซึ่งรัฐบาลมองว่าจะช่วยลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงาน ขณะเดียวกันยังเปิดโอกาสให้ชุมชนจัดตั้งศูนย์คัดแยกขยะ หรือพัฒนาระบบรับซื้อขยะ เพื่อสร้างรายได้หมุนเวียนกลับสู่ประชาชนในพื้นที่
แนวทางนี้จึงไม่ได้มีเป้าหมายเพียงลดปริมาณขยะ แต่ต้องการเชื่อมการจัดการขยะเข้ากับเศรษฐกิจชุมชนและการพึ่งพาตนเองด้านพลังงาน
80 โครงการพลังงานทางเลือก ลดค่าใช้จ่าย 20-40%
ร้อยเอกหญิงภัทร์ดารัสมิ์ ระบุว่า ท่ามกลางภาวะที่ประชาชนต้องเผชิญทั้งต้นทุนพลังงานและค่าครองชีพ การแก้ปัญหาจำเป็นต้องให้ความสำคัญกับทั้งความมั่นคงทางพลังงานและความมั่นคงทางเศรษฐกิจในระดับชุมชน
ปัจจุบัน กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) มีโครงการที่เกี่ยวข้องกับพลังงานทางเลือกรวม 80 โครงการทั่วประเทศ ครอบคลุมตั้งแต่การติดตั้งระบบโซลาร์เซลล์ ไปจนถึงการนำขยะมาแปรรูปเป็นน้ำมันเชื้อเพลิง
รัฐบาลคาดว่าโครงการเหล่านี้จะช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายด้านพลังงานให้กับชุมชนได้ประมาณ 20-40% พร้อมกับลดปริมาณขยะ เพิ่มรายได้ และต่อยอดไปสู่การจัดตั้งกองทุนหมุนเวียนเพื่อใช้ประโยชน์ในชุมชนระยะยาว
ขยายโมเดลชุมชนจัดการขยะ-พลังงานด้วยตัวเอง
ในระยะต่อไป รัฐบาลเตรียมขยายต้นแบบชุมชนที่สามารถจัดการทั้งขยะและพลังงานได้ด้วยตนเองไปยังพื้นที่ต่าง ๆ ทั่วประเทศ โดยเชื่อมการทำงานระหว่างหน่วยงานวิจัย สถาบันการศึกษา องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ภาคเอกชน และเครือข่ายประชาชน
เป้าหมายสำคัญคือการเลือกใช้เทคโนโลยีให้สอดคล้องกับบริบทของแต่ละพื้นที่ ไม่ใช่นำรูปแบบเดียวไปใช้กับทุกชุมชน เพื่อให้การลงทุนและการนำเทคโนโลยีมาใช้เกิดผลลัพธ์ที่ประชาชนสามารถสัมผัสได้จริง ทั้งในด้านรายได้ ต้นทุนพลังงาน และการจัดการสิ่งแวดล้อม
รัฐบาลมองว่าแนวทางดังกล่าวจะช่วยยกระดับ “ชุมชนบ้านมั่นคง” ไปสู่ชุมชนที่มีความเข้มแข็ง สามารถพึ่งพาตนเองด้านพลังงาน บริหารจัดการทรัพยากรในพื้นที่ และสร้างระบบเศรษฐกิจหมุนเวียนภายในชุมชนได้อย่างยั่งยืน







