
มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ปรับโครงสร้างองค์กร พลิกโฉมแบรนด์เจาะตลาดคนรุ่นใหม่
มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ปรับโครงสร้างองค์กรครั้งใหญ่ ตั้ง 4 สายงานหลัก พลิกโฉมแบรนด์เจาะตลาดคนรุ่นใหม่ สร้างแพลตฟอร์มทำกินให้ชุมชน พัฒนาฐานข้อมูลกลไกการเงินเพื่อขับเคลื่อนคาร์บอนเครดิตไทยสู่ตลาดโลก
KEY
POINTS
- มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ปรับโครงสร้างองค์กรใหม่เป็น 4 สายงานหลัก เพื่อใช้กลไกตลาดขับเคลื่อนการพัฒนาอย่างยั่งยืน
- พลิกโฉมแบรนด์ "ดอยตุง" โดยเตรียมเปิดตัวสินค้าใหม่ที่ราคาเข้าถึงง่ายและดีไซน์ทันสมัย เพื่อเจาะตลาดกลุ่มคนรุ่นใหม่
- มุ่งขับเคลื่อนโครงการจัดการคาร์บอนเครดิตในป่าชุมชน โดยทำหน้าที่เป็นตัวกลางเชื่อมภาคธุรกิจกับชุมชนเพื่อสร้างรายได้ควบคู่กับการอนุรักษ์
หม่อมหลวงดิศปนัดดา ดิศกุล เลขาธิการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ เปิดเผยว่า มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ได้ปรับโครงสร้างการทำงานใหม่ให้สอดรับบริบทปัจจุบัน โดยตั้ง 4 สายงานหลัก ได้แก่ 1.ธุรกิจเพื่อสังคม 2.การแก้ไขปัญหาโดยใช้ธรรมชาติเป็นฐาน (Nature-based Solutions: NbS) 3.ที่ปรึกษาด้านความยั่งยืน และ 4.สายงานพัฒนาเชิงพื้นที่ เพื่อสร้างระบบนิเวศที่ครอบคลุมทั้งการเผยแพร่องค์ความรู้ การขยายผล และการบริหารรายได้อย่างยั่งยืน
“การปรับครั้งนี้ของมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ไม่ใช่เพียงการปรับโครงสร้างองค์กร แต่เป็นการวางรากฐานแนวทางพัฒนาใหม่ที่ใช้กลไกตลาดเป็นตัวขับเคลื่อน ความท้าทายคือทำให้การพัฒนาไม่เป็นภาระงบประมาณ แต่เป็นส่วนหนึ่งของระบบเศรษฐกิจ ที่ภาคเอกชน ชุมชน และสิ่งแวดล้อมเติบโตไปด้วยกัน” หม่อมหลวงดิศปนัดดา ระบุ
หม่อมหลวงดิศปนัดดา กล่าวว่า การปรับโครงสร้างองค์กรดังกล่าว หัวใจยังเหมือนเดิม คือ ถ้าจะปลูกป่า ต้องปลูกคนก่อน พร้อมขยายแนวคิดนี้สู่ระดับประเทศ และเชื่อมต่อกับตลาดโลกได้จริง ซึ่งการปรับครั้งนี้จะเป็นบทบาทใหม่ของมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ในฐานะตัวกลางเศรษฐกิจความยั่งยืน ที่เชื่อมทรัพยากร ชุมชน และทุนเข้าด้วยกัน และก้าวสู่ต้นแบบการพัฒนายุคใหม่ของประเทศไทย
ดันงาน Nature-based ความหลากหลายธรรมชาติ
สำหรับสายงานด้านการแก้ไขปัญหาโดยใช้ธรรมชาติเป็นฐาน หรือ NbS ถือเป็นหนึ่งสายงานสำคัญที่มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ มีองค์ความรู้ เพื่อขับเคลื่อนโครงการจัดการคาร์บอนเครดิตในป่าเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน โดยทำหน้าที่เป็นตัวกลางเชื่อมภาคธุรกิจกับเครือข่ายชุมชน พร้อมขยายความร่วมมือกับภาคเอกชนอย่างต่อเนื่อง ภายในองค์กรมีการใช้กลยุทธ์ระบบคู่ขนาน (Parallel System) สร้างทีมและกลไกใหม่ควบคู่ระบบเดิม เพื่อเร่งผลลัพธ์และลดแรงต้านการเปลี่ยนแปลง
