
"ประเสริฐ" สั่งยกระดับความปลอดภัยโรงเรียน 5 มิติ ชู Stop & Report สกัดภัยเลียนแบบ
สู้ภัยเลียนแบบ! ศธ.ผนึกพลัง อว.-มท.-กห. ยกระดับแผนความปลอดภัย รร.สูงสุด 5 มิติ ชูหลัก “Stop & Report” หยุดแชร์-แจ้งทันที
KEY
POINTS
- กระทรวงศึกษาธิการสั่งยกระดับความปลอดภัยในสถานศึกษาทั่วประเทศให้เป็นวาระแห่งชาติ เพื่อรับมือภัยคุกคามและพฤติกรรมเลียนแบบ
- กำหนดแนวทางความปลอดภัย 5 มิติ ครอบคลุมการคัดกรองทางกายภาพ, การประสานงานความมั่นคง, การดูแลสุขภาพจิต, การสื่อสาร และการพัฒนากฎหมาย
- ชูหลักการ "Stop & Report" (หยุดและแจ้ง) เมื่อพบข้อความข่มขู่ โดยให้หยุดส่งต่อ เก็บหลักฐาน และแจ้งเจ้าหน้าที่ทันที เพื่อป้องกันการเลียนแบบและความตื่นตระหนก
นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เปิดเผยว่า จากกรณีพบข้อความข่มขู่ก่อเหตุรุนแรงในสถานศึกษาหลายแห่ง ซึ่งเป็นพฤติกรรมเลียนแบบ (Copycat) ในช่วงเวลาที่สังคมมีความเปราะบาง
คณะรัฐมนตรีจึงมีมติยกระดับการรักษาความปลอดภัยในสถานศึกษาให้เป็น "วาระแห่งชาติ" โดยผนึกกำลังร่วมกับ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.), กระทรวงมหาดไทย และกระทรวงกลาโหม เพื่อวางมาตรฐานความปลอดภัยในทิศทางเดียวกันทั่วประเทศ
รมว.ศธ. กล่าวว่า กระทรวงศึกษาธิการได้ออกประกาศและแจ้งแนวปฏิบัติไปยังสถานศึกษาทั้ง 4 กลุ่มทั่วประเทศ ได้แก่ สถานศึกษาในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ สถานศึกษาในกลุ่มจังหวัดและกระทรวงมหาดไทย โรงเรียนในสังกัดกระทรวงกลาโหม และสถานศึกษาในกลุ่มกระทรวง อว. เพื่อให้ทุกแห่งยกระดับการเฝ้าระวังและใช้มาตรฐานความปลอดภัยในทิศทางเดียวกัน โดยยึดความปลอดภัยของนักเรียน ครู และบุคลากรเป็นสำคัญ
วางแนวดำเนินงานครอบคลุม 5 มิติ
โดยมีแนวดำเนินงานครอบคลุม 5 มิติสำคัญ ได้แก่
มิติที่ 1 การคัดกรองและรักษาความปลอดภัยทางกายภาพ โดยให้มีการตรวจสอบบุคคลและสิ่งของก่อนเข้าสถานศึกษาอย่างเข้มงวด นำรูปแบบการรักษาความปลอดภัยจากต่างประเทศและอุปกรณ์ตรวจจับมาปรับใช้ให้เหมาะกับความเสี่ยง รวมถึงการซักซ้อมแผน "หนี ซ่อน สู้" ที่สถานศึกษาต้องมีการซ้อมแผนเอาชีวิตรอด "หนี ซ่อน สู้" (Run, Hide, Fight) อย่างต่อเนื่อง พร้อมทบทวนแผนเผชิญเหตุเพื่อให้ครู นักเรียน และบุคลากรทางการศึกษาสามารถปฏิบัติได้จริงทันทีเมื่อเกิดสถานการณ์ฉุกเฉิน
