thansettakij
thansettakij
จับตา‘ไทยช่วยไทยพลัส’ ปลุกกำลังซื้อ 4 เดือน ค้าปลีก-ดีลิเวอรีโตแรง

จับตา‘ไทยช่วยไทยพลัส’ ปลุกกำลังซื้อ 4 เดือน ค้าปลีก-ดีลิเวอรีโตแรง

25 พ.ค. 69 | 09:31 น.
อัปเดตล่าสุด :25 พ.ค. 69 | 09:32 น.

บิ๊กเอกชนมอง “ไทยช่วยไทยพลัส” ดันจีดีพีโตเพิ่ม 0.2-0.5% ปลุกค้าปลีกชุมชน ภาคบริการ เดลิเวอรี และเอสเอ็มอีฟื้นตัว จี้รัฐบาลต้องเร่งลงทุน-ท่องเที่ยว ต่อยอดโมเมนตัมเศรษฐกิจไทย

KEY

POINTS

  • โครงการ "ไทยช่วยไทยพลัส" เป็นมาตรการกระตุ้นกำลังซื้อระยะ 4 เดือน โดยรัฐช่วยจ่าย 60% และประชาชนจ่าย 40% เพื่อลดภาระค่าครองชีพ
  • คาดว่ามาตรการนี้จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจให้ GDP เติบโตเพิ่มขึ้น 0.2-0.5% และสร้างความเชื่อมั่นในการใช้จ่ายให้แก่ประชาชน
  • กลุ่มธุรกิจที่คาดว่าจะได้รับประโยชน์และเติบโตอย่างชัดเจนคือกลุ่มค้าปลีกรายย่อย ร้านค้าชุมชน ตลาดสด และธุรกิจดีลิเวอรี

นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานกิตติมศักดิ์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า โครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” ที่รัฐบาลเปิดให้ประชาชนและร้านค้าเข้าร่วมอย่างเป็นทางการ ถือเป็นมาตรการที่มีความน่าสนใจ เพราะรัฐช่วยจ่ายในสัดส่วน 60% ขณะที่ประชาชนร่วมจ่าย 40% ซึ่งช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายของประชาชนได้มากกว่าโครงการคนละครึ่งในอดีต และยังเป็นการเพิ่มกำลังซื้อในช่วงที่เศรษฐกิจยังเปราะบาง

ทั้งนี้ มาตรการดังกล่าวมีเป้าหมายสำคัญ 2 ด้าน คือ การช่วยลดภาระค่าครองชีพ และการเพิ่มกำลังซื้อให้ประชาชนในกลุ่มสินค้าจำเป็น เมื่อประชาชนรู้สึกว่าจ่ายน้อยลง แต่มีอำนาจซื้อเพิ่มขึ้น ก็จะเกิดความมั่นใจในการจับจ่ายใช้สอยมากขึ้น ส่งผลให้เม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจขยายตัวต่อเนื่องตลอดระยะเวลา 4 เดือนของโครงการ

คาดช่วยดันจีดีพีโตเพิ่ม 0.2-0.5% 

“คาดว่าโครงการนี้จะช่วยสร้างโมเมนตัมให้จีดีพีไทยเพิ่มขึ้นประมาณ 0.2-0.3% และอาจขยับได้ถึง 0.5% หากดำเนินการได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งถือว่าเป็นแรงส่งที่สูงกว่าโครงการคนละครึ่งพลัสเดิมที่เคยช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้ราว 0.1-0.2%” นายเกรียงไกร กล่าว

จุดสำคัญของมาตรการนี้ไม่ใช่เพียงการอัดฉีดเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจเท่านั้น แต่ยังช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนในช่วงที่หลายฝ่ายยังกังวลต่อปัจจัยเสี่ยงรอบด้าน ทั้งสถานการณ์สงครามตะวันออกกลาง ค่าครองชีพที่ปรับตัวสูงขึ้น รวมถึงแรงกดดันด้านเงินเฟ้อ ซึ่งล้วนส่งผลต่อการตัดสินใจใช้จ่ายของประชาชน

สำหรับกลุ่มธุรกิจที่จะได้รับอานิสงส์โดยตรงจากมาตรการดังกล่าว มองว่ากลุ่มค้าปลีกในชุมชน ร้านค้ารายย่อย และตลาดสด จะได้รับประโยชน์สูงสุด เพราะเป็นจุดที่เม็ดเงินสามารถกระจายลงสู่เศรษฐกิจฐานรากได้อย่างทั่วถึงและรวดเร็ว

นอกจากนี้ ภาคบริการและธุรกิจดีลิเวอรีก็มีแนวโน้มเติบโตเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน สอดคล้องกับพฤติกรรมผู้บริโภครุ่นใหม่ที่นิยมสั่งซื้อสินค้าและบริการผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์มากขึ้น ส่งผลให้ธุรกิจเอสเอ็มอีในภาคการผลิต โดยเฉพาะสินค้าอุปโภคบริโภค มีโอกาสได้รับคำสั่งซื้อเพิ่มขึ้นตามไปด้วย

ต้องขับเคลื่อนเครื่องยนต์เศรษฐกิจหลักควบคู่ไปด้วย

นายเกรียงไกรกล่าวอีกว่า แม้โครงการไทยช่วยไทยพลัส จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นได้ดี แต่ยังเป็นเพียงการจุดชนวน ให้เกิดการใช้จ่ายเท่านั้น ขณะที่เครื่องยนต์เศรษฐกิจหลักด้านอื่นยังจำเป็นต้องเดินหน้าควบคู่กันไป เพื่อรักษาโมเมนตัมเศรษฐกิจไทยในระยะยาว

“แม้จีดีพีไตรมาสแรกของปีจะเติบโต 2.8% แต่หากพิจารณาในรายละเอียดจะพบว่า การเติบโตยังพึ่งพาภาคการส่งออกและเม็ดเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ หรือ FDI ผ่าน BOI ของบริษัทข้ามชาติรายใหญ่เป็นหลัก ขณะที่กำลังซื้อภายในประเทศยังอ่อนแอ” นายเกรียงไกร กล่าว

ดังนั้น รัฐบาลจำเป็นต้องเร่งดำเนินมาตรการเชิงโครงสร้างควบคู่กันไป ทั้งการส่งเสริมการลงทุนภาคเอกชน เพื่อสร้างงานและรายได้ใหม่ การปรับโครงสร้างธุรกิจไทยไปสู่อุตสาหกรรมที่มีมูลค่าเพิ่มสูง รวมถึงการเร่งฟื้นฟูภาคการท่องเที่ยว ซึ่งยังเป็นเครื่องยนต์สำคัญของเศรษฐกิจไทย

โดยเฉพาะการจัดกิจกรรมและอีเวนต์คุณภาพ เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวระดับพรีเมียมเข้ามาใช้จ่ายในประเทศ ทดแทนจำนวนนักท่องเที่ยวบางส่วนที่อาจได้รับผลกระทบจากมาตรการคัดกรองวีซ่าที่เข้มงวดมากขึ้นด้านความมั่นคง ซึ่งจะช่วยให้เศรษฐกิจไทยมีแรงขับเคลื่อนต่อเนื่องในระยะถัดไป