thansettakij
thansettakij
3ทูตพาณิชย์ดันแผนกู้วิกฤต ดึง‘ยูเออี’ลงทุนเมกะโปรเจ็กต์

3ทูตพาณิชย์ดันแผนกู้วิกฤต ดึง‘ยูเออี’ลงทุนเมกะโปรเจ็กต์

12 มี.ค. 2569 | 23:30 น.
อัปเดตล่าสุด :13 มี.ค. 2569 | 00:46 น.

กระทรวงพาณิชย์กางแผนรับมือตะวันออกกลาง มอบ 3 ทูตพาณิชย์หาโอกาสดึงกองทุนความมั่งคั่งยูเออีลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน เร่ง FTA ไทย-อิสราเอล เจาะตลาดซาอุฯเพิ่ม

KEY

POINTS

  • กระทรวงพาณิชย์ประชุมทูตพาณิชย์เพื่อวางยุทธศาสตร์รับมือผลกระทบจากวิกฤตตะวันออกกลาง โดยเน้นการรักษาตลาดเดิมและกระจายสู่ตลาดใหม่
  • ทูตพาณิชย์ ณ เมืองดูไบ เสนอแผนดึงดูดกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติ (SWF) ของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) ให้เข้ามาลงทุนในโครงการเมกะโปรเจ็กต์ของไทย เช่น EEC และ Land Bridge
  • ทูตพาณิชย์ ณ กรุงเทลอาวีฟ เสนอให้เร่งรัดการเจรจาข้อตกลงการค้าเสรี (FTA) กับอิสราเอล เพื่อเพิ่มขีดความสามารถ

ความขัดแย้งภูมิภาคตะวันออกกลาง กลายเป็นแรงกระแทกทางเศรษฐกิจสั่นสะเทือนไปยังห่วงโซ่อุปทานโลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ไม่เว้นแม้แต่ประเทศไทยที่พึ่งพารายได้จากการส่งออกเป็นหลัก ส่งผลให้ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ในฐานะหน่วยงานหลักด้านการค้าระหว่างประเทศ เรียกประชุมผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ หรือ “ทูตพาณิชย์” จากทั่วทุกมุมโลกที่เดินทางมาร่วมงานแสดงสินค้า THAIFEX-HOREC ASIA 2026 เมื่อกลางสัปดาห์ที่ผ่านมา

ทั้งนี้เพื่ออัพเดทสถานการณ์และวางยุทธศาสตร์รับมือ พร้อมกับหาโอกาสใหม่ภายใต้วิกฤตที่เกิดขึ้น ก่อนกำหนดแผนผลักดันการค้าระหว่างประเทศปี 2569 

โดยเปิดโอกาสให้ทูตพาณิชย์แต่ละพื้นที่รายงานสถานการณ์และยืนยันตัวเลขเป้าหมายการส่งออก โดยรมว.พาณิชย์ได้วางกรอบแนวทางการทำงานให้ทูตพาณิชย์ทั่วโลกภายใต้ 3 ภารกิจหลัก คือ

1.การวิเคราะห์เชิงพื้นที่และภูมิภาคข้างเคียง โดย สคต. ต้องเชื่อมโยงสถานการณ์ระดับภูมิภาคเพื่อวางกลยุทธ์เชิงรุก ไม่ใช่เพียงติดตามข้อมูลเฉพาะประเทศที่ตนประจำอยู่

2.การรักษาตลาดเดิมด้วยกลยุทธ์ใหม่ สำหรับตลาดสหรัฐฯ และจีน โดยต้องปรับวิธีการเข้าถึงตลาดรับมือกับมาตรการภาษีและพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลง

3.การเร่งกระจายตลาดสู่ภูมิภาคใหม่ เพื่อลดสัดส่วนการพึ่งพาตลาดมหาอำนาจให้ต่ำกว่า 1 ใน 3 ของมูลค่าส่งออกรวม

 ขณะที่ทูตพาณิชย์ 3 ประเทศในตะวันออกกลาง ทั้ง สำนักงานส่งเสริมการค้าฯ ณ เมืองดูไบ สหรัฐ-อาหรับเอมิเรตส์, สำนักงานส่งเสริมการค้าฯ ณ เมืองเจดดาห์ ประเทศซาอุดิอาระเบีย และสำนักงานส่งเสริมการค้าฯ ณ กรุงเทลอาวีฟ ประเทศอิสราเอล ส่งสัญญาณตรงว่าท่ามกลางความเสี่ยงที่รายล้อม ยังมีช่องทางและโอกาสสำหรับไทยที่ต้องคว้าไว้ให้ได้ 

