thansettakij
thansettakij
วิกฤตน้ำอิหร่านใกล้จุดวิกฤต โลกร้อน-สงครามซ้ำเติมระบบน้ำ

วิกฤตน้ำอิหร่านใกล้จุดวิกฤต โลกร้อน-สงครามซ้ำเติมระบบน้ำ

15 มี.ค. 2569 | 09:00 น.

อิหร่านกำลังเผชิญวิกฤตทรัพยากรน้ำรุนแรงจากภัยแล้งยาวนาน การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และการบริหารจัดการน้ำที่ถูกวิจารณ์มานานหลายทศวรรษ ขณะเดียวกัน ความขัดแย้งทางทหารในภูมิภาคยังเพิ่มความเสี่ยงต่อโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำ

KEY

POINTS

  • อิหร่านกำลังเผชิญวิกฤตน้ำรุนแรงจาก 3 ปัจจัยหลัก คือ ภาวะโลกร้อนที่ทำให้เกิดภัยแล้ง, การบริหารจัดการน้ำที่ผิดพลาดมานานหลายทศวรรษ, และความขัดแย้งในภูมิภาคที่ซ้ำเติมความไม่มั่นคงด้านน้ำ
  • วิกฤตดังกล่าวส่งผลให้เมืองใหญ่หลายแห่งรวมถึงกรุงเตหะรานมีความเสี่ยงเข้าสู่ภาวะ “Water Day Zero” หรือจุดที่ระบบประปาอาจต้องหยุดจ่ายน้ำและต้องมีการปันส่วน
  • สาเหตุสำคัญส่วนหนึ่งมาจากการจัดการของรัฐบาล เช่น การสร้างเขื่อนที่ไม่มีประสิทธิภาพแทนระบบชลประทานโบราณ (คานัต) และการสูบน้ำใต้ดินเพื่อการเกษตรมากเกินไปจนแหล่งน้ำร่อยหรอ

การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สงคราม และการบริหารจัดการที่ผิดพลาดกำลังกดดันระบบน้ำของอิหร่านอย่างหนัก ผู้เชี่ยวชาญเตือน

ประเทศในตะวันออกกลางแห่งนี้เผชิญกับภัยแล้งรุนแรงต่อเนื่องมาหลายปี ซึ่งนักวิทยาศาสตร์พบว่ามีความรุนแรงเพิ่มขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดจากกิจกรรมของมนุษย์

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ชาวอิหร่านได้ออกมาประท้วงรัฐบาลเกี่ยวกับการจัดการทรัพยากรน้ำ โดยชี้ว่าปัญหาส่วนหนึ่งเกิดจากการวางแผนที่ผิดพลาดและนโยบายระยะสั้นที่ดำเนินมานานหลายทศวรรษ

เมื่อแหล่งน้ำลดต่ำลง ทางการได้เตือนเมื่อปีที่แล้วว่าเมืองใหญ่หลายแห่งของอิหร่าน รวมถึงกรุงเตหะราน เมืองหลวง อาจเผชิญกับภาวะ “Water Day Zero” ในไม่ช้า ซึ่งหมายถึงจุดที่ระบบจ่ายน้ำของเมืองต้องถูกปิด และต้องมีการปันส่วนน้ำที่เหลืออยู่

ขณะเดียวกัน การโจมตีทางอากาศต่อโรงกลั่นน้ำทะเลในอิหร่านและบาห์เรนในช่วงที่ผ่านมา ได้จุดคำถามในวงกว้างว่าสงครามอาจยิ่งซ้ำเติมความไม่มั่นคงด้านน้ำทั่วตะวันออกกลางอย่างไร

อิหร่านเข้าใกล้ภาวะ ‘Water Day Zero’ มากเพียงใด

อิหร่านเป็นหนึ่งในประเทศที่เผชิญความตึงเครียดด้านน้ำมากที่สุดในโลก และกำลังเผชิญภัยแล้งยาวนานหลายปีที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน

