
'ศุภจี' กางแผนล้างบาง 'ล้งเถื่อน-นอมินี' มะพร้าวน้ำหอม ทุเรียน
'ศุภจี' รมว.พาณิชย์ กางแผนล้างบาง “ล้งเถื่อน-นอมินี” มะพร้าวน้ำหอม - ทุเรียน พร้อมดัน “ล้งกลาง” ยกระดับคุณภาพส่งออก
KEY
POINTS
- กระทรวงพาณิชย์เดินหน้าปราบปรามล้งผิดกฎหมายทั้งในธุรกิจมะพร้าวและทุเรียน เพื่อแก้ปัญหาการกดราคาและเอาเปรียบเกษตรกร
- ส่งเสริมการจัดตั้ง "ล้งกลาง" ที่ได้มาตรฐาน และออกมาตรการควบคุมคุณภาพน้ำมะพร้าว เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้ผู้บริโภคและผู้นำเข้า
- นำโมเดลจัดการล้งมะพร้าวมาใช้กับทุเรียน โดยเพิ่มระบบการรับรองมาตรฐาน (Certify) และการตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) เพื่อยกระดับคุณภาพและความปลอดภัย
- เร่งหาตลาดส่งออกใหม่ในเมืองรองของจีน พร้อมส่งเสริมการแปรรูปเพื่อเพิ่มมูลค่าผลผลิตทั้งมะพร้าวและทุเรียน
นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า จากสถานการณ์มะพร้าวน้ำหอมไทย ปี 2568 ผลผลิตทะลักแตะ 8.7 แสนตัน จะส่งผลกระทบโดยตรงทำให้ราคามะพร้าวปรับตัวลดลง ทำให้เกษตรกรเจอปัญหาเรื่องคุณภาพสินค้าตกต่ำ
จากการสำรวจพบว่าในมะพร้าว 10 ลูก มีเพียง 3 ลูก หรือ 30% เท่านั้นที่ได้เกรด A สำหรับส่งออก น้ำหนัก 1.3-1.4 กิโลกรัมขึ้นไป ส่วนอีก 7 ลูกที่เหลือเป็นลูกเล็กหรือมีแต่น้ำแต่ไม่มีเนื้อปัญหานี้ส่งผลให้ราคาขายมีความแตกต่างกันอย่างมาก
โดยมะพร้าวเกรดดียังคงขายได้ราคาสูงถึงลูกละ 10-20 บาท ในขณะที่มะพร้าวตกเกรดอาจถูกรับซื้อในราคาเพียงลูกละ 2 บาทตามที่มีกระแสข่าวก่อนหน้านี้
มาตรการจัดการ ล้งเถื่อน-นอมินี
ทั้งนี้ กระทรวงพาณิชย์ได้วางแนวทางจัดการปัญหาเชิงโครงสร้าง คือการปราบปรามล้งผิดกฎหมาย ยืนยันว่าไม่ได้เจาะจงเฉพาะล้งจีนแต่จะดำเนินการกับล้งที่ปฏิบัติไม่ถูกต้องตามกฎหมายทุกราย ไม่ว่าจะเป็นของคนไทยหรือต่างชาติ เพื่อป้องกันการเอาเปรียบเกษตรกร โดยมีการชี้เป้าและเตรียมประสานงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อเข้าตรวจสอบ
นอกจากนี้ จัดการน้ำมะพร้าวเจือจาง ซึ่งมีปัญหาการนำน้ำมะพร้าวไปผสมน้ำเชื่อม สารแต่งสี และกลิ่น แล้วแอบอ้างเป็นน้ำมะพร้าว 100% ซึ่งเป็นการทำลายชื่อเสียงสินค้าไทย รัฐบาลจึงเตรียมกำหนดมาตรฐานใหม่เพื่อรับรองน้ำมะพร้าวน้ำหอมแท้ และบังคับให้ผู้ผลิตที่ทำน้ำมะพร้าวเจือจาง (แบบถูกกฎหมาย) ต้องระบุบนฉลากให้ชัดเจน
นางศุภจี กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับการจัดทำ “ล้งกลาง” รัฐบาลมุ่งสร้างสังคมคนดี โดยส่งเสริมให้ผู้ประกอบการที่ซื่อสัตย์รวมกลุ่มกัน เพื่อสร้างระบบการรับรอง คุณภาพสินค้าตั้งแต่มือเกษตรกรจนถึงโรงงาน เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับผู้นำเข้าชาวจีน
