thansettakij
thansettakij
เอกชนหนุนคัด Data Center คุณภาพ แลกไฟ-น้ำ ดึงเทคโนโลยีเข้าประเทศ

เอกชนหนุนคัด Data Center คุณภาพ แลกไฟ-น้ำ ดึงเทคโนโลยีเข้าประเทศ

21 ส.ค. 69 | 08:24 น.
อัปเดตล่าสุด :21 ส.ค. 69 | 08:58 น.

เอกชนเสนอคัดลงทุน Data Center เน้นโครงการสร้างมูลค่าเพิ่มให้ไทย ทั้งถ่ายทอดเทคโนโลยี พัฒนาบุคลากร และดึงแวลูเชน เข้าประเทศ ชี้ลงทุนกระจุกภาคกลาง-EEC กว่า 80-90% เสี่ยงกดดันไฟฟ้า-น้ำ จับตากระจายฐานสู่ภูมิภาคที่มีศักยภาพ

KEY

POINTS

  • ภาคเอกชนและบีโอไอ (BOI) ผลักดันนโยบายใหม่ในการคัดเลือกนักลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์คุณภาพสูง (Selective Investment) โดยพิจารณาประโยชน์ที่ประเทศจะได้รับมากกว่าเม็ดเงินลงทุน
  • ใช้ทรัพยากรไฟฟ้าและน้ำเป็นเงื่อนไขสำคัญในการต่อรอง เพื่อแลกกับการถ่ายทอดเทคโนโลยีขั้นสูง การพัฒนาบุคลากร และการดึงอุตสาหกรรมในห่วงโซ่คุณค่า (Value Chain) เข้ามาในประเทศ
  • เสนอแนวคิดให้ผู้ลงทุนร่วมรับผิดชอบต้นทุนพลังงาน (Fair Responsibility) และส่งเสริมการกระจายการลงทุนไปยังภูมิภาคอื่นเพื่อลดแรงกดดันต่อระบบสาธารณูปโภค

ดร.สัมพันธ์ ศิลปนาฎ นายกสมาคมนายจ้างอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์ และที่ปรึกษาคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ / BOI) เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ถึงทิศทางการปรับหลักเกณฑ์ส่งเสริมการลงทุน Data Center ว่า ปัจจุบันรัฐบาลได้มีการรตั้งคณะอนุกรรมการหรือบอร์ดชุดเล็กเพื่อขับเคลื่อนเรื่องดังกล่าว โดยมี ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเป็นประธาน โดยทำงานร่วมกับเลขาธิการบีโอไอ เพื่อเร่งพิจารณาหลักเกณฑ์และนำข้อสรุปกลับเข้าสู่การประชุมบอร์ดบีโอไอชุดใหญ่

ดร.สัมพันธ์ ศิลปนาฎ นายกสมาคมนายจ้างอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์

ทั้งนี้ การปรับเกณฑ์ไม่ได้เกิดขึ้นอย่างฉับพลัน แต่บีโอไอหารือเรื่องดังกล่าวอย่างเข้มข้นมานาน 7-8 เดือน หลังเห็นว่าในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมาไทยได้รับความสนใจจากนักลงทุนจำนวนมาก จึงมีศักยภาพที่จะเลือกนักลงทุนที่มีคุณภาพมากขึ้น หรือ “Selective Investment” จากเดิมที่อาจเน้นการดึงเม็ดเงินลงทุนเป็นหลัก

เปลี่ยนโจทย์ วัดความคุ้มค่าทรัพยากร

ดร.สัมพันธ์ กล่าวว่า แนวคิดสำคัญของบีโอไอ คือการประเมินการลงทุนให้ลึกกว่ายอดเงินลงทุนและจำนวนการจ้างงาน โดยต้องพิจารณาว่า ประเทศและประชาชนไทยจะได้รับประโยชน์จากโครงการอย่างเป็นรูปธรรมเพียงใด โดยเฉพาะ Data Center แม้เป็นอุตสาหกรรมแห่งอนาคตและเป็นจิ๊กซอว์สำคัญของห่วงโซ่เทคโนโลยีและ AI แต่มีการจ้างงานโดยตรงน้อยกว่าโรงงานผลิตทั่วไป เช่น โรงงาน PCB ขณะที่ใช้ทรัพยากรสูง ทั้งไฟฟ้าปริมาณมหาศาล ไฟฟ้าสะอาด และน้ำสำหรับระบบระบายความร้อน