สภาพภูมิอากาศที่ร้อนและแห้งแล้งทำให้น้ำจืดมีอยู่อย่างจำกัด อย่างไรก็ตาม ชาวอิหร่านจำนวนมากยังมองว่าการบริหารจัดการของรัฐบาลในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมาเป็นสาเหตุสำคัญของวิกฤตน้ำในปัจจุบัน

เดือนมกราคม หนังสือพิมพ์ The Guardian รายงานว่า เจ้าหน้าที่อิหร่านได้ละทิ้งระบบ “คานัต (qanat aquifer system)” ซึ่งเป็นระบบอุโมงค์ใต้ดินนับหมื่นแห่งที่ขุดตามไหล่เขาเพื่อส่งน้ำใต้ดินเข้าสู่แหล่งกักเก็บน้ำ ระบบนี้เคยจัดหาน้ำจืดให้กับเมืองและภาคเกษตรกรรมของอิหร่านมานานหลายพันปี

เพื่อทดแทนระบบดังกล่าว รัฐบาลได้สร้างเขื่อนจำนวนมากในช่วงครึ่งหลังของศตวรรษที่ 20 ซึ่งปัจจุบันสามารถกักเก็บน้ำรวมกันได้ประมาณหนึ่งในสี่ของทรัพยากรน้ำทั้งหมดของประเทศ ตามข้อมูลของ The Guardian

อย่างไรก็ตาม รายงานดังกล่าวระบุเพิ่มเติมว่า การสร้างเขื่อนขนาดใหญ่บนแม่น้ำที่มีขนาดเล็กเกินกว่าจะรองรับได้ ทำให้เกิดการบรรเทาปัญหาในระยะสั้น แต่แลกมาด้วยการสูญเสียน้ำในระยะยาว เนื่องจากการระเหยจากอ่างเก็บน้ำเพิ่มขึ้น ขณะที่พื้นที่ต้นน้ำกลับขาดแคลนน้ำเพราะน้ำถูกกักไว้หลังเขื่อน

Yale Environment 360 รายงานในเดือนธันวาคมว่า ในช่วงครึ่งศตวรรษที่ผ่านมา ระบบคานัตของอิหร่านราวครึ่งหนึ่งได้แห้งเหือดลง เนื่องจากการบำรุงรักษาที่ไม่เพียงพอ หรือการสูบน้ำจากบ่อบาดาลที่ทำให้ระดับน้ำใต้ดินลดลง

ภาคเกษตรกรรมใช้น้ำถึง 90% ของการใช้น้ำทั้งหมดในอิหร่าน

ระหว่างปี 2003–2019 อิหร่านสูญเสียน้ำใต้ดินประมาณ 211 ลูกบาศก์กิโลเมตร ซึ่งเกือบสองเท่าของปริมาณการใช้น้ำทั้งประเทศในหนึ่งปี สาเหตุหลักมาจากการสูบน้ำเพื่อการเกษตรที่ไม่มีการควบคุม

ภาพถ่ายดาวเทียมยังแสดงให้เห็นว่า ทะเลสาบอูร์เมีย (Lake Urmia) ทางตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศ ซึ่งเคยเป็นทะเลสาบที่ใหญ่ที่สุดในตะวันออกกลาง แทบจะแห้งสนิทนับตั้งแต่ปี 2001 หลังจากแหล่งน้ำที่ไหลเข้าสู่ทะเลสาบถูกเบี่ยงไปใช้งานด้านอื่น

ปลายปี 2025 องค์การอุตุนิยมวิทยาอิหร่านเตือนว่า เขื่อนหลักที่ใช้ผลิตน้ำประปาให้เมืองใหญ่ เช่น เตหะราน ตาบริซ และมัชฮัด กำลังเข้าใกล้ภาวะ “Water Day Zero”

คำว่า “Water Day Zero” ถูกใช้ในงานวิชาการ สื่อ และรัฐบาล เพื่ออธิบายจุดที่แหล่งน้ำของเมืองหรือภูมิภาคลดลงจนต้องปิดก๊อกน้ำและจัดสรรน้ำแบบปันส่วน