มิติที่ 2 การประสานงานด้านความมั่นคง โดยฝ่ายความมั่นคงสืบสวนและประเมินภัยคุกคาม ส่วน ศธ. ดูแลนักเรียนและครูโดยตรง พร้อมจัดระบบสื่อสารภายในที่รวดเร็วเพื่อเฝ้าระวังความผิดปกติ
มิติที่ 3 การประเมินภัยคุกคามและดูแลสุขภาพจิต จัดตั้งทีมสหวิชาชีพ (ผู้บริหาร นักจิตวิทยา ตำรวจ) ประเมินคัดกรองข้อความข่มขู่ พร้อมแก้ปัญหาความเครียด การบูลลี่ และจัดตั้ง "ศูนย์พิทักษ์สิทธิ เสรีภาพ และความปลอดภัย" ประจำทุกโรงเรียน เชื่อมโยงสายด่วนสายด่วนตำรวจไซเบอร์ 1441 และสายด่วนสุขภาพจิต 1323
มิติที่ 4 การสื่อสารและป้องกันพฤติกรรมเลียนแบบ โดยสถานศึกษายึดหลัก 'หยุด' และ 'แจ้ง' (Stop & Report) เมื่อพบข้อความข่มขู่ ให้หยุดส่งต่อ เก็บหลักฐาน และแจ้งเจ้าหน้าที่ทันที ห้ามแชร์ผ่านโซเชียลมีเดียเพื่อป้องกันความตื่นตระหนก พร้อมกำหนดมาตรการเฝ้าระวังพิเศษ 13 วันหลังเกิดเหตุรุนแรงระดับชาติ
มิติที่ 5 การพัฒนาโครงสร้างกฎหมายระยะยาว ศธ. เตรียมเสนอร่างพระราชบัญญัติความปลอดภัยของสถานศึกษา เข้าสู่การพิจารณาของ คณะรัฐมนตรี เพื่อยกระดับมาตรการความปลอดภัยให้เป็นระบบถาวร โดยศึกษาและปรับใช้มาตรฐานจากต่างประเทศให้เหมาะสมกับบริบทของประเทศไทย พร้อมปรับปรุงระเบียบกระทรวงฯ ที่ใช้มาตั้งแต่ปี 2548 ให้ครอบคลุมภัยคุกคามลวงผ่านช่องทางไซเบอร์ และกําหนดให้เป็นการกระทําผิดในระดับร้ายแรงสูงสุด รวมทั้งผลักดันจัดตั้งอัตรากำลังนักจิตวิทยาคลินิกประจำโรงเรียนขนาดใหญ่ด้วย
ยึดหลัก Stop & Report
"เราจะไม่ประมาทต่อข้อความข่มขู่ทุกกรณี แต่ขณะเดียวกันต้องไม่ทำให้ผู้ก่อเหตุกลายเป็นจุดสนใจ หรือเปิดพื้นที่ให้เกิดการเลียนแบบ ขอให้นักเรียน ครู ผู้ปกครอง และประชาชนยึดหลัก Stop & Report คือ 'หยุด' การเผยแพร่ 'เก็บ' หลักฐาน และ 'แจ้ง' เจ้าหน้าที่ทันที"
ทั้งนี้ ศธ.ได้เผยแพร่หลักสูตรความรู้ต้านโลกดิจิทัลและสิทธิส่วนบุคคลไปยังสถานศึกษาแล้ว เพื่อสร้างความเข้าใจเรื่องผลกระทบและความรับผิดชอบทางกฎหมายก่อนเกิดพฤติกรรม พร้อมกำหนดมาตรการเฝ้าระวังพิเศษเป็นเวลา 13 วันภายหลังเกิดเหตุรุนแรงระดับชาติ รวมทั้งได้ประสาน กสทช. (คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ) จัดทำคู่มือจริยธรรมสำหรับการรายงานข่าวในสถานการณ์ฉุกเฉิน เพื่อให้การสื่อสารของทุกฝ่ายไม่ซ้ำเติมเหตุการณ์ด้วยแล้ว" รมว.ศธ.กล่าว







