
'ศุภจี' มอบ 3 ภารกิจใหญ่ 'ทูตพาณิชย์' ดันส่งออกปี 2569 ทุกตลาด
พาณิชย์ ประชุมทูตพาณิชย์ทั่วโลกช่วงงาน THAIFEX รับฟังผลกระทบสงครามตะวันออกกลาง พร้อมมอบ 3 ภารกิจเร่งผลักดันส่งออกปี 2569 รักษาตลาดใหญ่และกระจายตลาดใหม่ทั่วโลก
KEY
POINTS
- วิเคราะห์สถานการณ์การค้าเชิงลึกในระดับภูมิภาค ไม่ใช่แค่ในประเทศที่ประจำการ เพื่อวางกลยุทธ์เชิงรุก
- ปรับเปลี่ยนกลยุทธ์เพื่อรักษาตลาดเดิมอย่างสหรัฐฯ และจีน ให้สอดรับกับมาตรการภาษีและพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป
- เร่งกระจายและเจาะตลาดใหม่ในภูมิภาคอื่น ๆ เพื่อลดการพึ่งพาตลาดมหาอำนาจให้น้อยกว่า 1 ใน 3 ของมูลค่าส่งออกรวม
เมื่อเร็ว ๆ นี้ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้เรียกประชุมทูตพาณิชย์ทั่วโลกที่เดินทางมาร่วมงาน THAIFEX – HOREC ASIA เพื่อหารือและรับฟังสถานการณ์ส่งออกและผลกระทบจากการสู้รบในตะวันออกกลาง รวมถึงกำหนดแผนผลักดันการค้าระหว่างแระเทศเชิงรุกปี 2569 โดยเปิดโอกาสให้ทูตพาณิชย์รายงานสถานการณ์และยืนยันตัวเลขผลักดันการส่งออก
นางศุภจี กล่าวว่า กระทรวงพาณิชย์ได้กำนหดแนวทางการทำงานให้แก่ทูตพาณิชย์ (สคต.) ทั่วโลก 3 ภารกิจหลัก ดังนี้
1. การวิเคราะห์เชิงพื้นที่และภูมิภาคข้างเคียง โดยสคต. ต้องไม่เพียงติดตามข้อมูลเฉพาะประเทศที่ตนประจำอยู่ แต่ต้องเชื่อมโยงสถานการณ์ในภูมิภาคเพื่อวางกลยุทธ์เชิงรุก
2. การรักษาตลาดเดิมด้วยกลยุทธ์ใหม่ สำหรับตลาดสหรัฐฯ และจีน ไม่ได้หมายถึงการลดความสำคัญ แต่ต้องเปลี่ยนวิธีการเข้าถึงตลาด เพื่อรับมือกับมาตรการภาษีและการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผู้บริโภค
3. การเร่งกระจายตลาดสู่ภูมิภาคใหม่ โดย สคต. ในภูมิภาคอื่นต้องเร่งบทบาทในการสร้างสัดส่วนการส่งออกใหม่ เพื่อลดน้ำหนักการพึ่งพาตลาดมหาอำนาจให้ต่ำกว่า 1 ใน 3 ของมูลค่ารวม
ทั้งนี้ ภาคการส่งออกของประเทศไทยซึ่งเป็นฟันเฟืองหลักในการขับเคลื่อนผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) กำลังเผชิญกับจุดเปลี่ยนสำคัญ ปีที่ผ่านมามูลค่าการส่งออกรวมสูงถึง 11.1 ล้านล้านบาท เติบโตขึ้น 12%
โดยตัวเลขการเติบโตดังกล่าวได้ซ่อนความเสี่ยงเชิงโครงสร้างที่สำคัญโดยเฉพาะปัญหาการกระจุกตัวของตลาดและการเผชิญหน้ากับมาตรการทางการค้าที่ไม่แน่นอนจากประเทศมหาอำนาจอย่างสหรัฐและจีน
นอกจากนี้ มูลค่าการส่งออก 11.1 ล้านล้านบาทของไทย มีการกระจุกตัวอยู่ในสองตลาดหลัก คือ สหรัฐและจีน โดยมีสัดส่วนรวมกันสูงถึงกว่า 30% หรือประมาณ 1 ใน 3 ของมูลค่าการส่งออกรวมทั้งประเทศ ภาวะการพึ่งพิงตลาดมหาอำนาจเพียงสองขั้วนี้สร้างความเปราะบางต่อเศรษฐกิจไทยอย่างรุนแรง
ขณะที่ตลาดสหรัฐซึ่งเป็นตลาดส่งออกอันดับหนึ่งของไทยด้วยสัดส่วนราว 20% กำลังอยู่ในภาวะที่น่ากังวลเนื่องจากมาตรการกีดกันทางการค้าที่เข้มงวดขึ้น โดยมีประเด็นสำคัญ มาตรการภาษีศุลกากรต่างตอบแทน ความพยายามในการปรับสมดุลทางการค้าของสหรัฐฯ ต่อประเทศคู่ค้า ข้อจำกัดของกรอบความร่วมมือ IPEF ภายหลังศาลสูงสุด (Supreme Court) มีคำวินิจฉัยข้อจำกัดบางประการ
ทำให้สหรัฐฯ หันมาใช้เครื่องมือทางกฎหมายอื่นแทนมาตรา 232 สหรัฐฯ เริ่มบังคับใช้มาตรการนี้ตั้งแต่วันที่ 24 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา โดยมีกรอบเวลาเบื้องต้น 150 วัน ปัจจุบันจัดเก็บภาษีอยู่ที่อัตรา 10% แต่มีความเสี่ยงที่จะปรับเพิ่มขึ้นเป็น 15% ตามเพดานที่กฎหมายกำหนด หากมีการผ่านมติจากสภาคองเกรส
ด้าน มาตรา 301 (Section 301) มีแนวโน้มสูงที่ไทยจะถูกตรวจสอบภายใต้มาตรการนี้ เนื่องจากไทยขยับขึ้นมาเป็นคู่ค้าที่ได้เปรียบดุลการค้าสหรัฐฯ สูงเป็นอันดับที่ 7 ของโลก จากเดิมอันดับ 11 ซึ่งเป็นเกณฑ์สำคัญที่สหรัฐฯ ใช้พิจารณาเข้าตรวจสอบการค้าที่ไม่เป็นธรรม
ขณะที่ตลาดจีนมีความท้าทายในรูปแบบที่แตกต่างออกไป โดยมุ่งเน้นไปที่นโยบายเศรษฐกิจหมุนเวียนภายในประเทศ และการควบคุมห่วงโซ่อุปทาน ซึ่งจีนพยายามปรับโครงสร้างเศรษฐกิจให้พึ่งพาการผลิตและการบริโภคภายในลดการนำเข้า ส่งผลกดดันต่อปริมาณและราคาสินค้าส่งออกจากไทย
ทั้งนี้ ปัญหาดุลการค้าและคุณภาพสินค้า ไทยยังคงเผชิญภาวะขาดดุลการค้ากับจีน และความท้าทายในการจัดการสินค้าที่ไม่ได้มาตรฐานที่ไหลเข้าสู่ตลาดในประเทศ ซึ่งต้องอาศัยการทำงานร่วมกันระหว่างกรมพัฒนาธุรกิจการค้า และกรมการค้าต่างประเทศ ในการตรวจสอบและกำกับดูแล