คำนี้เคยถูกใช้เพื่ออธิบายวิกฤตน้ำในเมืองเคปทาวน์ ประเทศแอฟริกาใต้ และเมืองเชนไน ประเทศอินเดีย

ในการกล่าวสุนทรพจน์ทางโทรทัศน์ระดับชาติเมื่อเดือนพฤศจิกายน ประธานาธิบดีอิหร่าน มาซูด เปเซชเคียน กล่าวว่ารัฐบาล “ไม่มีทางเลือกอื่น” นอกจากต้องย้ายเมืองหลวง เนื่องจากแรงกดดันอย่างรุนแรงต่อระบบน้ำ ที่ดิน และโครงสร้างพื้นฐาน

ก่อนหน้านั้น ในเดือนมกราคม รัฐบาลประกาศแผนย้ายเมืองหลวงไปยังพื้นที่ชายฝั่งทางใต้ของมักราน โดยให้เหตุผลว่าเตหะรานเผชิญปัญหาประชากรล้นเมือง การขาดแคลนไฟฟ้า และปัญหาน้ำ เตหะรานมีประชากรราว 10 ล้านคน และใช้น้ำเกือบหนึ่งในสี่ของทรัพยากรน้ำทั้งหมดของอิหร่าน การขาดแคลนน้ำได้จุดชนวนให้เกิดการประท้วงทั่วประเทศ ซึ่งหลายครั้งถูกปราบปรามอย่างรุนแรงโดยรัฐบาล

การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมีบทบาทอย่างไร

ปัจจุบันอิหร่านกำลังเผชิญปีที่หกติดต่อกันของภาวะภัยแล้ง รายงานจาก National Iranian American Council ในเดือนพฤศจิกายน อ้างคำกล่าวของ โมห์เซน อาร์ดาคานี ผู้อำนวยการบริษัทน้ำและน้ำเสียกรุงเตหะราน ระบุว่า

เรากำลังก้าวเข้าสู่ปีที่หกของภัยแล้งต่อเนื่อง ตั้งแต่เริ่มต้นปีน้ำ 2025–26 (ประมาณหนึ่งเดือนก่อน) ยังไม่มีฝนตกแม้แต่หยดเดียวในประเทศ

ปีน้ำล่าสุดของอิหร่าน ซึ่งนับจากเดือนกันยายน 2024 ถึงกันยายน 2025 ถือเป็นหนึ่งในปีที่แห้งแล้งที่สุดในประวัติการณ์ โดยมีปริมาณฝนน้อยกว่าค่าเฉลี่ยระยะยาวถึง 81%

ในฤดูร้อน อุณหภูมิในอิหร่านอาจสูงเกิน 50 องศาเซลเซียส ซึ่งใกล้ขีดจำกัดการดำรงชีวิตของมนุษย์ และยังทำให้การสูญเสียน้ำจากอ่างเก็บน้ำผ่านการระเหยเพิ่มขึ้น

งานวิจัยด้าน attribution หลายชิ้นพบว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศทำให้สภาพอากาศร้อนและแห้งแล้งในประเทศมีความรุนแรงและเกิดขึ้นบ่อยขึ้น

ในปี 2023 โครงการ World Weather Attribution (WWA) ได้วิเคราะห์ภัยแล้งในอิหร่านช่วงปี 2020–2023 การศึกษานี้พบว่า หากไม่มีภาวะโลกร้อน ภัยแล้งระดับเดียวกันจะเกิดขึ้นประมาณหนึ่งครั้งในรอบ 80 ปี แต่ในสภาพภูมิอากาศปี 2023 เหตุการณ์ดังกล่าวอาจเกิดขึ้นทุก 5 ปี

นักวิจัยยังระบุว่า หากอุณหภูมิโลกเพิ่มขึ้นถึง 2 องศาเซลเซียสเหนือระดับก่อนยุคอุตสาหกรรม ภัยแล้งระดับปี 2023 อาจเกิดขึ้นเฉลี่ยทุกสองปี

สองปีต่อมา WWA ได้ศึกษาภัยแล้งช่วงปี 2021–25 และพบว่าอิทธิพลของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น