“ดังนั้น บอร์ดบีโอไอ จึงเห็นพ้องกันว่าความพร้อมของทรัพยากรต้องถูกนำมาเป็นเงื่อนไขสำคัญในการต่อรองกับผู้ลงทุน”

เอกชนหนุนคัด Data Center คุณภาพ แลกไฟ-น้ำ ดึงเทคโนโลยีเข้าประเทศ

กระจายฐาน Data Center ลดแรงกดระบบ

สำหรับความกังวลว่าการคุมเข้มด้านไฟฟ้า น้ำ และสิ่งแวดล้อมอาจทำให้นักลงทุนย้ายไปประเทศคู่แข่งนั้น ดร.สัมพันธ์ มองว่าเป็นเรื่องที่ต้องบริหารจัดการผ่านการเจรจา หากโครงการใดเข้ามาใช้ทรัพยากรประเทศ แต่ไม่มีแผนถ่ายทอดเทคโนโลยี พัฒนาบุคลากร หรือสร้างมูลค่าเพิ่ม ก็อาจถูกจัดให้อยู่ในลำดับท้าย ๆ ในการพิจารณา

อย่างไรก็ตาม หากไทยกำหนดโจทย์และเงื่อนไขชัดเจน นักลงทุนสามารถปรับแผนการลงทุนให้สอดคล้องกับความต้องการของประเทศได้ โดยไทยยังมีจุดแข็งด้านเสถียรภาพระบบไฟฟ้า เพียงแต่ต้องบริหารไม่ให้การลงทุนกระจุกตัวจนกระทบชุมชน จากปัจจุบันการลงทุน Data Center กระจุกตัวในพื้นที่ภาคกลางตอนบน เช่น ลพบุรี อยุธยา ปทุมธานี และพื้นที่ EEC รวมกันเกือบ 80-90% ของการลงทุนทั้งหมด ซึ่งอาจกดดันระบบไฟฟ้าและแหล่งน้ำดิบในระยะยาว

ดังนั้นบีโอไอ จึงมีแนวคิดส่งเสริมการกระจายการลงทุนไปยังภูมิภาคอื่น โดยยกพื้นที่แม่เมาะ จ.ลำปาง เป็นหนึ่งในพื้นที่ที่มีการพูดคุย เนื่องจากมีแหล่งผลิตและเสถียรภาพด้านไฟฟ้าสูง

“Fair Responsibility” ผู้ลงทุนร่วมรับต้นทุน

ด้านต้นทุนพลังงาน ดร.สัมพันธ์ เสนอให้ใช้หลัก “Fair Responsibility” หาก Data Center เลือกใช้ไฟฟ้าจากระบบหลักของภาครัฐ ควรจ่ายค่าบริการในอัตราที่สูงขึ้น เพื่อไม่ให้ต้นทุนตกกับประชาชน ขณะเดียวกันควรเปิดทางให้ผู้ลงทุนจัดหาไฟฟ้าหรือร่วมมือกับพันธมิตรด้านพลังงานสะอาดเพื่อผลิตไฟฟ้าใช้เอง ซึ่งแนวทางดังกล่าวจะช่วยแบ่งเบาภาระการลงทุนโครงข่ายของภาครัฐ และเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนไทยที่มีความเชี่ยวชาญด้านพลังงานสะอาด โซลาร์เซลล์ และไฟฟ้าสีเขียวเข้ามามีบทบาทมากขึ้น

ดึง Value Chain สร้างมูลค่าไทย

ดร.สัมพันธ์ กล่าวอีกว่า มูลค่าที่ไทยควรได้รับจาก Data Center ไม่ควรจำกัดอยู่ที่ตัวโครงการ เพราะการจ้างงานโดยตรงมีไม่มาก แต่ต้องมองทั้งระบบนิเวศและห่วงโซ่คุณค่า ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ เป้าหมายคือดึงอุตสาหกรรมใน Value Chain เข้ามาตั้งฐานในไทย พร้อมถ่ายทอดเทคโนโลยีขั้นสูงให้ SME และ Startup รวมถึงสร้างความร่วมมือพัฒนาบุคลากรทักษะสูงกับกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) และกระทรวงแรงงาน

ทั้งนี้ การวิเคราะห์ Value Chain และเทคโนโลยีขั้นสูงยังอยู่ระหว่างการศึกษาของทีมงาน เพื่อออกแบบหลักเกณฑ์ที่ทำให้ประเทศไทยได้รับประโยชน์และความคุ้มค่าสูงสุดจากการใช้ทรัพยากรของชาติ