ดูไบพื้นฐานการเงินแข็งแกร่ง

 สำนักงานส่งเสริมการค้าฯณ เมืองดูไบ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ รายงานว่า แม้ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์กับอิหร่านจะทวีความรุนแรง แต่เศรษฐกิจยูเออี ยังคงยืนหยัดได้ด้วยฐานรากที่แข็งแกร่ง โดยชี้ให้เห็น 3 ตัวชี้วัดสำคัญ ได้แก่ กองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติ (Sovereign Wealth Funds : SWFs) ของอาบูดาบีที่มีสินทรัพย์รวมสูงถึง 1.8 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือสูงกว่า GDP ถึง 4 เท่า อุตสาหกรรมป้องกันประเทศในประเทศที่มีรายได้กว่า 5 พันล้านดอลลาร์ผ่านกลุ่มบริษัท Edge และอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจเฉลี่ย 4% ต่อปีที่ต่อเนื่องมาตลอดหลายทศวรรษ

ก่อนเกิดความตึงเครียดในปัจจุบัน กองทุน SWFs ได้ขยายการลงทุนไปสู่ระดับสากล โดยเฉพาะในสาขาเทคโนโลยี ปัญญาประดิษฐ์ และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล แต่ภายใต้สถานการณ์

ปัจจุบัน นักวิเคราะห์คาดว่ากองทุนเหล่านี้อาจปรับทิศทางการลงทุนในระยะสั้น โดยให้ความสำคัญกับการรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจภายในประเทศมากขึ้น อาทิ ความมั่นคงด้านอาหาร ความต่อเนื่องของระบบพลังงาน และสภาพคล่องของระบบการเงิน

ทั้งนี้ สินทรัพย์ของกองทุน SWF มีทั้งส่วนที่สามารถแปลงเป็นเงินสดได้รวดเร็ว เช่น พันธบัตรรัฐบาลและหุ้นในตลาดทุน และส่วนที่มีสภาพคล่องต่ำ เช่น โครงสร้างพื้นฐานหรือการลงทุนในหุ้นนอกตลาด ซึ่งอาจต้องใช้เวลาในการปรับพอร์ตการลงทุน ด้วยเหตุนี้ แนวโน้มในระยะสั้นจึงคาดว่า จะเป็นการชะลอการลงทุนในต่างประเทศและปรับพอร์ตการลงทุนอย่างค่อยเป็นค่อยไป มากกว่าการจำหน่ายสินทรัพย์ขนาดใหญ่ในลักษณะเร่งด่วน

 ส่วนในระยะยาวทิศทางเศรษฐกิจของภูมิภาคอ่าวจะขึ้นอยู่กับพัฒนาการของสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ในภูมิภาค หากความตึงเครียดคลี่คลายโครงการกระจายโครงสร้างเศรษฐกิจของประเทศอ่าว นโยบายเศรษฐกิจเทคโนโลยีขั้นสูง ของอาบูดาบี และการพัฒนาศูนย์กลางการเงินของดูไบ ยังคงมีศักยภาพที่จะเดินหน้าต่อไปได้ แต่ถ้าความไม่แน่นอนทางความมั่นคงยังคงดำเนินต่อไป อาจส่งผลให้ระดับความเสี่ยงด้านการลงทุนในภูมิภาคเพิ่มสูงขึ้นในระยะยาว

 ปัจจุบัน กองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติของประเทศอ่าวยังคงทำหน้าที่เป็นกลไกสำคัญในการรองรับแรงกระแทกทางเศรษฐกิจ รักษาเสถียรภาพของระบบการเงิน และคงทางเลือกเชิงนโยบายในช่วงเวลาที่มีความไม่แน่นอนสูงของภูมิภาค

มองโอกาสไทยดึงกองทุน SWF

 ทั้งนี้ สคต. ดูไบมองว่า สถานการณ์ดังกล่าวเปิดโอกาสให้ไทยในฐานะผู้ส่งออกอาหารรายสำคัญของโลก เข้าไปเติมเต็มความต้องการด้านความมั่นคงทางอาหารของ GCC ซึ่งต้องนำเข้าอาหารกว่า 80-90% โดยไทยสามารถเจรจาดึงกองทุน SWF ของ GCC เช่น PIF หรือ QIA เข้ามาลงทุนในธุรกิจเกษตรและอาหารแปรรูปของไทยรวมถึงจัดทำสัญญาซื้อขายระยะยาว สำหรับสินค้าหลักอย่างข้าว ไก่ และกุ้ง รวมทั้งพัฒนาเขตอาหารเกษตรร่วมกับกองทุน Mubadala หรือ ADQ 