ส่วนระยะยาว มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ตั้งเป้าหมายขยายบทบาทสู่ระดับนานาชาติ โดยต่อยอดประสบการณ์ในพื้นที่ เช่น เมียนมา และอินโดนีเซีย เพื่อเป็นองค์กรพัฒนาระดับโลก ขณะเดียวกัน สายงานธุรกิจเพื่อสังคมรับไม้ต่อยอดโอกาสทางธุรกิจของดอยตุง และสายงานที่ปรึกษาด้านความยั่งยืนจะขับเคลื่อนความร่วมมือระดับประเทศและองค์กร สร้างฐานข้อมูลความหลากหลายทางชีวภาพ และถ่ายทอดองค์ความรู้สู่ภาคเอกชนและเยาวชนผ่านการให้คำปรึกษาและหลักสูตรต่างๆ
พลิกโฉมแบรนด์ “ดอยตุง” เจาะตลาดคนรุ่นใหม่
สำหรับงานหัตถกรรม มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ขยายการส่งเสริมงานหัตถกรรมจากพื้นที่ดอยตุงสู่พื้นที่ขยายผล เพื่อสร้างรายได้ฐานรากและยกระดับทักษะชุมชน โดยทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงตั้งแต่การฝึกอบรม การผลิต ไปจนถึงการควบคุมคุณภาพ เพื่อให้สามารถผลิตงานให้กับแบรนด์ DoiTung และต่อยอดสู่ผลิตภัณฑ์ของตนเอง
ปัจจุบันในพื้นที่ปางมะหัน ปูนะ และบ้านห้วยส้าน สามารถสร้างรายได้รวมหลายล้านบาท พร้อมเปิดโอกาสให้ครัวเรือนมีรายได้เสริมอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะกลุ่มสตรีที่สามารถทำงานใกล้บ้าน และเตรียมขยายโมเดลสู่พื้นที่ป่าชุมชนภายใต้โครงการจัดการคาร์บอนเครดิตในป่าเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน เพื่อสร้างอาชีพควบคู่การดูแลทรัพยากร และกระจายรายได้สู่ชุมชนในวงกว้าง
นอกจากนี้ มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ยังเตรียมเปิดตัวแบรนด์ใหม่ เจาะกลุ่มลูกค้าที่อายุน้อยลง ด้วยผลิตภัณฑ์ที่ใช้งานง่ายและสอดคล้องกับไลฟ์สไตล์ประจำวัน พร้อมเชื่อมโยงแก่นแท้ของงานที่โครงการพัฒนาดอยตุงฯ ได้ดำเนินงานตั้งแต่อดีตจนปัจจุบันผ่านการออกแบบสินค้า จะออกวางจำหน่ายในร้านดอยตุงไลฟ์สไตล์ อย่างไม่เป็นทางการปลายไตรมาสที่ 2 นี้
“งานหัตถกรรมของดอยตุงต่อไปจะเน้นการสร้างสินค้าให้มีราคาที่จับต้องได้ง่ายขึ้น โดยปรับเปลี่ยนจากเดิมที่เน้นขายเสื้อผ้ามาเป็นการทำสินค้าชิ้นเล็กลงเช่น กระเป๋า เครื่องประดับ ของใช้บนโต๊ะอาหาร และพวงกุญแจ ซึ่งเป็นของที่วัยรุ่นซื้อหาง่ายและใช้ในชีวิตประจำวันได้จริง สินค้าเหล่านี้จะมีดีไซน์ที่ทันสมัยมากขึ้น พร้อมกับเน้นเรื่องของความยั่งยืนตลอดทั้งกระบวนการผลิตด้วย” หม่อมหลวงดิศปนัดดา กล่าว
ขยายตลาดกาแฟ-ปักธงงานพัฒนา
ขณะที่งานกาแฟและแมคคาเดเมีย ยังคงเป็นสินค้าหลักที่ตลาดมีความต้องการสูง โดยมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ได้ขยายการผลิตแบบ OEM ผ่านความร่วมมือกับภาคเอกชน เช่น การบินไทย ซึ่งปัจจุบันเสิร์ฟกาแฟดอยตุงในทุกเที่ยวบินทั่วโลก พร้อมไปกับการพัฒนาสายพันธุ์ และการปลูกที่ทนทานต่อสภาพการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ ล่าสุดมีแปลงทดลองปลูกที่เชียงราย ซึ่งเป็นกาแฟคุณภาพสูง