" ได้มีการพูดคุย ผู้ประกอบการเห็นด้วยกับการตั้งล้งกลาง ซึ่งก็คุยกันว่าเขาพร้อมทําคือ สร้างสังคมคนดี และเขาจะไปรวบรวมผู้ประกอบการที่เป็นคนดี คนที่ขายของดี ซึ่งเรา ก็จะหาหลักการที่จะ certify และให้คนจีนหรือผู้นําเข้ารายใหญ่ มาตรวจที่สวนและโรงงาน เพื่อยืนยันว่าสินค้าเรามีคุณภาพ"
รุกเมืองรอง เพิ่มมูลค่าการแปรรูป
นางศุภจี กล่าวต่อว่า ด้านการส่งออก พาณิชย์สั่งการให้ทูตพาณิชย์เร่งหาตลาดรองในจีน นอกเหนือจาก 7 เมืองหลัก โดยเน้นพื้นที่จีนตะวันตกซึ่งไทยมีข้อได้เปรียบด้านการขนส่งมากกว่าคู่แข่งอย่างเวียดนาม พร้อมทั้งส่งเสริมการแปรรูปส่วนที่เหลือจากน้ำมะพร้าว เช่น เปลือกและเนื้อมะพร้าว เพื่อเพิ่มมูลค่าและลดต้นทุนให้กับผู้ประกอบการ
ทั้งนี้ เพื่อแก้ปัญหาตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ กระทรวงพาณิชย์จะทำงานร่วมกับกระทรวงเกษตรฯ ในการดูแลเรื่องปุ๋ยและอาหารเสริมให้กับต้นมะพร้าว เพื่อปรับปรุงคุณภาพผลผลิตให้กลับมาได้มาตรฐานส่งออกอีกครั้ง โดยยึดเอาประโยชน์ของเกษตรกรและประชาชนเป็นที่ตั้งเหนือประเด็นทางการเมือง
ขณะเดียวกัน ด้านแผนรับมือสินค้าทุเรียนซึ่งจะเข้าสู่ฤดูกาลแล้ว โดยปัจจุบันโครงสร้างการตลาดทุเรียนของไทยเน้นการส่งออกเป็นหลักถึง 70% และบริโภคในประเทศ 30% ปัญหาสำคัญที่พบคือความซับซ้อนด้านคุณภาพและมาตรฐานความปลอดภัย โดยเฉพาะการตรวจพบสารปนเปื้อน เช่น แคดเมียม กระทรวงพาณิชย์จึงมีนโยบายให้มีการรับรองมาตรฐาน (Certify) และระบบตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) เพื่อยืนยันคุณภาพก่อนถึงมือผู้ซื้อ เนื่องจากทุเรียนเป็นผลไม้อายุสั้น หากเกิดความเสียหายระหว่างขนส่งจะส่งผลกระทบต่อมูลค่าทันที
สำหรับมาตรการจัดการผู้รวบรวมผลไม้หรือ “ล้ง” ทางกระทรวงฯ ยืนยันว่าพร้อมสนับสนุนผู้ประกอบการที่ทำถูกต้องตามกฎหมาย แต่จะดำเนินการขั้นเด็ดขาดกับล้งที่ทำผิดกฎหมายหรือมีพฤติกรรมเอาเปรียบเกษตรกร ซึ่งจะใช้ตัวโมเดลเดียวกันกับการแก้ปัญหาเรื่องล้งมะพร้าว
อย่างไรก็ตามต้องมีการบูรณาการ 3 ส่วน แก้ปัญหา และแนวทางการทำงานต่อจากนี้ โดยจะใช้โมเดลเดียวกับการจัดการผลไม้อื่นๆ คือดูแล ต้นทาง (การผลิตและปุ๋ย), กลางทาง (การรวบรวมและแปรรูป) และ ปลายทาง (การตลาดทั้งในและต่างประเทศ)
"การบริหารจัดการทุเรียนและผลไม้อื่นๆ เป็น สิ่งที่เราทำกับทุกผลิตภัณฑ์ การแก้ปัญหา เรื่องผักผลไม้ ไม่สามารถดูได้ที่จุดใดจุดหนึ่ง"







