
'ศุภจี' พลิกวิกฤตเป็นโอกาส เจรจาอิหร่าน ขอผ่านช่องแคบฮอร์มุช ส่งสินค้าไปตะวันออกกลาง
'ศุภจี' พลิกวิกฤตเป็นโอกาส เจรจาอิหร่านเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุชส่งสินค้าไปตะวันออกกลาง -ขนส่งน้ำมันกลับประเทศไทย
KEY
POINTS
- นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เสนอแนวคิดพลิกวิกฤตสงครามในตะวันออกกลางให้เป็นโอกาสทางการค้าของไทย
- เสนอให้รัฐบาลเจรจากับอิหร่าน เพื่อขอให้เรือสินค้าไทยสามารถเดินทางผ่านช่องแคบฮอร์มุชซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งที่สำคัญได้
- หากเจรจาสำเร็จ จะช่วยเพิ่มศักยภาพการส่งออกสินค้าอาหารและอาหารแปรรูปไปยังตลาดตะวันออกกลาง และสามารถนำเข้าพลังงานกลับประเทศได้
ทั่วโลกเผชิญวิกฤตสงครามตะวันออกกลาง การปิดช่องแคบฮอร์มุช เส้นทางขนส่งน้ำมันดิบของโลกซึ่งมีผลกระทบเป็นวงกว้างในทางกลับกันหากประเทศไทยพลิกวิกฤตเป็นโอกาส เจรจากับรัฐบาลอิหร่าน เพื่อ ขอเดินเรือสินค้า ผ่านช่องแคบดังกล่าว ได้ ประเมินว่าไทยจะเพิ่มศักยภาพการขนส่งสินค้าไปยังตะวันออกกลางได้อย่างมาก และยังสามารถนำพลังงานกลับมาใช้ในประเทศได้อีกด้วย
ทั้งนี้ในที่ประชุมศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) ครั้งที่ 4/2569 เมื่อวันที่15 มีนาคม2569 ที่มีนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ณ ห้องประชุมชี้แจงคณะกรรมาธิการฯ (สส.) ห้อง CB 406 ชั้น 4 อาคารรัฐสภา
นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้ใช้การประชุมครั้งนี้ กล่าวถึงโอกาสทางการค้าไทยท่ามกลางวิกฤต ขณะนี้หลายประเทศในตะวันออกกลางมีความต้องการสินค้าอาหารและวัตถุดิบเพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นโอกาสของผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะสินค้าอาหารและอาหารแปรรูป
"ด้วยข้อจำกัดด้านการขนส่งสินค้า ทำให้การเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซมีความเสี่ยง จึงเสนอให้พิจารณาหารือกับรัฐบาลอิหร่าน เพื่อเปิดโอกาสให้เรือสินค้าจากไทย หากเจรจาได้สำเร็จ ไทยจะสามารถส่งออกสินค้าอาหารและอาหารแปรรูปไปยังตลาดตะวันออกกลางได้มากขึ้น ขณะเดียวกัน ยังสามารถนำเข้าพลังงานหรือปุ๋ยจากภูมิภาคกลับมายังประเทศไทยได้ด้วย" นางศุภจีกล่าว
อย่างไรก็ตามหากเกิดสถานการณ์วิกฤตในตะวันออกกลาง เช่น การปิดหรือจำกัดการเดินเรือผ่าน ช่องแคบฮอร์มุชซึ่งเป็นเส้นทางสำคัญของการขนส่งน้ำมันและสินค้าโลก ไทยอาจมองเป็น “โอกาสเชิงยุทธศาสตร์” หากใช้การทูตเจรจาอย่างเหมาะสม
ความสำคัญของช่องแคบฮอร์มุช
- เป็นเส้นทางที่เชื่อมอ่าวเปอร์เซียกับทะเลอาหรับ
- มีน้ำมันโลกผ่านประมาณ 20% ของการค้าทางทะเลทั้งหมด
- ประเทศสำคัญในอ่าว เช่น Iran, Saudi Arabia, United Arab Emirates ใช้เส้นทางนี้ส่งออกพลังงานหากเกิดความตึงเครียดหรือปิดเส้นทาง จะกระทบการค้าโลกทันที
หากไทย “พลิกวิกฤตเป็นโอกาส” ใช้การทูตเชิงสมดุล
ไทยมีข้อได้เปรียบคือไม่ได้เป็นคู่ขัดแย้งโดยตรงเจรจาความร่วมมือกับ อิหร่านรักษาความสัมพันธ์กับประเทศอ่าวและตะวันตกทำตัวเป็น ประเทศคู่ค้ากลาง (Neutral Trade Partner)
สิ่งที่ไทยอาจได้
- สัญญาขนส่งสินค้า
- สิทธิใช้ท่าเรือหรือโลจิสติกส์
- ความร่วมมือด้านพลังงาน
ไทยเป็น “ศูนย์กลางโลจิสติกส์ของเอเชีย”
หากเส้นทางตะวันออกกลางมีความเสี่ยง ประเทศต่าง ๆ จะมองหา Hub ทางเลือกไทยสามารถผลักดันได้แก่
- ท่าเรือแหลมฉบัง
- โครงการแลนด์บริดจ์
หากสำเร็จจะทำให้เรือจากตะวันออกกลาง → เข้าอันดามัน → ขนผ่านไทย → ออกอ่าวไทย → ไปเอเชียตะวันออกลดเวลาการเดินเรือได้มาก
โอกาสด้านพลังงาน
ไทยนำเข้าน้ำมันจำนวนมากจากตะวันออกกลางหากเจรจาดี
- ไทยอาจได้ สัญญาน้ำมันระยะยาว
- ราคาพลังงานที่เสถียรกว่า
- ความร่วมมือปิโตรเคมี
การขยายตลาดส่งออก
วิกฤตสงครามมักทำให้ supply chain เปลี่ยนสินค้าไทยที่อาจโต
- อาหาร
- ข้าว
- ยางพารา
- อาหารฮาลาล
ตลาดเป้าหมาย
- United Arab Emirates
- Qatar
- Saudi Arabia