ส่วนงานสร้างผู้ประกอบการในพื้นที่ โครงการพัฒนาดอยตุงฯ เดินหน้ายกระดับบทบาทสู่การเป็นแพลตฟอร์มสร้างผู้ประกอบการในพื้นที่ โดยใช้การรวมกลุ่มวิสาหกิจชุมชนเป็นกลไกสำคัญ ปัจจุบันมี 15 กลุ่ม สมาชิกกว่า 1,030 คน สร้างรายได้รวมกว่า 38.2 ล้านบาท ในปี 2568 ครอบคลุมตั้งแต่ภาคเกษตร การแปรรูป และการพัฒนาผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง
หนึ่งในตัวอย่างที่สะท้อนศักยภาพคือ “หมูดำดอยตุง” ซึ่งต่อยอดจากการจำหน่ายเนื้อสด สู่การแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง เช่น ไส้กรอก แฟรงก์เฟิร์ตเตอร์ และดอยตุงแฮม ช่วยเพิ่มมูลค่าจากหลักร้อยสู่หลักพันบาทต่อกิโลกรัม สร้างรายได้และยกระดับชุมชนสู่การเป็นผู้ประกอบการที่แข่งขันได้อย่างยั่งยืน
ขณะที่งานท่องเที่ยว มุ่งเจาะกลุ่มสัมมนาและอบรม โดยบูรณาการกับสายงานความยั่งยืนและองค์ความรู้ เพื่อสร้างประสบการณ์ท่องเที่ยวที่เชื่อมโยงการเรียนรู้
ดันคาร์บอนเครดิตไทยสู่ตลาดโลก
อีกหนึ่งกลไกสำคัญคือการผลักดันคาร์บอนเครดิตสู่ตลาดโลก โดยมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ใช้เครือข่ายป่าชุมชนกว่า 300 แห่งเป็นฐาน จุดเด่นของแนวทางนี้คือการให้ความสำคัญกับ “มิติทางสังคมและชุมชน” ควบคู่กับการกักเก็บคาร์บอน ซึ่งยังไม่ถูกใช้เป็นเกณฑ์หลักในตลาดส่วนใหญ่ โดยมูลนิธิ ได้ดำเนินการผ่านโครงการจัดการคาร์บอนเครดิตในป่าเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน
ปัจจุบันครอบคลุมพื้นที่ป่ากว่า 287,914 ไร่ ใน 12 จังหวัด มีชุมชนเข้าร่วม 303 ชุมชน และมีผู้ได้รับประโยชน์กว่า 161,000 คน พร้อมตั้งเป้าขยายพื้นที่เพิ่มอีก 100,000–150,000 ไร่ในปี 2569 สู่เป้าหมาย 1 ล้านไร่ภายในปี 2572 โครงการครอบคลุมระบบนิเวศหลากหลาย เช่น ป่าดิบเขา ป่าเบญจพรรณ ป่าเต็งรัง ป่าชายเลน เพื่อเพิ่มศักยภาพการกักเก็บคาร์บอนควบคู่การสร้างรายได้ให้ชุมชน
โดยปัจจุบันสามารถรับรองคาร์บอนเครดิตแล้วจาก 12 ป่าชุมชน พื้นที่รวม 12,840 ไร่ คิดเป็นปริมาณ 58,824 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า
"มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ยังได้เริ่มขยายความร่วมมือระดับนานาชาติ เพื่อส่งเงินทุนลงสู่ชุมชนโดยตรง ลดการกระจุกตัวในโครงการขนาดใหญ่ หากสำเร็จ จะช่วยผลักดันคาร์บอนเครดิตจากป่าไม้ไทยสู่ตลาดโลก และเชื่อมทรัพยากรธรรมชาติเข้ากับเศรษฐกิจสากลอย่างเป็นรูปธรรม แนวทางนี้สะท้อนเศรษฐกิจชุมชนรูปแบบใหม่ ที่เชื่อมโยงกับตลาดคาร์บอน และทำให้การอนุรักษ์ทรัพยากรเป็นแหล่งรายได้อย่างยั่งยืนให้กับชุมชน"