ในด้านการลงทุนโดยตรง สคต. ดูไบยังมองว่ากองทุน GCC มีศักยภาพในการเข้ามาลงทุนในโครงการโครงสร้างพื้นฐานของไทย ทั้งโครงการ EEC ท่าเรือแหลมฉบัง สนามบินอู่ตะเภา โครงการ Land Bridge รวมถึงพลังงานสะอาดและยานยนต์ไฟฟ้า ซึ่งสอดคล้องกับทิศทางการลงทุนระยะยาวของกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติเหล่านี้

ทูตพาณิชย์ซาอุฯ ชี้โอกาสใหม่

 สำนักงานส่งเสริมการค้าฯ ณ เมืองเจดดาห์ ประเทศซาอุดีอาระเบีย โดย นายอภิชาติ ประเสริฐสุด ผู้อำนวยการ สคต.เมืองเจดดาห์ เปิดเผยว่า สงครามตะวันออกกลางส่งผลกระทบต่อการค้าในหลายมิติพร้อมกัน ทั้งในเรื่อง ความปลอดภัย การขนส่ง การเดินทาง รวมทั้งจิตวิทยาในการตัดสินใจทำธุรกิจและลงทุน โดยรัฐบาลทุกประเทศในกลุ่มอาหรับไม่อยากให้สถานการณ์รุนแรงหรือยืดเยื้อออกไป แต่ในปัจจุบันยังไม่มีใครสามารถคาดการณ์ได้ว่าความขัดแย้งนี้จะสิ้นสุดลงเมื่อไหร่

 สำหรับซาอุดีอาระเบียเอง แม้พื้นที่ส่วนใหญ่จะอยู่ห่างไกลจากแนวการสู้รบและชีวิตประจำวันของประชาชนยังคงดำเนินไปได้ตามปกติ แต่ผลกระทบ ทางจิตวิทยาก็เห็นได้ชัดจากการที่ผู้แสวงบุญจำนวนมากระงับการเดินทาง ส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ต่อธุรกิจรถรับส่ง โรงแรม ร้านอาหาร และการท่องเที่ยวโดยรวมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

 ด้านการนำเข้าและส่งออกสินค้าไทย แม้ท่าเรือเจดดาห์จะตั้งอยู่ห่างจากแนวการสู้รบ แต่เรือสินค้าส่วนใหญ่ต้องถ่ายลำบริเวณอ่าวเปอร์เซีย ส่งผลให้ต้นทุนค่าขนส่งปรับสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ขณะที่ผู้นำเข้าส่วนใหญ่ยังไม่สั่งซื้อสินค้าเพิ่มเติม เนื่องจากต้นทุนที่สูงขึ้นและความไม่แน่นอนของสถานการณ์ นายอภิชาติระบุว่าหากสถานการณ์ยืดเยื้อเกิน 2 เดือน อาจมีสินค้าอุปโภคบริโภคบางรายการขาดตลาดได้

 

นายอภิชาติ ประเสริฐสุด ผู้อำนวยการ สคต.เมืองเจดดาห์

 

โดยขณะนี้ สคต. เจดดาห์อยู่ระหว่างหารือกับผู้ประกอบการและผู้นำเข้า เพื่อติดตามและประเมินว่าสินค้ากลุ่มใดที่เสี่ยงจะขาดตลาดก่อน

ในแง่ผลกระทบต่อมูลค่าการค้า นายอภิชาติระบุว่ายังไม่สามารถประเมินได้อย่างแม่นยำ เนื่องจากสงครามยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นและผู้นำเข้ายังมีสินค้าสำรองในสต็อกอยู่ อย่างไรก็ตาม มูลค่าการค้าไทย-ซาอุฯ ในภาพรวมยังอยู่ในเกณฑ์ดี และซาอุดีอาระเบียยังคงเป็นตลาดที่มีโอกาสสูงสำหรับผู้ประกอบการไทย

ทั้งนี้ สคต. มีแผนงานรุกตลาดซาอุดีอาระเบียไว้แล้วตั้งแต่ต้นปี ทั้งการ จัดงานแสดงสินค้าและการเชื่อมโยงผู้ประกอบการสองฝ่าย แต่ขณะนี้ต้องรอประเมินสถานการณ์อีก 2-3 สัปดาห์ก่อนตัดสินใจปรับแผน ขณะที่ภาครัฐอยู่ระหว่างพิจารณามาตรการสนับสนุนผู้ประกอบการไทยในการรับมือกับต้นทุนค่าขนส่งที่สูงขึ้น

