thansettakij
thansettakij
สภาผู้ส่งออกเปิด 3 ทางออกแก้ตู้สินค้าค้าง หลังเรือไทยถูกยิงใกล้ฮอร์มุซ

สภาผู้ส่งออกเปิด 3 ทางออกแก้ตู้สินค้าค้าง หลังเรือไทยถูกยิงใกล้ฮอร์มุซ

11 มี.ค. 2569 | 10:04 น.
อัปเดตล่าสุด :11 มี.ค. 2569 | 10:11 น.

สรท. ประเมิน เหตุโจมตีเรือใกล้ช่องแคบฮอร์มุซ กระทบส่งออกไทยจำกัด เหตุสัดส่วนตลาดตะวันออกกลางเพียง 5% แต่ห่วงโลจิสติกส์ป่วน กระทบสินค้าอาหารสด แนะผู้ส่งออก 3 ทางออกจัดการตู้สินค้าค้างทะเล

KEY

POINTS

  • เสนอทางออกแรกโดยการเปลี่ยนท่าเรือปลายทางไปยังท่าเรือที่ปลอดภัย เช่น ในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ หรือซาอุดีอาระเบีย ซึ่งผู้นำเข้าอาจมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม
  • ทางเลือกที่สองคือการนำตู้สินค้าไปพักรอที่ท่าเรือปลอดภัยอื่น ๆ เช่น อินเดีย โอมาน หรือศรีลังกา แต่มีความเสี่ยงด้านค่าใช้จ่ายที่อาจสูงขึ้นหากสถานการณ์ยืดเยื้อ
  • แนวทางสุดท้ายที่ สรท. แนะนำคือการนำตู้สินค้ากลับประเทศไทย เพื่อเป็นการหยุดต้นทุนและความเสี่ยงที่ไม่สามารถควบคุมได้

นายธนากร เกษตรสุวรรณ ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) กล่าวถึงสถานการณ์เรือขนส่งสินค้าไทยถูกโจมตีที่บริเวณช่องแคบฮอร์มุซ ว่าในส่วนผลกระทบที่จะเกิดกับการส่งออกในแถบตะวันออกกลาง ระยะสั้น เชื่อว่า ยังไม่ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง เนื่องจากตะวันออกกลางมีสัดส่วน 5% ของการส่งออกของไทยไปทั่วโลก และส่วนใหญ่ยังเป็นความต้องการเรื่องอาหาร เช่น ข้าว พืช เป็นต้น

“สรท. ก็จะต้องมีการประชุมหารือและติดตามสถานการณ์ในตะวันออกกลางอย่างต่อเนื่อง และ ประสานงานกับภาครัฐอย่างใกล้ชิด” 

นายธนกร กล่าวว่า สำหรับการส่งออกในภาพรวมที่ได้รับผลกระทบทางตรงและทางอ้อมเริ่มเห็นแล้วถึงความวุ่นวายต่อการส่งออกและขนย้ายสินค้าจากนี้ โดยเฉพาะของสด เช่น เนื้อสัตว์ ผัก ผลไม้ ซึ่งกังวลว่าจะเกิดความเสียหายจากสินค้าเหล่านี้ เนื่องจากมีอายุสั้นและจะเกิดการเน่าเสียได้ง่าย ถือเป็นการเพิ่มภาระให้กับผู้ประกอบการ และสูญเสียรายได้ โดยเป็นประเด็นที่อยากให้ภาครัฐเข้ามาดูแลและออกมาตรการช่วยเหลือ

อย่างไรก็ตาม สำหรับผู้ส่งออกที่มีสินค้าอยู่ระหว่างขนส่งในเส้นทางไปยังกลุ่มประเทศภายในอ่าวเปอร์เซียและช่องแคบฮอรมุซ โดยแนวทางออกของปัญหาตู้สินค้าตกค้างกลางทะเลแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มหลักๆ ดังนี้

1. นำตู้สินค้าไปส่งมอบที่ท่าเรืออื่น โดยการเปลี่ยนท่าเรือปลายทาง เช่น ท่าเรือ Khor Fakkan ในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ หรือท่าเรือ Jeddah ในซาอุดิอาระเบีย ทั้งนี้ผู้นำเข้าหรือลูกค้าปลายทางอาจต้องมีต้นทุนค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม เช่น ค่าใช้จ่ายในการทำพิธีการศุลกากร(ราวตู้ละ 2,000 USD) ค่าใช้จ่ายในการเปลี่ยนท่าเรือ(เช่น End of Voyage ราว 600-800 USD) รวมไปถึงค่าใช้จ่ายในการขนถ่ายสินค้าทางบก เป็นต้น 

2. นำตู้สินค้าไปพักคอย โดยนำตู้ไปยังกลุ่มท่าเรือ Safe Port / Transshipment Port อื่นๆ เช่น ในอินเดีย โอมาน หรือศรีลังกา เป็นต้น โดยขอให้พิจารณาเรื่องต้นทุนค่าใช้จ่ายที่อาจเพิ่มขึ้นจากการเก็บรักษาตู้ไว้ในท่าเรือ ซึ่งมีความเสี่ยงต่อสถานการณ์ที่อาจยืดเยื้อ ความเสี่ยงสินค้าสูญหายหรือเสียหายจากการโจมตี ตลอดจนสถานการณ์คอขวด ความแออัดรุนแรงภายในท่าเรือและภาวะผู้ให้บริการที่จำกัดเมื่อสถานการณ์เข้าสู่ภาวะปกติ ซึ่งล้วนอาจทำให้มีต้นทุนที่สูงมากตามมา ตัวอย่างเช่นต้นทุนในท่าเรือเพียงอย่างเดียวก็อาจสูงถึง 5-6 แสนบาทต่อตู้ ในระยะเวลา 1-2 เดือน

3. นำตู้สินค้ากลับไทย โดย สรท. แนะนำว่าควรนำสินค้ากลับมายังประเทศไทย เพื่อเป็นการหยุดต้นทุนที่มีความเสี่ยงสูงและไม่สามารถควบคุมได้ดังกล่าว 

ทั้งนี้ หากมีผู้ประกอบการที่มีประเด็นค่าใช้จ่ายไม่เป็นธรรมที่อาจถูกเรียกเก็บจากผู้ให้บริการหรือสายเรือ สามารถรวบรวมหลักฐานค่าใช้จ่ายดังกล่าวและส่งมายัง สรท. เพื่อให้ สรท. เป็นตัวแทนในการเข้าหารือร่วมกับกรมการค้าภายในและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ผลักดันให้เกิดมาตรการช่วยเหลือผู้ส่งออกที่เป็นรูปธรรมต่อไป โดยช่องทางอีเมล [email protected] หรือโทร 02-679-7555

อย่างไรก็ตาม สรท.ได้มีการประสานไปยังการท่าเรือแห่งประเทศไทย รวมไปถึงผู้ประกอบการท่าเรือภาคเอกชน ถึงแนวทางช่วยเหลือ และอำนวยความสะดวกสำหรับสินค้านำกลับ