thansettakij
thansettakij
เอกชนชี้ครม.เศรษฐกิจต้องเร่งทำงาน ฝ่าวิกฤตพลังงาน-ของแพง

เอกชนชี้ครม.เศรษฐกิจต้องเร่งทำงาน ฝ่าวิกฤตพลังงาน-ของแพง

เอกชนชี้ครม.เศรษฐกิจต้องเร่งเดินหน้าทำงาน ฝ่าวิกฤตพลังงาน-ของแพง ระบุทุกกระทรวงต้องทำงานแบบสอดประสานในทิศทางเดียวกัน

KEY

POINTS

  • ภาคเอกชนเรียกร้องให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) เศรษฐกิจชุดใหม่เร่งทำงานเพื่อแก้ไขปัญหาวิกฤตพลังงานและปัญหาสินค้าราคาแพง
  • สถานการณ์ปัจจุบันมีความท้าทายมากขึ้นจากสงครามในตะวันออกกลาง ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อราคาน้ำมัน วัตถุดิบ และค่าขนส่ง ทำให้ต้นทุนผู้ประกอบการสูงขึ้น
  • แม้ทีมเศรษฐกิจหลักส่วนใหญ่จะเป็นชุดเดิม แต่สิ่งสำคัญคือทุกกระทรวงต้องทำงานร่วมกันอย่างสอดประสานและเป็นทิศทางเดียวกันเพื่อฝ่าฟันอุปสรรค

นายเกรียงไกร เธีนรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวให้ความคิดเห็นกับ “ฐานเศรษฐกิจ” เกี่ยวกับคณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุทิน 2 ว่า ข้อดีก็คือทีมเศรษฐกิจหลักยังเป็นชุดเดิม โดยเฉพาะหัวหน้าทีมอย่างนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาส รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ,นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และกระทรวงพิณิชย์ก็ยังได้นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ กลับมารับตำแหน่งเหมือนเดิม

ที่มีการเปลี่ยนแปลงก็คือตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานจากเดิมที่เป็นโควต้าบุคคลภายนอก มาสู่โควต้าตามพรรคการเมือง ส่วนกระทรวงอุตสาหกรรมที่มีการเปลี่ยนแปลงก็ยังเป็นไปตามโควต้าพรรคการเมืองตามเดิม

ที่มีการเปลี่ยนแปลงก็คือตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานจากเดิมที่เป็นโควต้าบุคคลภายนอก มาสู่โควต้าตามพรรคการเมือง ส่วนกระทรวงอุตสาหกรรมที่มีการเปลี่ยนแปลงก็ยังเป็นไปตามโควต้าพรรคการเมืองตามเดิม

ทั้งนี้ สิ่งที่ภาคเอกชนต้องการมาตลอดก็คือทีม ครม.เศรษฐกิจที่เป็นมืออาชีพ ทั้งหมดหรือ Full Team แต่ในความเป็นจริงมีข้อจำกัดจากการจัดสรรโควตาของพรรคการเมืองหลายพรรคที่มารวมตัวกัน

เอกชนชี้ครม.เศรษฐกิจต้องเร่งทำงาน ฝ่าวิกฤตพลังงาน-ของแพง

 

“จากนี้ก็คงต้องติดตามอย่างใกล้ชิดในเรื่องของการทำงาน โดยทุกรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องกับกระทรวงเศรษฐกิจจะต้องทำงานแบบเต็มที่ เพื่อให้ฟันฝ่าปัญหาและอุปสรรคที่เผชิญอยู่ไปให้ได้ ทั้งด้านวิกฤตการณ์พลังงาน และการที่ของขาด ของแพง”

ทั้งนี้ ค่าครองชีพที่ปรับตัวเพิ่มสูงขึ้น เป็นหนึ่งปัจจัยที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด โดยปัจจุบันถือว่าอยู่ในสถานการณ์ที่หนักหน่วงกว่าไตรมาส 4 ของปีที่ผ่านมาที่รัฐบาลอนุมินเข้ามาครั้งแรก ซึ่งมาทำงานช่วยฉุดเศรษฐกิจไทยไม่ให้ติดหล่มในไตรมาสดังกล่าวได้สำเร็จ

อย่างไรก็ตาม กับสถานการณ์วิกฤตเวลานี้ถือว่ามีความท้าทายเพิ่มมากขึ้นจากสงครามตะวันออกกลาง ซึ่งทำให้เกิดวิกฤตการณ์ทางด้านพลังงาน ทำให้ขาดทั้งน้ำมันที่ไม่เพียงพอในสถานีบริการน้ำมัน อีกทั้งราคาน้ำมันก็แพงขึ้น สร้างภาระให้กับกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง และผู้ประกอบการที่มีต้นทุนเพิ่มมากขึ้น 

นอกจากนี้ ผลกระทบจากสงครามยังส่งผลต่อราคาวัตถุดิบ ค่าขนส่ง และปัญหาด้านโลจิสติกส์ การขาดแคลนเรือ ซึ่งทำให้ต้นทุนของผู้ประกอบการพุ่งสูงขึ้น

“เอกชนเคยให้ความเห็นไปตั้งแต่ช่วงที่ผ่านมาแล้วเกี่ยวกับ ครม. ว่าต้องการผู้ที่ตรงปกเข้ามาทำงาน แต่กับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นก็เข้าใจได้ว่ามีข้อจำกัดจากการรวมพรรคการเมืองเข้ามาจัดตั้งรัฐบาล และต้องมีการจัดสรรโควต้าให้ลงตัว แต่ข้อดีก็คือยังได้หัวหน้าทีมเดิม ซึ่งเคยมีประสบการณ์ และเข้าใจปัญหาได้ทำงานต่อเนื่อง”

อย่างไรก็ดี ข้อสำคัญก็คือ ต้องให้ทุกกระทรวงที่อยู่ในทีมเศรษฐกิจทำงานร่วมกันแบบสอดประสานไปในทิศทางเดียวกัน ไม่ใช่ต่างคนต่างทำงาน เพราะมีนโยบายที่เป็นลักษณะต่างพรรคกัน ซึ่งจะทำให้การฟันฝ่าอุปสรรคครั้งนี้เป็นไปได้ลำบากมากขึ้น