thansettakij
thansettakij
พาณิชย์ จ่อนำเข้าปุ๋ยจีน-มาเล-บรูไน เพิ่ม พ่วงหาแหล่งใหม่ ยันสต็อกไม่ขาด

พาณิชย์ จ่อนำเข้าปุ๋ยจีน-มาเล-บรูไน เพิ่ม พ่วงหาแหล่งใหม่ ยันสต็อกไม่ขาด

13 มี.ค. 2569 | 02:14 น.
อัปเดตล่าสุด :13 มี.ค. 2569 | 02:15 น.

กรมการค้าภายใน ถก 3 สมาคมปุ๋ย ยันสต็อกไม่ขาด เร่งกระจายความเสี่ยงขยายและหาแหล่งนำเข้าปุ๋ยเพิ่มเติมจากหลายประเทศ ลดการพึ่งพาตลาดตะวันออกกลาง ทั้งจีน-มาเลเซีย-บรูไน มอบพาณิชย์จังหวัดคุมราคาขายเข้มงวด

KEY

POINTS

  • กรมการค้าภายในเตรียมเจรจาเพิ่มการนำเข้าปุ๋ยจากจีน มาเลเซีย และบรูไน เพื่อลดผลกระทบจากสถานการณ์ในตะวันออกกลาง
  • ยืนยันสต็อกปุ๋ยในประเทศมีเพียงพอต่อความต้องการของเกษตรกร หลังลงพื้นที่ตรวจสอบคลังสินค้ารายใหญ่ และไม่จำเป็นต้องเร่งซื้อหรือกักตุน
  • เร่งสำรวจและหาแหล่งนำเข้าปุ๋ยใหม่ๆ เพิ่มเติมเพื่อกระจายความเสี่ยง พร้อมกำกับดูแลราคาอย่างเข้มงวดเพื่อป้องกันการฉวยโอกาสขึ้นราคา

นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า กรมการค้าภายในได้ติดตามสถานการณ์ปุ๋ยเคมีอย่างใกล้ชิดต่อเนื่อง ภายหลังเกิดความตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลางซึ่งอาจส่งผลต่อการค้าและการขนส่งสินค้าในตลาดโลก โดยได้เร่งวางมาตรการบริหารจัดการทั้งด้านปริมาณสินค้า แหล่งนำเข้า และการกำกับดูแลราคา เพื่อให้เกษตรกรสามารถเข้าถึงปุ๋ยได้อย่างเพียงพอในราคาที่เป็นธรรม และได้รับผลกระทบน้อยที่สุด

ล่าสุด กรมการค้าภายในได้ประชุมหารือร่วมกับ 3 สมาคมปุ๋ย ได้แก่ สมาคมการค้าปุ๋ยและธุรกิจการเกษตรไทย สมาคมการค้าผู้ผลิตปุ๋ยไทย และสมาคมคนไทยธุรกิจการเกษตร รวมถึงผู้ผลิต ผู้นำเข้า และผู้จำหน่ายปุ๋ยรายสำคัญ เพื่อร่วมกันบริหารจัดการซัพพลายและเตรียมมาตรการรองรับความผันผวนของตลาดโลก โดยได้รับการยืนยันว่าปัจจุบันสต็อกปุ๋ยทั้งในโรงงานและคลังสินค้ายังมีเพียงพอ และการสั่งซื้อแม่ปุ๋ยยังดำเนินการได้ตามปกติ

ทั้งนี้ กรมการค้าภายในได้เร่งกระจายความเสี่ยงด้านการนำเข้า โดยขยายและหาแหล่งนำเข้าปุ๋ยเพิ่มเติมจากหลายประเทศ เพื่อลดการพึ่งพาตลาดตะวันออกกลาง ปัจจุบันมีการนำเข้าปุ๋ยยูเรียจากประเทศซาอุดีอาระเบียและมาเลเซียอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกันประเทศมาเลเซียและบรูไนยังสามารถจัดส่งสินค้าได้ตามปกติ 