งานวิจัยอีกหลายชิ้นในช่วงห้าปีที่ผ่านมาให้ข้อสรุปคล้ายกันว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศทำให้คลื่นความร้อนและภัยแล้งในภูมิภาคมีความรุนแรงและเกิดบ่อยขึ้น

ขณะเดียวกัน รายงาน “State of the Climate in the Arab Region 2024” ขององค์การอุตุนิยมวิทยาโลก (WMO) เตือนว่าการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศกำลังกระทบต่อความมั่นคงด้านน้ำทั่วภูมิภาค

อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศไม่ใช่สาเหตุเดียว หรือแม้แต่สาเหตุหลัก ของการขาดแคลนน้ำในอิหร่าน

ตัวอย่างเช่น ประชากรของประเทศเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่กระจุกตัวอยู่ในมหานครขนาดใหญ่เพียงไม่กี่แห่ง ทำให้การจัดหาน้ำให้เพียงพอเป็นเรื่องยาก ปัญหาการเกษตรที่ไม่มีประสิทธิภาพ และการพึ่งพาโซลูชันทางเทคโนโลยีมากเกินไป เช่น เขื่อนและโรงกลั่นน้ำทะเล

ภาคเกษตรกรรมเป็นแหล่งใช้ทรัพยากรน้ำมากที่สุดของประเทศ คิดเป็นมากกว่า 90% ของการใช้น้ำทั้งหมด

อัสเซม มายาร์ นักวิจัยอิสระด้านทรัพยากรน้ำและความมั่นคงด้านสภาพภูมิอากาศ กล่าวว่า สภาพภูมิอากาศแห้งแล้งของอิหร่านทำให้ต้องใช้น้ำต่อพื้นที่เพาะปลูกมากกว่าหลายประเทศ ปัญหานี้รุนแรงขึ้นจากนโยบายของรัฐบาลที่ส่งเสริมการพึ่งพาการผลิตอาหารภายในประเทศ ทั้งน้ำผิวดินและน้ำใต้ดินของอิหร่านถูกใช้งานเกินศักยภาพ

งานวิจัยปี 2021 พบว่า ระหว่างปี 2002–2015 ชั้นหินอุ้มน้ำของอิหร่านสูญเสียน้ำไปประมาณ 74 ลูกบาศก์กิโลเมตร ซึ่งมากกว่าปริมาณน้ำสูงสุดของทะเลสาบอูร์เมียถึง 1.6 เท่า

บางลุ่มน้ำมีอัตราการสูญเสียน้ำใต้ดินสูงถึง 2,600% ในช่วงเวลาดังกล่าว โดยปกติ ชั้นหินอุ้มน้ำจะได้รับการเติมน้ำตามธรรมชาติจากน้ำฝนที่ซึมลงสู่ใต้ดิน แต่การศึกษาในปี 2023 พบว่าอัตราการเติมน้ำนี้ลดลงตั้งแต่ช่วงต้นทศวรรษ 2000

การสูบน้ำใต้ดินจำนวนมากยังทำให้พื้นดินยุบตัว (subsidence) เนื่องจากโครงสร้างของชั้นหินอุ้มน้ำพังทลาย การศึกษาปี 2024 ระบุว่า อิหร่านเป็นหนึ่งในประเทศที่มีอัตราการทรุดตัวของพื้นดินสูงที่สุดในโลก

ปลายปี 2025 BBC รายงานว่าอิหร่านเริ่มใช้เทคนิค “Cloud Seeding” หรือการโปรยสารเคมีในเมฆเพื่อกระตุ้นการควบแน่นของไอน้ำ เพื่อรับมือภัยแล้งรุนแรงที่สุดในรอบหลายทศวรรษ

ประเทศนี้ใช้เทคนิคดังกล่าวมาตั้งแต่ปี 2008 และรายงานว่าปริมาณฝนเพิ่มขึ้นประมาณ 15% ในพื้นที่ที่ดำเนินการ อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญระบุว่าวิธีดังกล่าวไม่ได้แก้ปัญหารากฐานของวิกฤตน้ำ