รวมถึงการหารือกับผู้นำเข้าปลายทางเรื่องการแบกรับต้นทุนร่วมกัน เพื่อให้สินค้าไทยยังสามารถรักษาตลาดได้อย่างต่อเนื่องในช่วงที่ท้าทายนี้

ทูตพาณิชย์อิสราเอล แนะดัน FTA 

 ขณะที่ สำนักงานส่งเสริมการค้าฯ ณ กรุงเทลอาวีฟ ประเทศอิสราเอล โดย นายณัฐพงศ์ เสนาณรงค์ ผู้อำนวยการ สคต.กรุงเทลอาวีฟ ระบุว่า ในมุมมองของชาวอิสราเอล ช่วงแรกของสถานการณ์สงครามยังคงมีความเชื่อมั่นสูงในระบบป้องกันภัยทางอากาศและศักยภาพทางทหาร โดยคาดการณ์ว่าเหตุการณ์จะยุติลงภายใน 2 สัปดาห์ถึง 1 เดือน เมื่อสถานการณ์ขยายตัวและอิหร่านแสดงท่าทีชัดเจนมากขึ้น แนวโน้มที่สงครามจะยืดเยื้อก็เพิ่มสูงขึ้นกว่าที่ประเมินไว้ในเบื้องต้น

 ด้านภาพการค้าระหว่างไทยกับอิสราเอล ปัจจุบันมูลค่าการค้ารวมอยู่ที่ราว 1,200 ล้านดอลลาร์ต่อปี โดยไทยส่งออกสินค้าหลักซึ่งส่วนใหญ่เป็นสินค้าอุปโภคบริโภคและอาหารมูลค่าราว 800 ล้านดอลลาร์ต่อปี ซึ่งถือเป็นกลุ่มสินค้าที่ประเทศในตะวันออกกลางมีความจำเป็นต้องนำเข้าอย่างต่อเนื่องไม่ว่าสถานการณ์จะเป็นอย่างไร ขณะที่ไทยได้ดุลการค้าสะสมอยู่ที่ราว 300-400 ล้านดอลลาร์ต่อปี

 

นายณัฐพงศ์ เสนาณรงค์ ผู้อำนวยการ สคต.กรุงเทลอาวีฟ

 

อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่ สคต. เทลอาวีฟ มองว่าเป็นเรื่องเร่งด่วนที่สุดคือการแข่งขันเชิงโครงสร้างที่ไทยกำลังเผชิญอยู่ในตลาดอิสราเอล หลังจากเวียดนามได้บรรลุข้อตกลงการค้าเสรี (FTA) กับอิสราเอลเรียบร้อยแล้ว ส่งผลให้สินค้าไทยในระดับปานกลางถึงล่างเริ่มสูญเสียส่วนแบ่งการตลาดให้กับเวียดนามจากภาระภาษีที่สูงกว่า

ตัวเลขที่สะท้อนภาพชัดที่สุดคือมูลค่าการค้าเวียดนาม-อิสราเอลที่พุ่งจาก 200 ล้านดอลลาร์ก่อนมี FTA ไปสู่ระดับ 2,000 ล้านดอลลาร์ภายในเพียง 2 ปีหลังบังคับใช้ หรือเพิ่มขึ้นถึง 10 เท่า ซึ่งถือเป็นสัญญาณเตือนภัยที่ไทยไม่อาจมองข้าม

 นายณัฐพงศ์ ระบุว่าหากไทยสามารถเจรจา FTA กับอิสราเอลได้สำเร็จ จะเป็นการเปิดประตูสู่มิติที่สำคัญยิ่งกว่าการค้าสินค้าทั่วไป นั่นคือการดึงดูดการลงทุนจากอิสราเอลในอุตสาหกรรมที่ประเทศนั้นมีความเชี่ยวชาญระดับโลก โดยเฉพาะเทคโนโลยี AI ซึ่งอาจนำไปสู่การถ่ายทอดเทคโนโลยีหรือการย้ายฐานการผลิตมายังประเทศไทยในอนาคต แม้ขณะนี้กระทรวงพาณิชย์จะให้ความสำคัญกับการปิด FTA กับกลุ่มยุโรปและดูไบก่อนก็ตาม 

 “การเจรจา FTA กับอิสราเอลควรเร่งรัดให้อยู่ในลำดับความสำคัญที่สูงขึ้น เพื่อป้องกันไม่ให้ช่องว่างการแข่งขันกับเวียดนามถ่างกว้างออกไปจนยากแก่การฟื้นคืนส่วนแบ่งตลาด” นายณัฐพงศ์ กล่วทิ้งท้าย 

 

3ทูตพาณิชย์ดันแผนกู้วิกฤต ดึง‘ยูเออี’ลงทุนเมกะโปรเจ็กต์