อีกทั้งประเทศไทยยังมีแหล่งนำเข้าจากหลายภูมิภาค เช่น โอมาน จีน รัสเซีย แคนาดา เกาหลีใต้ รวมถึงประเทศในยุโรปและอาเซียน ทำให้ระบบจัดหาปุ๋ยมีความยืดหยุ่นสูงและสามารถทดแทนแหล่งนำเข้าได้หากสถานการณ์ยืดเยื้อ

นอกจากนี้ กรมการค้าภายในยังได้ประสานกับกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ มอบหมายสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ (สคต.) ทั้ง 58 แห่งทั่วโลก เร่งสำรวจและหาแหล่งนำเข้าปุ๋ยใหม่ที่มีศักยภาพ โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศอาเซียน พร้อมเพิ่มปริมาณนำเข้าจากมาเลเซียและบรูไน รวมถึงเร่งเจรจากับทางการจีนเพื่อผ่อนคลายมาตรการและเพิ่มปริมาณส่งออกปุ๋ยฟอสเฟตมายังไทย เพื่อให้การนำเข้าปุ๋ยดำเนินได้อย่างต่อเนื่อง

ด้านการดูแลราคา กรมการค้าภายในได้กำกับติดตามโครงสร้างราคาปุ๋ยอย่างใกล้ชิดตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทาง พร้อมสั่งการให้สำนักงานพาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศลงพื้นที่ตรวจสอบการจำหน่ายอย่างเข้มงวด หลังพบร้านค้าบางพื้นที่ปรับราคาสูงขึ้นกระสอบละ 50–100 บาท โดยผู้ผลิตยืนยันว่าสินค้าสต็อกเดิมยังจำหน่ายราคาเดิม พร้อมกำชับห้ามจำกัดการขาย ห้ามกักตุนสินค้า และห้ามขายพ่วงปุ๋ยโดยเด็ดขาด

นายวิทยากร กล่าวว่า ขณะนี้ยังได้มอบหมายให้นายจิรวุฒิ สุวรรณอาจ รองอธิบดีกรมการค้าภายใน นำเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ตรวจสอบสถานการณ์ปุ๋ยเคมี เมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2569 ณ คลังสินค้าของผู้จำหน่ายปุ๋ยรายใหญ่ ได้แก่ บริษัท เจียไต๋ จำกัด และปุ๋ยไวกิ้ง ในพื้นที่อำเภอบางไทร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ซึ่งเป็นคลังเก็บปุ๋ยเคมีขนาดใหญ่ของประเทศ เพื่อติดตามปริมาณสต็อกและสถานการณ์การกระจายสินค้าในช่วงฤดูเพาะปลูก

จากการตรวจสอบพบว่า คลังสินค้ายังคงมีปริมาณปุ๋ยเคมีจำนวนมาก โดยเฉพาะปุ๋ยยูเรียสูตร 46-0-0 และผู้ประกอบการยังมีแผนนำเข้าสินค้าเพิ่มเติมเพื่อทยอยเติมสต็อกอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ภาพรวมปริมาณปุ๋ยในประเทศยังเพียงพอรองรับความต้องการใช้ของภาคเกษตร ทั้งในช่วงเตรียมเพาะปลูกและฤดูกาลผลิตถัดไป โดยกรมการค้าภายในขอให้เกษตรกรมั่นใจในสถานการณ์สินค้าและไม่จำเป็นต้องเร่งซื้อหรือกักตุน

อธิบดีกรมการค้าภายใน กล่าวว่า กรมฯ จะติดตามสถานการณ์การค้าโลกและต้นทุนอย่างใกล้ชิด ควบคู่การบริหารจัดการแหล่งนำเข้าและกำกับดูแลราคาภายในประเทศ เพื่อรักษาเสถียรภาพตลาดปุ๋ยและลดภาระต้นทุนของเกษตรกร โดยขอให้เกษตรกรมั่นใจว่าปุ๋ยมีเพียงพอ และขอเตือนผู้ประกอบการห้ามฉวยโอกาสปรับขึ้นราคาโดยไม่มีเหตุอันสมควร หากฝ่าฝืนจะมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ. 2542 มีโทษจำคุกไม่เกิน 7 ปี หรือปรับไม่เกิน 140,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