ศาสตราจารย์ นิมา โชครี จากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีฮัมบูร์ก กล่าวว่า วิกฤตน้ำของอิหร่านเกิดจากการตัดสินใจเชิงนโยบายหลายทศวรรษ ที่ให้ความสำคัญกับเป้าหมายเชิงอุดมการณ์และภูมิรัฐศาสตร์มากกว่าการบริหารทรัพยากรอย่างยั่งยืน

การโจมตีโรงกลั่นน้ำทะเลอาจกระทบแหล่งน้ำตะวันออกกลางอย่างไร

การโจมตีโรงกลั่นน้ำทะเลสองครั้งล่าสุดทำให้เกิดการคาดการณ์ในสื่อว่าความขัดแย้งอาจทำให้แหล่งน้ำจืดในภูมิภาคยิ่งเปราะบาง เมื่อวันที่ 7 มีนาคม อิหร่านกล่าวหาสหรัฐโจมตีโรงกลั่นน้ำทะเลบนเกาะเกชม ในช่องแคบฮอร์มุซ รัฐมนตรีต่างประเทศ เซเยด อับบาส อารักชี ระบุว่า การโจมตีดังกล่าวส่งผลให้หมู่บ้าน 30 แห่งได้รับผลกระทบด้านน้ำ วันถัดมา รัฐบาลบาห์เรนกล่าวหาอิหร่านว่าโจมตีโรงกลั่นน้ำทะเลของประเทศด้วยโดรน

ตะวันออกกลางมีการขยายโรงกลั่นน้ำทะเลอย่างรวดเร็วในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา เนื่องจากหลายประเทศขาดแคลนน้ำจืด ปัจจุบันภูมิภาคนี้ผลิตน้ำกลั่นจากทะเลประมาณ 40% ของโลก หรือราว 29 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อวัน

อิหร่านมีโรงกลั่นน้ำทะเลมากกว่า 163 แห่ง แต่พึ่งพาเทคโนโลยีนี้น้อยกว่าหลายประเทศในภูมิภาครายงานปี 2022 ระบุว่า คูเวต กาตาร์ และโอมาน พึ่งพาน้ำดื่มจากโรงกลั่นน้ำทะเลถึง 90%, 90% และ 86% ตามลำดับ

ในทางตรงกันข้าม อิหร่านใช้น้ำกลั่นจากทะเลเพียงประมาณ 3% ของน้ำดื่มทั้งหมด อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า หากโรงกลั่นน้ำทะเลในอ่าวถูกโจมตี เมืองสำคัญ เช่น ดูไบ โดฮา และอาบูดาบี อาจเผชิญความเสี่ยงอย่างรุนแรง

หากไม่มีโรงกลั่นน้ำทะเล ระบบเมืองสมัยใหม่จำนวนมากในภูมิภาคอาจไม่สามารถดำรงอยู่ได้ นโยบายใดอาจช่วยให้อิหร่านหลีกเลี่ยง ‘Water Day Zero’ ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า สงครามอาจทำให้วิกฤตน้ำของอิหร่านรุนแรงขึ้น แม้ไม่น่าจะทำให้เกิด “Day Zero” ในระดับประเทศโดยตรง

อย่างไรก็ตาม อาจทำให้บางพื้นที่ที่มีความเสี่ยงสูงเผชิญภาวะดังกล่าวเร็วขึ้น เนื่องจากภาคเกษตรกรรมใช้น้ำมากที่สุด แนวทางแก้ปัญหาจึงต้องมุ่งไปที่ภาคส่วนนี้ นักวิจัยเสนอให้รัฐบาลยกเลิกนโยบายอุดหนุนที่กระตุ้นการใช้น้ำเกินจำเป็น แผนปรับตัวด้านน้ำระดับชาติที่จัดทำโดยมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ดเสนอแนวทาง เช่น การนำน้ำเสียที่ผ่านการบำบัดกลับมาใช้ การลดพื้นที่เกษตรชลประทาน
การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตพืชผ่านเทคโนโลยี